วันที่ 29 มี.ค.2569 รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - Veerayooth Kanchoochat" ระบุว่า ผิดหวังการแถลงข่าวในเวที 1 เดือนวิกฤตโลก แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.2569) ที่แม้จะมีการยอมรับผิดว่าปัญหาวิกฤตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากการใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วันของรัฐบาลเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดหายไปจากเวทีดังกล่าวกลับเป็นชื่อหัวข้อของงานว่า ตกลงแล้วประเทศไทยจะมี "แผนรับมือ" วิกฤตครั้งนี้อย่างไร
ทั้งนี้ รศ.วีระยุทธ เสนอแผนรับมือ "ฉบับพรรคประชาชน" แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย การบริหารจัดการราคาน้ำมัน มาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน การจัดการปุ๋ยเคมี และการเตรียมความพร้อมช่วงสงกรานต์
ภาพ เฟซบุ๊ค : วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - Veerayooth Kanchoochat
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า รัฐบาลสมควรปรับภาษีเพื่อจัดการราคาน้ำมันแบบขั้นบันได และเอาผิดรายใหญ่ ที่ลักลอบกักตุนน้ำมัน จนทำให้ประชาชนเดือดร้อน พร้อมชี้แจงตัวเลขภาษี ในน้ำมัน 1 ลิตร โดยอ้างอิงราคาน้ำมัน ณ วันที่ 27 มี.ค.2569 ดังนี้
-ภาษีสรรพสามิต ที่คิดเป็นต้นทุน 7.50 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 6.92 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว
-ภาษีเทศบาล ที่คิดเป็นต้นทุน 0.75 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 0.69 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว
-ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่คิดเป็นต้นทุน 2.92 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 2.45 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว
-การเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่คิดเป็นต้นทุน 0.05 บาท
รวมแล้วหากปรับลดภาษีทั้งหมดได้ ก็จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาด ลดลงไปเฉลี่ยลิตรละ 10 บาท ภาครัฐต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเร่งรัดมาตรการป้องกันการกักตุน นอกจากกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้องรายงานการขาย, ราคา, สต็อกทุกสิ้นวันแล้ว ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการวิ่งรถขนส่งน้ำมันแบบ real time เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเส้นทางการขายน้ำมัน โดนตรวจสอบข้อมูลที่รายงานในช่วงวิกฤตเทียบกับข้อมูลการขายน้ำมันในช่วงก่อนวิกฤต เพื่อหาพฤติการณ์เสี่ยงของการกักตุนน้ำมัน
ส่วนมาตรการสนับสนุนเพื่อการปรับตัวของประชาชน รศ.วีระยุทธ กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะเสนอให้ประชาชน "ประหยัดน้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตร" เพื่อแก้ปัญหา แต่ไม่ได้เสนอแนวทางการดำเนินการ หรือมีนโยบายสนับสนุน อาทิ ด้านการขนส่งสาธารณะ, การอุดหนุนค่าไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต สำหรับการ Work From Home หรือการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซล
มาตรการด้านปุ๋ยเคมี แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะแถลงมาก่อนหน้านี้ว่า ที่ผ่านมาช่วยเหลือด้วยการจำหน่ายปุ๋ยธงเขียว ราคาพิเศษไปแล้ว 5 ล้านกิโลกรัม แต่หากพิจารณาจากความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศ ในปีก่อนหน้านี้มีสูงถึง 5.6 ล้านตัน ทำให้นโยบายนี้ช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัด ควรมีนโยบายแน่ชัด เช่น แจ้งพิกัดการจำหน่าย, ราคาที่ชัดเจน รวมถึงการส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น
สุดท้ายคือแนวทางเตรียมการช่วงสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของคนไทย ในแต่ละปีสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และขนส่ง ดังนั้นภาครัฐควรเตรียมระบบขนส่ง และสร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้ประชาชน เช่น การตรึงราคา หรือแสดงข้อมูลด้านปริมาณน้ำมันให้ประชาชนมั่นใจว่า จะมีน้ำมันเพียงพอที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาและกลับมาทำงานได้
รศ.วีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ยิ่งสถานการณ์โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราเห็นว่ารัฐบาลยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนอย่างน้อยใน 4 ด้านข้างต้น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตรายวัน และสามารถวางแผนการเดินทางช่วงสงกรานต์ได้อย่างราบรื่น
อ่านข่าว
รัฐหนุนใช้ดีเซล B20 ลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย
“รุทธพล-ธัชชัย” ตรวจคลังน้ำมัน ปตท.ลำลูกกา - ไม่พบกักตุน
“อนุทิน” เผยเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ 7-9 เม.ย.นี้
