คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบศึกษา "โรคไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย

สังคม
16:25
จำนวนผู้ชม 41
คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบศึกษา "โรคไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย
คณะกรรมการโรคติดต่อฯ เห็นชอบให้ศึกษาเพื่อกำหนด "โรคไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย หลังพบมีความรุนแรงสูง อัตราป่วยตายสูง แม้ประเมินความเสี่ยงยังต่ำแต่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมขับเคลื่อน "วัคซีน" สำคัญสูงสุดช่วง 3 ปี

วันนี้ (8 พ.ค.2569) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และกรรมการจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม

นายพัฒนา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบ 4 เรื่อง ดังนี้

1.แนวทางรองรับสถานการณ์ "ไวรัสฮันตา" เชื่อมโยงกับเรือสำราญในเส้นทางแถบมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ โดยมอบหมายให้กรมควบคุมโรค ประสานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558

และจัดทำการประเมินความเสี่ยง ข้อเสนอทางวิชาการ ตลอดจนเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ แนวทางตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและทันต่อสถานการณ์

เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง คือมีอาการปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว และไตวายเฉียบพลัน มีอัตราป่วยตายสูงประมาณ 30-40% มีรายงานการแพร่ระหว่างคนในบางสายพันธุ์ เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ ยังไม่มีการรักษาจำเพาะ และไม่มีวัคซีนใช้แพร่หลายทั่วโลก

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

"สำหรับประเทศไทย ยังไม่พบการระบาดในประเทศ มีข้อมูลวิจัยพบสัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะของเชื้อ ขณะนี้มีมาตรการที่ดำเนินการ คือ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้เข้มงวดเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ที่มีรายงานโรค ประสานข้อมูลกับสายการบิน ท่าเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด, ระบบเฝ้าระวังภายในประเทศ ได้แจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ เพิ่มการคัดกรองและสอบสวนโรค

เน้นผู้มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง, การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยไทยมีศักยภาพรองรับการตรวจวินิจฉัยไวรัสฮันตา, การสื่อสารความเสี่ยง สื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง เน้นย้ำว่าไม่ได้แพร่ติดต่อง่ายเหมือนโควิด 19 หรือไข้หวัดใหญ่ แนะนำป้องกันตนเองจากการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและสิ่งปนเปื้อน และการประเมินความเสี่ยง ประชาชนทั่วไปมีความเสี่ยงต่ำ เชิงระบบสาธารณสุขต้องเฝ้าระวัง" นายพัฒนา กล่าว

รมว.สธ. กล่าวต่อว่า 2.การแต่งตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 จำนวน 8 ท่าน จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อและสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของประเทศ โดยมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รมว.สาธารณสุข ในการประกาศหรือยกเลิกเขตติดโรค และให้คำแนะนำต่ออธิบดีกรมควบคุมโรค ในการประกาศหรือยกเลิกการกำหนดโรคระบาด รวมถึงปฏิบัติหน้าที่อื่น ตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมอบหมาย

3.นโยบายการขับเคลื่อนวัคซีนลำดับความสำคัญสูงสุด (First Priority)ปี 2569 – 2571 ซึ่งมี 3 เรื่อง ได้แก่

- เร่งบรรจุวัคซีนรวม 6 โรค DTwP-HB-Hib-IPV (คอตีบ, บาดทะยัก, ไอกรน, ตับอักเสบบี, โปลิโอ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Hib) และวัคซีน Tdap ป้องกัน 3 โรค (บาดทะยัก คอตีบ และไอกรน) เข้าชุดสิทธิประโยชน์ปี 69 สำหรับเด็กและวัยรุ่น

- จัดแคมเปญฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ (2 โดส) ให้ผู้หญิงอายุ 21-26 ปี ในช่วงปีงบประมาณ 2569 – 2570

- ส่งเสริมให้ อปท. จัดหาวัคซีนที่ยังไม่อยู่ในสิทธิพื้นฐาน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนในระดับพื้นที่ ครอบคลุมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น คือ วัคซีนรวม 6 โรค, วัคซีน Tdap และวัคซีนไข้เลือดออก ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป คือ วัคซีน 4 ชนิด (HPV, ตับอักเสบบี, ไข้เลือดออก และวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ)

- เห็นชอบการจัดตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จำนวน 3 ด่าน ได้แก่ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) จ.บึงกาฬ, จุดผ่านแดนถาวรบ้านปากแซง จ.อุบลราชธานี และจุดผ่านแดนถาวรบ้านคกไผ่ จ.เลย

นอกจากนี้ ติดตามการดำเนินงานเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การรับทราบความก้าวหน้าแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยกำหนดช่องทางการรายงานข้อมูลตามประเภทสถานพยาบาล ได้แก่ ระบบ MOPH PHR สำหรับโรงพยาบาลรัฐ ระบบ Semi-offline สำหรับโรงพยาบาลเอกชน และระบบหมอพร้อมสเตชั่น สำหรับคลินิกเอกชน ปัจจุบัน (ม.ค.2569) มีหน่วยบริการส่งข้อมูลเข้าระบบแล้ว 4,690 แห่ง จาก 12,229 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 38.35

โดยโรงพยาบาลชุมชน มีสัดส่วนการรายงานสูงสุดถึงร้อยละ 95 ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 3 ของการดำเนินงาน (เม.ย.–ธ.ค.2569) ซึ่งมุ่งขยายการครอบคลุมไปยังหน่วยบริการนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชน พร้อมทั้งนำร่องระบบที่เกี่ยวข้อง

โดยตั้งเป้าหมายประกาศใช้งานทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.2570 รวมถึงติดตามสถานการณ์โรคติดต่อสำคัญอย่างใกล้ชิด 6 โรคสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอยู่ในช่วงรณรงค์ฉีดวัคซีนประจำปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็กและผู้มีโรคประจำตัว, โรคหัด แม้แนวโน้มลดลงแต่ยังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน จึงควรเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์,

โรคไวรัสตับอักเสบเอ ให้ความสำคัญกับสุขาภิบาลอาหารและน้ำเพื่อป้องกันการปนเปื้อน, โรคซิฟิลิส แนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ จึงควรป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยและเข้ารับการตรวจคัดกรอง, โรคไข้หูดับ มีความเสี่ยงจากการบริโภคหมูดิบหรือสุกๆ ดิบๆ และการสัมผัสเนื้อหมูสด และโรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) พบในผู้ที่สัมผัสดินและน้ำโดยตรง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ป่วยเบาหวาน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง หูอื้อ หรืออาการรุนแรงหลังสัมผัสปัจจัยเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและลดการแพร่กระจายของโรค

ด้าน นพ.มณเฑียร กล่าวว่า โรคไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนโดย Hantavirus มีพาหะนำโรคคือสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู การติดต่อคือการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่ฟุ้งกระจายในอากาศ หรือสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ แล้วมาสัมผัสแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก เป็นต้น โดยทั่วไปไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นบางสายพันธุ์ที่พบได้น้อยมาก จากการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน มีระยะฟักตัว 1-8 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่ม Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS) ก่ออาการไตวายหรือเลือดออก พบในยุโรปและเอชีย ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาจมีความดันต่ำ เลือดออกและไตวายเฉียบพลัน อัตราป่วยตายต่ำร้อยละ 1-15

2.กลุ่มอาการHantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ก่ออาการโรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา อาการเริ่มต้นคือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาประมาณ 4-10 วัน มีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก อัตราป่วยตายสูง ร้อยละ 20-40 อาจถึงร้อยละ 50

อ่านข่าว :

CDC รับมือเหตุฉุกเฉินระดับ 3 กรณี "ไวรัสฮันตา"

WHO ยัน "ไวรัสฮันตา" ยังไม่เกิดการระบาดใหญ่ เตือนเฝ้าระวัง 6 สัปดาห์

เปิดไทม์ไลน์ "ไวรัสฮันตา" ระบาดบนเรือสำราญ WHO เร่งหาต้นตอป้องกันลุกลาม