ผ่าเกณฑ์ Red Line ปม “แยก 3 บริษัทย่อย” CPALL

เศรษฐกิจ
16:27
จำนวนผู้ชม 586
ผ่าเกณฑ์ Red Line ปม “แยก 3 บริษัทย่อย” CPALL
กลายเป็นปมร้อน ในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนไทย หลังกรรมการอิสระ “โหวตสวน” ไม่ต้องการแยก 3 บริษัทย่อยออกจาก CPALL ตามเกณฑ์ Red line ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุด โฆษกแบงก์ชาติ ย้ำ ผู้ได้รับใบอนุญาต ธนาคารไร้สาขาทั้ง 3 ราย ต้องแยกธุรกิจการเงินให้ชัดเจน

กลายเป็นปมร้อน ในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนไทย หลังกรรมการอิสระ “โหวตสวน” ไม่ต้องการแยก 3 บริษัทย่อย ออกจาก CPALL ตามเกณฑ์ Red line ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุด โฆษกแบงก์ชาติ ออกมาระบุว่า ผู้ได้รับใบอนุญาต ธนาคารไร้สาขาทั้ง 3 ราย ต้องแยกธุรกิจการเงินให้ชัดเจน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน แนะ CPALL มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้อง แยก 3 บริษัทย่อยทั้งหมด

การปฏิบัติหน้าที่ของ กรรมการอิสระ ของบริษัท บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แสดงจุดยืน “ไม่เห็นด้วย” กับการ “แยก 3 บริษัทย่อย” ใต้ปีก CPALL ได้แก่

1. บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ผู้ได้รับใบอนุญาต Bank Agent ในร้าน 7-11 รับฝาก-ถอนเงินสด -ระบบชำระบิล

2. บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด ผู้ให้บริการระบบสมาชิก และเทคโนโลยีเชื่อมข้อมูล ในร้าน 7-11

3. บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP Axtra ผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่ง-ปลีกรายใหญ่ Makro และ Lotus’s

พร้อมให้ความเห็นว่า การแยก 3 บริษัทย่อย จะกระทบธุรกิจ CPALL เพราะจะสูญเสียความคล่องตัวในการกำหนดนโยบายร่วมกับกับ CPALL กระทบผลประโยชน์ รายได้ และการเติบโตของธุรกิจ

อีกทั้ง ยังสูญเสีย “ความเป็นกลาง” ในการประกอบธุรกิจ ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาต ตัวแทนสาขาธนาคาร หรือ Bank Agent เนื่องจากอาจเกิดความกังวลประเด็นการแข่งขันของธุรกิจธนาคาร การคุ้มครองความลับทางการค้า และความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 29 พ.ค.นี้ กลายเป็นวันชี้ชะตา “3 บริษัทย่อย” จะได้รับ “ฉันทามติ ไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมด” ไม่นับเสียงจากผู้มีส่วนได้เสีย โหวตตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding) ซึ่ง บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ในฐานะผู้ได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual bank) ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไม่

ผ่าเกณฑ์กำกับดูแลพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ Red line ของ ธปท.

ทั้งนี้ การแยก 3 บริษัทย่อย ของ CPALL เป็นไปตามมาตรการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจการเงิน (Consolidated Supervision) หรือ “เกณฑ์ Red line” ผู้ให้บริการธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual bank) ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสาระสำคัญของ Red line หรือ สิ่งที่แบงก์ชาติไม่อยากเห็น จากการดำเนินธุรกิจ ธนาคารไร้สาขา แบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก ได้แก่

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

1.การทำธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน กระทบเสถียรภาพ (Risk to Financial Stability)

ได้แก่ การแข่งขันกันกำหนดดอกเบี้ยเงินฝากสูงเกินจริง หรือ คิดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำผิดปกติ เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด อาจส่งผลให้ผู้ได้รับใบอนุญาต ประสบปัญหาขาดทุน กระทบผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างรัดกุม เทียบเท่าสถาบันการเงินปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลและทรัพย์สินของลูกค้า

2.การใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม (Abuse of Dominant Position)

ครอบคลุมถึง การกีดกันคู่แข่ง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายอื่นเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานหรือข้อมูล (ในกรณีที่เป็นกลุ่มบริษัทใหญ่) รวมทั้ง การบังคับขาย (Cross-selling) หรือ การใช้ข้อมูลจากธุรกิจอื่นในเครือมาบีบบังคับหรือจูงใจให้ลูกค้าต้องใช้บริการทางการเงินของตนเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการจำกัดทางเลือกของผู้บริโภค

3.การกระตุ้นให้เกิดหนี้ครัวเรือนอย่างไม่เหมาะสม (Irresponsible Lending)

ได้แก่ การการใช้ AI หรือข้อมูลทางเลือกมาวิเคราะห์เพื่อปล่อยกู้ให้แก่กลุ่มที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ หรือส่งเสริมพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว ผ่านแคมเปญการตลาดที่กระตุ้นการสร้างหนี้ และไม่มีกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เหมาะสมเมื่อลูกหนี้เริ่มมีปัญหาทางการเงิน

4.การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง (Connected Lending)

หรือ การนำเงินฝากของประชาชนไปปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นของตนเองอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบหากธุรกิจในเครือประสบปัญหา

หากพิจารณา “เจตนา” เกณฑ์ Red line จะพบว่า แบงก์ชาติพยายามออกแบบเกณฑ์กำกับดูแล เพื่อเป็น “รั้ว” ไม่ให้ ใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา กลายเป็นเครื่องมือ “ลดความเสี่ยงเกิดการใช้อำนาจเหนือตลาด ของกลุ่มทุนใหญ่” ซึ่งเลี่ยงได้ยาก ที่ผู้ให้บริการธนาคารไร้สาขา จะเป็นกลุ่มทุนหน้าใหม่ และ CPALL ก็ถือเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพ สามารถดำเนินธุรกิจ “เติมเต็ม” บริการทางการเงิน สำหรับกลุ่ม “Underserved” หรือ ลูกค้ารายย่อย ที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป มักพิจารณาสินเชื่ออย่างเข้มงวด

ขณะที่ “ไม้เรียว” ที่แบงก์ชาติถือ ย่อมต้องถือไว้ใช้กำกับ “ทุนใหญ่” อย่างกลุ่มซีพี ที่มีเครือข่ายธุรกิจ ซึมลึก ในระบบนิเวศน์เศรษฐกิจไทย ครอบคลุมทั้งธุรกิจค้าปลีก ค่าส่ง ขนส่ง ระบบชำระเงิน ระบบรับฝากเงินสด ตลอดจนภาคการเกษตร เรียกได้ว่า ซีพีมีแต้มต่อเข้าถึง “ลูกค้ารายย่อย” สูงที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ได้รับใบอนุญาตรายอื่น

จึงเป็น 2 ทางแพ่ง ทั้งต่อแบงก์ชาติ และ กลุ่มซีพี เพราะในสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้ หากแบงก์ชาติ เลือก “กำไม้เรียวให้แน่น” อาจกระทบโอกาส การเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบต่อไป

เช่นเดียวกับ CPALL ในฐานะธุรกิจที่น่าจะถือครองฐานข้อมูล ผู้ใช้บริการรายย่อยใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง จากการมีเครือข่าย 7-Eleven ทั่วประเทศ หากขาดธรรมาภิบาล ในการจัดการข้อมูล หรือปิดกั้นผู้เล่นรายอื่น ย่อมสุ่มเสี่ยงกระทบเจตนารมณ์ และความน่าเชื่อถือระบบสถาบันการเงิน จึงเป็นโจทย์สำคัญ ที่ CP ต้องพิสูจน์ มากกว่าการ “ใช้เทคนิค” คลายไม้เรียวในมือแบงก์ชาติ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และรองประธานกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงปัญหานี้ว่า ได้หารือกับแบงก์ชาติแล้ว แต่แบงก์ชาติ เห็นว่า CP Group มีอำนาจบริหารครอบคลุม CPALL และธนาคารไร้สาขา ซึ่งต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนด เพื่อความโปร่งใส

ปรึกษาแบงก์ชาติแล้ว ก็แนะนำว่าต้องดำเนินเรื่องในฐานะบริษัทมหาชนให้ถึงที่สุดก่อน แบงก์ชาติถึงจะยอมรับได้ว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นอิสระจากกัน” นายศุภชัยกล่าว

กูรูการเงิน มอง CPALL ใช้เทคนิคต่อรอง ธปท.

แผนผังภาพที่ ดร.พงศ์ธร อธิบายความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างผู้ได้ใบอนุญาต

แผนผังภาพที่ ดร.พงศ์ธร อธิบายความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างผู้ได้ใบอนุญาต

แผนผังภาพที่ ดร.พงศ์ธร อธิบายความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างผู้ได้ใบอนุญาต

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ในฐานะ อินฟลูเอนเซอร์การเงิน จากเพจ “ปป.รวยกว่าย่อมดีกว่า” แสดงความเห็นต่อการแยกบริษัทย่อย ของ CPALL ตั้งข้อสังเกตว่า มติไม่เห็นด้วยกับ การแยกบริษัทย่อย ออกจาก CPALL เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 อาจเป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ผู้บริหารกลุ่มซีพีวางไว้ เพื่อให้กระบวนการนำไปสู่การโหวตลงมติ ของผู้ถือหุ้นรายย่อย ในวันที่ 29 พ.ค.2569 หลังประเมินว่า “มีความเป็นไปได้สูง” ที่ “การย้าย 3 บริษัทย่อยไปรวมกับบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด จะต้องตกไป เพราะ มีผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้าประชุมและลงมติไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด 75% ของเสียงทั้งหมด และมตินี้อาจเป็นเครื่องมือให้ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับแบงก์ชาติไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ red line

แต่การ “ละเว้น” ให้กลุ่มซีพี เลือกที่จะปฏิบัติ หรือ ไม่ปฏิบัติตาม Red line ย่อมไม่เป็นธรรมกับ ผู้ได้รับใบอนุญาตอีก 2 ราย ทั้ง กลุ่มธนาคารกรุงไทย ซึ่งจับมือกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัท บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจับมือกับเจ้าตลาดธนาคารไร้สาขาจากเกาหลีใต้ WeTechnology Limited KakaoBank Corp.

“ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

“ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท. ย้ำจุดยืน “ผู้ได้ใบอนุญาต” ต้องโปร่งใส

ล่าสุด (23 เม.ย.2569) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า การพิจารณาให้ใบอนุญาตธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank หรือ VB) สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาต VB ทั้ง 3 ราย จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ วันที่ 20 ก.พ.2567

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ผู้ขอจัดตั้ง VB รวมธุรกิจที่ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ตนเองมีอำนาจควบคุมไว้ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน โดยแยกออกจากธุรกิจนอกภาคการเงิน (Real Sector) เพื่อให้กำกับดูแลความเสี่ยงของธุรกิจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้ VB เอื้อประโยชน์ (Conflict of Interest) แก่ธุรกิจในเครือทั้งในและนอกภาคการเงินอย่างไม่เหมาะสม อาทิ การให้สินเชื่อเกินขอบเขตที่กำหนด การทำธุรกรรมที่กำหนดราคาหรือเงื่อนไขที่พิเศษกว่ากรณีปกติ เป็นต้น ในการนี้ ผู้ขอจัดตั้ง VB อาจดำเนินการได้หลายแนวทางเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประกาศกระทรวงการคลัง เช่น

(1) โอนเฉพาะธุรกิจทางการเงิน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องโอนมาทั้งกิจการ) ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกันกับ VB

(2) ลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจทางการเงินเพื่อไม่ให้มีอำนาจควบคุม

(3) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่มีนัยสำคัญ

(4) ดำเนินการอื่นใดเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประกาศ

(5) ยื่นขออนุญาตโดยไม่ปรับโครงสร้างธุรกิจพร้อมให้เหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ผู้ขอจัดตั้ง VB ทุกรายจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานให้ ธปท. และ ก.คลัง เพื่อร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมในการให้ใบอนุญาต VB ต่อไป

สำหรับ Timeline ธนาคารไร้สาขา ขณะนี้อยู่ในช่วงให้ผู้ได้รับใบอนุญาต ไปเตรียมตัวก่อนให้บริการประชาชน จากเดิมตั้งเป้าหมายที่คนไทยจะได้ใช้บริการธนาคารไร้สาขา ในเดือนมิ.ย.นี้ แต่ล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขยับกรอบ โดยคาดว่า จะพร้อมให้บริการ ในช่วงปลายปี 2569

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

จึงต้องลุ้นว่า สิ้นปีนี้ จะมีผู้พร้อมให้บริการกี่ราย จากทั้งหมด 3 ใบอนุญาต โดยหลังเปิดดำเนินการ แบงก์ชาติ ยังคงวางมาตรการ “ทดลองงาน” (The Phasing Period) ซึ่งจะถูกแบงก์ชาติ “ติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ” หากทำผิดเกณฑ์ Red line เช่น ระบบล่มบ่อย ข้อมูลรั่ว มีพฤติกรรมกระตุ้นหนี้เกินตัว หรือ เกิดความเสียหายร้ายแรง แบงก์ชาติ สามารถ “เพิกถอนใบอนุญาต” ได้เช่นกัน

อ่านข่าว

ผู้ถือบัตรเครดิต "รัดเข็มขัด" พบใช้จ่ายหดตัว-ยกเลิกทริปเที่ยวพุ่ง

ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ แบงก์ชาติคุมถอนเงินสด 5 ล้านขึ้นไป ต้องชี้แจง

ธปท.ส่งข้อมูล 11บัญชีเพิ่ม พบเคลื่อนไหวเตรียมซื้อเสียงพื้นที่อีสาน-ใต้

กกต.ขอข้อมูล ธปท.เส้นทางธุรกรรมแลกแบงก์ร้อย-ห้าร้อย