บรรยากาศโลกเวลานี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อการสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารอีกต่อไป แต่ลุกลามเป็นแรงสั่นสะเทือนที่กระทบเศรษฐกิจ การเมือง และเสถียรภาพของทั้งระบบโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นหลัก ที่ประชาชนทั่วโลกต้องเผชิญ ขณะเดียวกันมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กลับไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ "ควบคุมเกม" ได้อย่างที่เคยเป็น
ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญศึกหนักทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจของประชาชนต่อสงครามที่ยืดเยื้อ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือแรงสั่นคลอนจากพันธมิตรที่เริ่มเว้นระยะห่าง สถานการณ์ทั้งหมดกำลังบีบให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องเร่งหาทางออกจากวิกฤตที่ซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมากำหนดชะตาทางการเมืองของเขาเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1.วิกฤตศรัทธา การเดิมพันศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2569
ความเชื่อมั่นในตัว ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 33 ในเดือน มี.ค.2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในวาระที่ 2 ของเขา ตามการรายงานของ President Trump’s Approval Sinks to 33% in New UMass Poll สาเหตุหลักมาจากความเบื่อหน่ายของประชาชน ต่อสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด รวมถึงผลกระทบโดยตรงจากปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 71 ในมุมมองของผู้บริโภค
กลุ่มฐานเสียงสำคัญที่เคยส่งให้เขาสู่ชัยชนะในปี 2567 ทั้งกลุ่มแรงงาน คนผิวสี และกลุ่มผู้ชาย มีคะแนนนิยมลดลงเกือบ 20 จุด เนื่องจากพวกเขามองว่าทรัมป์กำลังละทิ้งสัญญา "America First" ที่เคยบอกว่าจะไม่พาประเทศเข้าสู่สงครามต่างแดนอีกต่อไป
นักวิเคราะห์ทางการเมือง เจสซี โรดส์ จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ มองว่าสถานการณ์นี้เป็น "ฝันร้าย" ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากประชาชนกว่าร้อยละ 62 ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของประธานาธิบดี
ความไม่พอใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มตรงข้าม แต่เริ่มลามเข้าไปในกลุ่มที่สนับสนุนทรัมป์แบบมีเงื่อนไข ซึ่งเริ่มแสดงความกังวลว่า นโยบายการต่างประเทศที่แข็งกร้าวเกินไปกำลังทำลายเศรษฐกิจในครัวเรือน แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนยังเริ่มแสดงอาการ "ตีตัวออกห่าง" เพื่อรักษาฐานเสียงของตนเองก่อนการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลประกาศปิดหน่วยงานบางส่วน จนเกิดแถวยาวเหยียดที่สนามบินและการประท้วงทั่วประเทศ ยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์การบริหารที่ล้มเหลว ประชาชนมองว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับสงคราม มากกว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากคะแนนนิยมยังไม่ฟื้นตัว พรรครีพับลิกันมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียการควบคุมทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะทำให้ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดี คุมสถานการณ์ไม่ได้ในช่วงเวลาที่เหลือของวาระ
ความพยายามของทรัมป์ในการกู้สถานการณ์ด้วยการประกาศชัยชนะรายวัน หรือการบอกว่า "เราชนะแล้ว" ทั้งที่การสู้รบยังรุนแรง เริ่มใช้ไม่ได้ผลกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นทุกวัน ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนนี้ส่งผลให้แม้แต่ในกลุ่ม MAGA เอง เริ่มมีความเห็นต่างเรื่องการส่งกองกำลังภาคพื้นดิน โดยมีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการส่งทหารเข้าไปเสี่ยงชีวิตในอิหร่าน
2. ยุทธศาสตร์ "กลับกลอก" จุดมุ่งหมายหรือความสับสน ?
The guardian รายงานว่าพฤติกรรมการส่งข้อความของทรัมป์ในสัปดาห์ที่ 2 ของการสู้รบเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เขาเรียกปฏิบัติการทางทหารว่าเป็นเพียง "การทัศนศึกษาเล็กน้อย" (Minor excursion) แต่ในเวลาเดียวกันกลับเรียกร้องให้อิหร่าน "ยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไข" การที่เขาประกาศว่า "สงครามเสร็จสิ้นเกือบ 100% แล้ว" แต่ไม่กี่วันต่อมากลับขู่จะ "ถล่มโรงไฟฟ้าและเกาะคาร์กให้สิ้นซาก" สร้างความสับสนอย่างรุนแรง ให้กับตลาดการเงินและพันธมิตรระหว่างประเทศ
ดร.โชกา ลิงกัม นักวิเคราะห์ มองว่านี่อาจไม่ใช่ความสับสนธรรมดา แต่เป็น "Strategic Ambiguity" หรือความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ ที่ทรัมป์มักใช้ในการเจรจาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขามักจะสร้างแรงกดดันสูงสุดด้วยคำขู่ที่รุนแรง เพื่อบีบให้คู่เจรจารู้สึกว่าไม่มีทางเลือก ก่อนจะเสนอทางออกที่ดูเหมือนเป็นการประนีประนอม อย่างไรก็ตาม ในบริบทของสงครามระดับรัฐ ยุทธศาสตร์นี้กลับทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และทำให้อิหร่านมองว่าไม่มีความจริงใจในการเจรจา
อีกหนึ่งเป้าหมายของความกลับกลอก (The Flip-Flop Strategy) นี้คือ การควบคุมกระแสข่าวในประเทศ ทรัมป์พยายามขายภาพลักษณ์ของผู้ชนะให้กับฐานเสียงในสหรัฐฯ โดยบอกว่า "เราชนะแล้ว" เพื่อลดกระแสต่อต้านสงคราม แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเลี้ยงกระแสความกลัว เรื่องภัยคุกคามจากขีปนาวุธของอิหร่าน เพื่อรักษาความชอบธรรมในการใช้งบประมาณทางทหารมหาศาล
การสลับโหมดไปมาเช่นนี้ทำให้กระทรวงกลาโหมและ รมว.ต่างประเทศอย่าง มาร์โก รูบิโอ ต้องคอยออกมา "แก้ต่าง" หรืออธิบายขยายความคำพูดของประธานาธิบดีอยู่ตลอดเวลา
ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของยุทธศาสตร์นี้ คือการที่อิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรง โดยเรียกข้อเสนอของสหรัฐฯ ว่า "เกินจริงและไร้เหตุผล" การที่ทรัมป์บอกว่าวันสิ้นสุดสงครามขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเขา ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่ใช้อารมณ์ตัดสินใจ เหนือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทำให้ทางลงของสหรัฐฯ ยิ่งมืดมนลงทุกที
3. "No Kings" สะท้อนวิกฤตอำนาจ-แผนเปลี่ยนระบอบ
คำว่า "No Kings" อาจสื่อความหมายได้ 2 ทาง ทางแรกคือความพยายามของทรัมป์ในการทำลายระบอบ "เทวธิปไตย" หรือผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาสามารถสังหาร อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนเดิมได้สำเร็จ ทรัมป์ประกาศว่านี่คือโอกาสที่ชาวอิหร่านจะลุกขึ้นสู้ เพื่อเอาประเทศคืนมาและสร้างระบอบใหม่ที่ไม่มีผู้นำเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม การที่ มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของคาเมเนอี ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ทันที กลับกลายเป็นการเปลี่ยนตัวผู้เล่นแต่ยังคงระบอบเดิมไว้
ทรัมป์พยายามใช้ตัวอย่างจากเวเนซุเอลา ที่เขามองว่าเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่สำหรับอิหร่าน สถานการณ์กลับซับซ้อนกว่ามาก ระบอบอิสลามของอิหร่านมีการวางรากฐานของอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น ผ่านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งไม่ได้ล่มสลายไปพร้อมกับการเสียชีวิตของผู้นำ
การที่ทรัมป์ประกาศต่อต้านผู้นำคนใหม่ว่ายอมรับไม่ได้ แต่กลับไม่มีแผนรองรับที่เป็นรูปธรรม ทำให้เป้าหมายการเปลี่ยนระบอบจาก "น่านฟ้า" ดูเหมือนจะเป็นเพียงความเพ้อฝันทางยุทธศาสตร์ จากรายงานของ Global Conflict Tracker
ในสหรัฐฯ เอง แนวคิด "No Kings" ยังถูกนำมาใช้เสียดสีตัวทรัมป์เอง โดยกลุ่มชาวอเมริกันนับล้านคนที่ออกมาคัดค้านสงคราม มองว่าทรัมป์กำลังใช้อำนาจเหมือนกษัตริย์ที่ประกาศสงครามโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส วุฒิสภาได้มีการโหวตข้อจำกัดอำนาจการทำสงคราม แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันทางการเมืองของสหรัฐฯ กำลังพยายามคานอำนาจประธานาธิบดีที่เริ่มทำตัวเหนือรัฐธรรมนูญ
สุดท้าย นักวิเคราะห์การเมืองจาก CNN มองว่าแผนการสร้าง "ผู้นำที่สมเหตุสมผล" ในเตหะรานของทรัมป์กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก เมื่ออิหร่านเริ่มใช้ยุทธศาสตร์ Janfada หรือการยอมพลีชีพเพื่อปกป้องระบอบ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ายิ่งสหรัฐฯ กดดันรุนแรงมากเท่าไหร่ ความสามัคคีภายในระบอบอิหร่านกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทรัมป์คาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง
4. เมื่อโลกหันหลังให้ "ทรัมป์"
สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวในเวทีโลกอย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรหลักอย่างสหภาพยุโรปและอังกฤษปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกองเรือคุ้มกันในอ่าวเปอร์เซีย นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษประกาศชัดเจนว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของเรา" นอกจากนี้ สเปนและฝรั่งเศสยังสร้างความสั่นคลอน ด้วยการสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบินผ่าน ซึ่งเป็นการตบหน้าทรัมป์ในฐานะผู้นำนาโต้
ในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf States) อย่างซาอุดีอาระเบียและยูเออี ตกอยู่ในสภาวะน้ำท่วมปาก พวกเขาได้รับผลกระทบหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการถูกอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโรงกลั่นน้ำจืดเพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ แม้ประเทศเหล่านี้จะเป็นพันธมิตรกับทรัมป์ แต่พวกเขากลับเริ่มแอบเจรจาลับหลัง ผ่านปากีสถานเพื่อหาทางยุติสงคราม เพราะมองว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์ กำลังนำพาภูมิภาคไปสู่ความพินาศทางเศรษฐกิจ
ความพยายามของทรัมป์ในการเรียกเก็บเงินค่าสงครามจากประเทศอาหรับ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ร้าวฉานขึ้นไปอีก การที่ทำเนียบขาวเสนอไอเดียให้ประเทศในภูมิภาคช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายในการสู้รบ ถูกมองว่าเป็นนโยบาย "ทหารรับจ้าง" มากกว่าการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ประเทศอย่างโอมานและกาตาร์ เริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
ในส่วนของอิสราเอล แม้เนทันยาฮูจะสนับสนุนการโจมตีอิหร่านอย่างเต็มที่ แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็เริ่มมีความตึงเครียด เมื่อทรัมป์สั่งให้หยุดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันชั่วคราวเพื่อควบคุมราคาตลาดโลก อิสราเอลมองว่านี่คือโอกาสเดียวที่จะทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้สิ้นซาก และไม่ต้องการให้การเจรจาสันติภาพของทรัมป์ มาขัดขวางเป้าหมายสูงสุดของตน
5. วิกฤตเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันโลกพุ่งและคำตัดสินของศาลสูง
สงครามอิหร่านสร้างความขาดแคลนอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์น้ำมันโลก เมื่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเคยสูงถึง 20 ล้านบาร์เรล/วันเกือบหยุดชะงักลง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 54 ภายในเดือนเดียว ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ เองก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำลายความพยายามของทรัมป์ในการควบคุมเงินเฟ้อ และสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประชาชน
ซ้ำร้าย ทรัมป์ยังต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าเขาไม่มีอำนาจในการสั่งเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินภายใต้กฎหมาย IEEPA หรือที่เขาเรียกว่า "Liberation Day Tariffs" การตัดสินนี้ไม่เพียงแต่ทำลายเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ที่ทรัมป์ใช้บีบประเทศคู่ค้าอย่างจีนและอินเดีย แต่ยังอาจบีบให้รัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้งบประมาณขาดดุลของสหรัฐฯ อยู่ในสภาวะวิกฤต ตามการศึกษาของ สถาบัน Knight Frank ในอังกฤษ
ความพยายามของทรัมป์ในการนำน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้ 400 ล้านบาร์เรล ถูกมองว่าเป็นเพียง "มาตรการแก้ขัด" ที่ไม่สามารถทดแทนการขาดหายไปของน้ำมันจากตะวันออกกลางในระยะยาวได้ ตลาดโลกยังคงตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก และมีความกังวลว่าหากมีการทำสงครามภาคพื้นดินจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์/บาร์เรลตามคำขู่ของอิหร่าน
เศรษฐกิจโลกที่กำลังมุ่งสู่ภาวะถดถอย ยิ่งเพิ่มความกดดันให้ทรัมป์ต้องหาทางจบสงครามให้เร็วที่สุด ธุรกิจขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เริ่มลดการจ้างงานเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้คะแนนนิยมเรื่องการจัดการงานของทรัมป์ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ อาจเป็นปัจจัยที่ตัดสินอนาคตทางการเมืองของเขาได้รุนแรงยิ่งกว่าผลการรบในสนามรบเสียอีก
6. ทางลงที่เป็นไปได้ยาก
ทรัมป์กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหา "ทางลงที่สมเหตุสมผล" ก่อนที่สงครามจะทำลายการเลือกตั้งกลางเทอมของเขา เขาพยายามส่งข้อความผ่านปากีสถานเพื่อเสนอ "ข้อตกลงสันติภาพ 15 ข้อ" ที่ครอบคลุมทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การจำกัดขีปนาวุธ และการลดโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือทรัมป์ต้องการให้สิ่งนี้ดูเหมือน "การยอมจำนน" ของอิหร่านเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เตหะรานไม่มีวันยอมรับ
อิหร่านเองก็ได้ตั้งเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ยากจะรับได้ เช่น การจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามสำหรับการโจมตีโรงเรียนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และการรับประกันว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีอีกในอนาคต นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนกรานสิทธิเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดตายที่ทรัมป์ไม่สามารถยกให้ได้ การเจรจาผ่านตัวกลางจึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางการโจมตีที่ยังคงเกิดขึ้นรายวัน
ความสับสนยังเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์ขู่จะ "ถล่มโรงไฟฟ้าทั้งหมด" หากไม่มีข้อตกลงโดยเร็ว แต่ในเวลาเดียวกันก็ประกาศว่าการเจรจากำลังไปได้ดี สตีเฟน คอลลินสัน นักวิเคราะห์มองว่าพฤติกรรมนี้ทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ เพราะทำให้อิหร่านรู้ว่าทรัมป์ร้อนใจ และต้องการจบสงครามมากกว่าที่แสดงออก การที่ทรัมป์เริ่มพิจารณาการถอนทหารโดยที่อิหร่านยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การกดดันสูงสุดกำลังล้มเหลว
ที่สุดแล้ว หากไม่มีข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ในเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์อาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่เลวร้าย 2 ทางคือการยอมถอยทัพแบบเสียหน้า ซึ่งจะทำลายฐานเสียง MAGA หรือการตัดสินใจบุกภาคพื้นดินเพื่อพยายามเผด็จศึก ซึ่งจะทำให้มีทหารอเมริกันตายจำนวนมากและทำลายเศรษฐกิจโลก
ดูเหมือนว่า ไม่ว่าทางไหน ก็ดูเหมือนจะเป็นทางลงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดสำหรับ "โดนัลด์ ทรัมป์"
อ่านข่าวอื่น :
ไฟป่า แม่ฮ่องสอน ลามหนัก ประสานขอเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนดับไฟ
"ชาติอ่าวอาหรับ" หารือลับขอสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านจนแพ้เด็ดขาด
