แอมเนสตี้ฯหวั่น “แฟนบอล” ถูกละเมิดสิทธิจาก กม.คนเข้าเมือง” สหรัฐฯ

ต่างประเทศ
09:28
จำนวนผู้ชม 379
แอมเนสตี้ฯหวั่น “แฟนบอล” ถูกละเมิดสิทธิจาก กม.คนเข้าเมือง” สหรัฐฯ
แอมเนสตี้ฯ กังวล “กฎหมายคนเข้าเมือง” สหรัฐฯ ละเมิดสิทธิแฟนลูกหนังเดินทางไปดูบอลโลก ขณะที่ “เม็กซิโก” ผู้ชุมนุมเรียกร้องในช่วงแข่งฟุตบอลโลกอาจถูกทหารใช้กำลังรุนแรงในการชุมนุม

วันนี้ (30 มี.ค.2569) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่บทความซึ่งมีเนื้อหาถึงความกังวลต่อแฟนบอลที่เดินทางไปชมฟุตบอลโลก 2025 ที่มีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศคือ สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา โดยมีเนื้อหาดังนี้

แฟนฟุตบอลหลายล้านคนที่เข้าร่วมชมการแข่งขันฟุตบอลโลกชาย FIFA ปี 2026 ที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา อาจเสี่ยงที่จะเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดที่เกิดจากนโยบายการเข้าเมืองที่โหดร้ายและเป็นอันตรายถึงชีวิตของสหรัฐฯ

องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ข้อจำกัดที่รุนแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการประท้วงอย่างสันติคุกคามการแข่งขันที่ “ปลอดภัย เป็นมิตร และครอบคลุม” ตามที่ FIFA สัญญาไว้

ขณะที่ รายงานฉบับใหม่ชื่อ “มนุษยชาติต้องเป็นผู้ชนะ : การปกป้องสิทธิและการแก้ไขปัญหาการปราบปรามในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026” ระบุถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่สำคัญต่อแฟนบอล ผู้เล่น นักข่าว ผู้ทำงาน และชุมชนท้องถิ่นในทั้ง 3 ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐอเมริกาภายใต้ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 3 ใน 4 ส่วน กำลังเผชิญกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากนโยบายการเข้าเมืองที่เลือกปฏิบัติ การกักขังหมู่และการจับกุมโดยพลการโดยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธสวมหน้ากากจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) สำนักงานศุลกากรและพิทักษ์ชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) และหน่วยงานอื่น ๆ

ภาพประกอบข่าว แอมเนสตี้ฯหวั่น “แฟนบอล” ถูกละเมิดสิทธิจาก กม.คนเข้าเมือง” สหรัฐฯ

"สตีฟ ค็อกเบิร์น" หัวหน้าฝ่ายความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เนรเทศผู้คนออกจากสหรัฐอเมริกาไปแล้วกว่า 500,000 คนในปี 2025 ซึ่งมากกว่าจำนวนคนที่เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศที่สนามเม็ตไลฟ์สเตเดียมถึง 6 เท่า

การจับกุมและเนรเทศอย่างผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนนั้น เกิดขึ้นได้ก็เพราะการกัดเซาะหลักประกันกระบวนการยุติธรรม ซึ่งบั่นทอนสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยหลายแสนคน

นโยบายเหล่านี้ได้ทำลายชุมชนและสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวไปทั่วสหรัฐอเมริกา นี่เป็นช่วงเวลาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อแฟน ๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองฟุตบอลโลกด้วย

เมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลกได้รับผลกระทบจากการปราบปรามสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯได้โอนอำนาจการปกครองให้รัฐบาลกลางและส่งกองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียประมาณ 4,000 นายไปยังลอสแอนเจลิสในเดือน มิ.ย.ปี 2025 เพื่อตอบสนองต่อการประท้วงต่อต้านการบุกจับกุมผู้อพยพ

ขณะที่เมืองเจ้าภาพอย่าง ดัลลัส ฮิวสตัน และไมอามี ต่างลงนามในข้อตกลงที่เป็นปัญหา ซึ่งอนุญาตให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นร่วมมือกับ ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและการกำหนดเป้าหมายผู้อพยพเพิ่มมากขึ้น และบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างชุมชนและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น นำไปสู่ความปลอดภัยสาธารณะที่ลดลง

ขณะที่ในประเทศเจ้าภาพอื่น ๆ เม็กซิโกได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 100,000 นาย รวมถึงทหาร เพื่อตอบสนองต่อระดับความรุนแรงที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประท้วง รวมถึงกลุ่มนักกิจกรรมหญิงที่วางแผนจะประท้วงอย่างสันติในนัดเปิดสนามที่สนามเอสตาดิโอ อัซเตกา ในเม็กซิโกซิตี้ เพื่อเรียกร้องความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาสำหรับการหายตัวไปของคนที่พวกเขารัก

ภาพประกอบข่าว แอมเนสตี้ฯหวั่น “แฟนบอล” ถูกละเมิดสิทธิจาก กม.คนเข้าเมือง” สหรัฐฯ

ในแคนาดา ผลกระทบจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2010 ที่แวนคูเวอร์ และวิกฤตที่อยู่อาศัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่า ผู้ไร้บ้านจะถูกขับไล่และถูกผลักไสไปอยู่ชายขอบสังคมอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ทางการในโตรอนโตได้ปิดศูนย์พักพิงสำหรับผู้ไร้บ้านในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวถูกจองไว้ล่วงหน้าสำหรับการใช้งานโดยฟีฟ่า

ภาพประกอบข่าว แอมเนสตี้ฯหวั่น “แฟนบอล” ถูกละเมิดสิทธิจาก กม.คนเข้าเมือง” สหรัฐฯ

นอกจากนี้ ข้อจำกัดการเดินทางของสหรัฐฯ และนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่ละเมิดสิทธิมนุษย์ชนกำลังทำลายความสวยงามของกีฬาฟุตบอล จากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลโดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พบว่า ในปี 2025 เพียงปีเดียว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เนรเทศผู้คนกว่า 500,000 คน ซึ่งรวมถึง 230,000 คนที่ถูกจับกุมภายในประเทศ และ 270,000 คนที่ชายแดน หลายคนถูกเนรเทศโดยละเมิดหลักการไม่ส่งตัวกลับไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ และต้องเผชิญกับการกักขังโดยพลการและเป็นเวลานาน

ขณะที่ทั่วสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้ปฏิบัติการในลักษณะคล้ายหน่วยรบพิเศษ โดยมุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวลาติน ชาวผิวดำ ชาวเอเชีย และชุมชนผิวสีอื่น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการจับกุมผู้คนอย่างรุนแรงและโดยพลการ รวมถึงเด็ก ๆ ใกล้บ้าน โรงเรียน และที่ทำงานของพวกเขา

เนื่องจากชุมชนผู้อพยพจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาน่า จะต้องการมารวมตัวกันเพื่อชมฟุตบอลโลก และมีแฟนบอลหลายล้านคนเดินทางมาจากทั่วโลก หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานอื่น ๆ จึงเป็นภัยคุกคามที่น่าหวาดหวั่นต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่เดินทางมาชมการแข่งขัน และตัวผู้เล่นเอง

เนื่องจากมาตรการห้ามเดินทางภายใต้รัฐบาลทรัมป์ แฟนบอลจากโกตดิวัวร์ (Cote d'Ivoire) เฮติ อิหร่าน และเซเนกัล จะไม่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนทีมโปรดได้ เว้นแต่จะมีวีซ่าที่ถูกต้องก่อนวันที่ 1 ม.ค.2026 ส่วนแฟนบอลกลุ่มอื่น ๆ อาจเผชิญกับการสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด โดยมีข้อเสนอให้บังคับให้นักท่องเที่ยวเปิดเผยบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อตรวจสอบ และคัดกรอง “การต่อต้านอเมริกา”

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางอย่างที่ฟีฟ่าเคยประเมินไว้อีกต่อไปแล้ว… จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่าความเป็นจริงของฟุตบอลโลกครั้งนี้สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาดั้งเดิม” สตีฟ ค็อกเบิร์น หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและความยุติธรรมทางสังคมของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ถึงแม้จะมีจำนวนการจับกุมและการเนรเทศที่น่าตกใจ แต่ทั้งฟีฟ่าและทางการสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้การรับประกันใด ๆ ว่าแฟนบอลและชุมชนท้องถิ่นจะปลอดภัยจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การบุกค้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือการกักขังและการเนรเทศที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้มีเพียง 4 เมือง จาก 16 เมืองเจ้าภาพ เท่านั้นที่ได้เผยแพร่แผนด้านสิทธิมนุษยชน และไม่มีเมืองใดเลยที่กล่าวถึงการคุ้มครองจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองที่ละเมิดสิทธิมนุษย์ชน ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางอย่างที่ฟีฟ่าเคยประเมินไว้ ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องผู้คนจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) การรับประกันสิทธิในการประท้วง หรือการป้องกันคนไร้บ้าน จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่าความเป็นจริงของฟุตบอลโลกครั้งนี้สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาดั้งเดิม

สิทธิในการประท้วงและเสรีภาพในการแสดงออกกำลังถูกคุกคาม การแข่งขันฟุตบอลโลกมักเป็นเป้าหมายของการประท้วง และมีความเสี่ยงที่การชุมนุมอาจถูกปราบปราม ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ รัฐบาล “ทรัมป์” ได้มุ่งเป้าไปที่นักศึกษาต่างชาติที่ประท้วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาของรัฐบาลอิสราเอลเป็นพิเศษ ขณะที่พลเมืองสหรัฐฯ ที่ประท้วงและเฝ้าติดตามการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างรุนแรงถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหาร

ขณะที่แคนาดาเผชิญกับคลื่นการประท้วงต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา รวมถึงการชุมนุมอย่างสันติขนาดใหญ่และการตั้งค่ายของนักศึกษาที่ถูกตำรวจสลายการชุมนุมหรือรื้อถอนอย่างไม่เป็นธรรม

ด้านเม็กซิโกเองก็ประสบกับการประท้วงที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกหลายครั้งจากประชาชนที่โกรธเคืองต่อการหยุดชะงักของระบบน้ำประปา การเข้าถึงที่ดิน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองเจ้าภาพ การระดมกำลังรักษาความปลอดภัยของเม็กซิโกสำหรับการแข่งขันครั้งนี้มีลักษณะเป็นแบบใช้กำลังทหาร ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงที่การประท้วงเพิ่มเติมอาจถูกปราบปราม

ภาพประกอบข่าว แอมเนสตี้ฯหวั่น “แฟนบอล” ถูกละเมิดสิทธิจาก กม.คนเข้าเมือง” สหรัฐฯ

สิทธิมนุษยชนต้องยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน เหลือเวลาอีกเพียง 10 สัปดาห์กว่า ๆ ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น ความมุ่งมั่นของฟีฟ่าที่จะจัดการแข่งขันที่ทุกคน “รู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ และมีอิสระที่จะใช้สิทธิของตน” จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่า กีฬาฟุตบอลจะไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะมีผลลัพธ์ที่เลวร้าย สมาชิกจากกลุ่ม LGBTQI+ ในสหราชอาณาจักรและทั่วยุโรปกล่าวว่า พวกเขาไม่ปลอดภัยที่จะแสดงตัวอย่างชัดเจนในการแข่งขันครั้ง

สตีฟ ค็อกเบิร์น กล่าวว่า “แม้ว่าฟีฟ่าจะได้รับรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากฟุตบอลโลกปี 2026 แต่แฟนบอล ชุมชน ผู้เล่น นักข่าว และคนทำงานไม่ควรต้องแบรับภาระนี้ ฟุตบอลเป็นของคนเหล่านี้ ไม่ใช่รัฐบาล สปอนเซอร์ หรือฟีฟ่า และสิทธิของพวกเขาต้องเป็นศูนย์กลางของการแข่งขัน

อ่านข่าว

ศึกเพลย์ออฟยุโรปชี้ชะตา! ลุ้นตั๋ว 4 ใบสุดท้าย ไปฟุตบอลโลก 2026

ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ทำค่าตั๋วเครื่องบินไปดู “ฟุตบอลโลก” แพงขึ้น 30%

ฟีฟ่าสั่งปรับอิสราเอล 6.2 ล้าน ละเมิดกฎ เหยียดเชื้อชาติปาเลสไตน์

"ฟีฟ่า" ปฏิเสธ "อิหร่าน" เรื่องคำขอย้ายสนามแข่งฟุตบอลโลก 2026

"ทรัมป์" ยันต้อนรับ "ทีมชาติอิหร่าน" ร่วมบอลโลก 2026 แม้ปะทะตึงเครียด

อิหร่าน ไม่ถอนทีมฟุตบอลโลก เจรจาฟีฟา ขอย้ายสนามแข่งเม็กซิโกแทน

FIFA มอบรางวัลสันติภาพแก่ "ทรัมป์" ยกย่องช่วยยุติสงครามหลายแห่ง

"ทรัมป์" ลุ้นรางวัลสันติภาพ FIFA ก่อนจับสลากคัดบอลโลก 2026

อิหร่าน ในฟุตบอลโลก 2026 "เจ้าภาพ" สหรัฐฯ จะยอมให้ร่วมแข่งหรือไม่