วันนี้ (19 เม.ย.2569) แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือถึงนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน กรณีมีผู้กล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจทุจริตต่อหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงอาจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
สืบเนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่า มีการละเว้นไม่นำความกราบบังคมทูล เพื่อให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อีกทั้งยังมีประเด็นพ่วงเรื่องการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า หนังสือของ ป.ป.ช. ลงวันที่ 1 เม.ย.2569 ระบุว่า เป็นการขอข้อเท็จจริง และขอเอกสารหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. โดยตั้งคำถาม 3 ข้อ คือ 1.การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. อยู่ในอำนาจของหน่วยงานหรือบุคคลใด 2.หากพบว่า กรรมการ กสทช.ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สำนักงาน กสทช.ต้องดำเนินการอย่างไร และ 3.หากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับประธาน กสทช.เอง คณะกรรมการ กสทช.มีอำนาจและหน้าที่ต้องทำอะไรต่อไปตามกฎหมาย
แหล่งข่าวกล่าวว่า หนังสือฉบับนี้ไม่ได้ถามเชิงเทคนิค หรือถามแบบพิธีการ แต่พุ่งตรงไปที่โครงสร้างความรับผิดชอบว่า หากข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติเกิดขึ้นจริง ใครต้องเป็นคนชี้ ใครต้องเป็นคนขยับและใครต้องรับผิด หากปล่อยให้เรื่องค้างอยู่โดยไม่มีการดำเนินการใดตามกฎหมาย
ป.ป.ช.ไม่ได้ถามลอยๆ แต่ถามเป็นข้อๆ ว่า ใครมีอำนาจ ใครมีหน้าที่ และหากพบปัญหาแล้วทำอย่างไร
ในหนังสือยังระบุให้สำนักงาน กสทช. แจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แหล่งข่าวในสำนักงาน กสทช. ระบุด้วยว่า หลังจากมีหนังสือของ ป.ป.ช.มาถึงสำนักงาน กสทช. มีความพยายามที่จะไม่ให้เรื่องดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. โดยอ้างว่า นพ.สรณ ได้สั่งการให้ นายไตรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ห้ามนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม หรือห้ามแจ้งให้กรรมการ กสทช.รับทราบโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า แนวทางที่ถูกยืนยันภายใน คือ การย้ำว่า ประธาน กสทช.ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมาแล้ว โดยคณะกรรมการสรรหา กสทช. และต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่ควรตีความ หรือดำเนินการใด นอกเหนือไปจากแนวทางเดิม
พร้อมกันนั้นมีการยืนยันด้วยว่า คณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภา ชุดที่แล้ว ซึ่งเคยตรวจสอบประเด็นคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช.ก่อนหน้านี้ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว และให้ยึดแนวตีความว่า การตรวจสอบคุณสมบัติ การดำรงตำแหน่งของ กสทช. เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความไว้
ไทม์ไลน์การสรรหา-การรับรอง
หากย้อนดูไทม์ไลน์เรื่องนี้ พบว่า วันที่ 4 ก.ย.2564 นพ.สรณ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ร่วมกับบุคคลอื่นรวม 7 คน ว่าให้เป็นผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. โดยในชั้นนั้น ถือว่าได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
หลังจากนั้น คณะกรรมการสรรหา ส่งรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกทั้ง 7 คน ไปยังวุฒิสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากดูตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด อาจตีความได้ว่า บทบาทของคณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสุดลง ตั้งแต่รายชื่อถูกส่งเข้าสู่กระบวนการของวุฒิสภาแล้ว
ต่อมาวันที่ 20 ธ.ค.2564 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จำนวน 5 คน และในวันที่ 10 ม.ค.2565 ผู้ที่ยังมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 ต้องแสดงหลักฐาน ว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้ว ต่อประธานวุฒิสภา ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะนำความกราบบังคมทูล ทั้งหมดนี้เป็นไปตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
จากนั้นวันที่ 13 เม.ย.2565 นพ.สรณ และกรรมการ กสทช.ที่ได้รับความเห็นชอบทั้ง 5 คน ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยตามมาตรา 5 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ปมที่ทำให้ข้อสงสัยยังคงอยู่คือ ข้อเท็จจริงอีกด้าน ซึ่งถูกหยิบขึ้นมาอ้างอิงในเอกสารและการตรวจสอบก่อนหน้านี้ ว่า แม้ นพ.สรณจะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2565 ถือเป็นการแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐแล้วตามมาตรา 18 แต่ยังมีข้อมูลอีกด้านที่ระบุว่า เจ้าตัวยังคงตรวจและรักษาคนไข้ โดยได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 12 เม.ย.2565
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกประเด็นที่ถูกมองว่า เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ คือ เรื่องการลาออกจากการเป็นกรรมการของ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อมูลที่ถูกอ้างระบุว่า มีเพียงการประกาศลาออกทางหนังสือพิมพ์ หรือมีหนังสือแจ้งว่าไม่ขอรับตำแหน่ง แต่ยังไม่มีหนังสือลาออกต่อบริษัทอย่างสมบูรณ์ ในความหมายที่ทำให้สถานะสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด
"หากยึดตามข้อกฎหมาย และข้อสรุป ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง ข้อเท็จจริงลักษณะดังกล่าว อาจถูกตีความว่า เข้าข่ายเป็น "บทสันนิษฐานเด็ดขาด" ตามมาตรา 18 ว่า เป็นผู้สละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. และหากตีความไปในแนวทางนั้นจริง ผลทางกฎหมายจะไม่หยุดอยู่ที่ข้อครหา แต่จะลามไปถึงคำถามใหญ่ว่า กระบวนการทั้งหมดควรต้องย้อนกลับไปสู่การสรรหาใหม่หรือไม่" แหล่งข่าวกล่าว
ปมของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่า มีข้อสงสัยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นจริง ใครจะเป็นคนลงมือและใครจะกล้ารับผิด
แหล่งข่าวชี้ว่า จุดอันตรายที่สุดของเรื่องนี้ คือช่องว่างในทางปฏิบัติของกฎหมาย เพราะแม้จะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจำนวนมากถูกหยิบขึ้นมาประกอบแล้ว แต่กลับยังไม่มีบทบัญญัติที่เขียนไว้ชัดว่า หากเกิดกรณีประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามขึ้นมาภายหลัง ใครคือผู้มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริง และใครคือผู้มีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนกระบวนการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย
พร้อมระบุด้วยว่า ในมุมนี้ การจะโยนกลับไปให้คณะกรรมการสรรหา กสทช.เป็นผู้รับผิดชอบ ก็มีข้อโต้แย้งหนัก เพราะคณะกรรมการสรรหาได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณา ขณะที่ข้อเท็จจริงหลายส่วนที่เป็นปัญหา กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือถูกหยิบยกขึ้นมาหลังจากขั้นตอนนั้น
ทำให้คำถามใหญ่ของเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงว่าประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจริงหรือไม่ แต่ยังรวมไปถึงว่า หากมีผู้รับรู้ข้อเท็จจริง หรือมีเหตุอันควรสงสัยแล้ว กลับไม่ดำเนินการ ผู้ใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการ "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" และการ "ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" ในกรณีนี้
"ด้วยเหตุนี้ หนังสือของ ป.ป.ช.ครั้งนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าการสอบถามข้อมูลทั่วไป เพราะกำลังกดดันให้สำนักงาน กสทช.ต้องตอบให้ชัดว่า ระบบกฎหมายที่ใช้อยู่จะรับมือกับกรณีเช่นนี้อย่างไร และเมื่อข้อสงสัยพุ่งตรงไปที่ตัวประธานองค์กร ใครจะเป็นคนตัดสินใจ ใครจะเป็นคนลงมือ และใครจะยอมรับผลของการไม่ทำอะไรเลย" แหล่งข่าวกล่าว
อ่านข่าว :
“ปชน.” ลุ้นศาลฎีกา นัดฟังคำสั่งคดี 44 สส.24 เม.ย.นี้
“อนุทิน” ไปเชียงใหม่ 20 เม.ย. ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5
อิหร่านยันข้อตกลง "ยังห่างไกลความจริง" หลังยกระดับกดดันสหรัฐฯ ผ่านฮอร์มุซ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
