บทเรียน "รามฯ 53" ตักเตือนอย่างไร ไม่ให้ขยายความเกลียดชัง

สังคม
20:06
จำนวนผู้ชม 650
Thai PBS
บทเรียน "รามฯ 53" ตักเตือนอย่างไร ไม่ให้ขยายความเกลียดชัง
ผู้ช่วย AI

ปรากฏการณ์ที่ชาวไทยมุสลิม รวมตัวกันบนซอยรามคำแหง 53 นับพันชีวิต พร้อมโทรศัพท์ในมือ เพื่อ "ไลฟ์สด" เหตุการณ์ "กลุ่มพิทักษ์ธรรม" ตักเตือนหนุ่มหลากหลายทางเพศ ต่อพฤติกรรมหมิ่นศาสนา จนสุ่มเสี่ยงสู่การใช้ความรุนแรง เป็นบทเรียนราคาแพงของการแสดงออกต่อความศรัทธา แต่ผลพวงต่อการพยายามตักเตือนให้มุสลิมคนหนึ่ง "กลับตัวกลับใจ" กลับสุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เมื่อการ "ตักเตือน" คือส่วนหนึ่งของอิสลาม แต่ความเหมาะสมคืออะไร ?

กรณีซอยรามคำแหง 53 จนนำไปสู่ข้อถกเถียงที่แตกออกเป็นหลายฝ่าย ระหว่างมุสลิมผู้พิทักษ์ ความถูกต้องของศาสนากับมุสลิมอีกกลุ่มที่กังวลเรื่องพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย รวมถึงภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามในประเทศไทย

ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ รศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการมุสลิม ให้มุมมองว่า เรื่องความศรัทธาเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง และต้องแยกสถานะให้ชัดเจนระหว่างการเป็น "ผู้ที่อยู่ในความเชื่อทางศาสนา" และฐานะ "คนในสังคมที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย" ด้วยเช่นกัน

"ในสังคมที่มีกฎหมายกำหนด ไม่สามารถเอาความเป็นปัจเจกมาเป็นบรรทัดฐานได้ การตักเตือนของผู้ศรัทธาระหว่างกันจะต้องกระทำภายใต้กรอบที่สังคมกำหนด ซึ่งทั้งศาสนาและกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจผู้ใดใช้กำลังเหนือบุคคลอื่น เว้นแต่จะได้รับอำนาจตามกฎหมาย โดยที่ศาสนาไม่ได้มีระเบียบอนุญาตให้สามารถกล้อนผมผู้อื่นได้ เพียงแต่สามารถตักเตือน ไกล่เกลี่ยตามกรอบของกฎหมายกำหนดเท่านั้น" รศ.ชัยวัฒน์ระบุ

ตามหลักศาสนาอิสลามสอนให้ ตอบโต้สิ่งที่เลวด้วยสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้น การกระทำดังกล่าว จึงถือไม่เป็นการกระทำตามหลักศาสนา ผู้ถูกกระทำสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะเข้าข่ายข่มขู่คุกคาม ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตามหลักศาสนา การพูดคุยตักเตือนจะต้องใช้สติปัญญา ความนุ่มนวล และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้ถูกตักเตือนด้วย หรือหากต้องการให้ขอโทษ จะต้องกระทำในพื้นที่ที่ปิดมิดชิดและไม่มีกล้อง หรือเพียงแค่ขอให้อัดคลิปขอโทษลงในช่องทางของตัวเองก็เพียงพอ เพื่อป้องกันความรุนแรงจากความเกลียดชังที่จะเกิดขึ้น

ส่วนวิธีปฏิบัติของคนที่รักในศาสนา จะต้องไม่แชร์หรือส่งต่อความเกลียดชัง ควรใช้ช่องทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นช่องทางทางกฎหมาย การแจ้งตำรวจ ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง

รศ.ชัยวัฒน์ชี้ว่า ที่สังคมสนใจปัญหาเรื่องนี้ เพราะ ศาสนาอิสลามเป็นอีกหนึ่งกลุ่มความเชื่อของสังคมไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นความเท่าเทียมและคุณค่าของความเป็นมนุษย์

"แต่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในสังคมปัจจุบันอาจไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับหลักคำสอนทางศาสนา สิ่งที่ผิดหลักการศาสนาบางครั้ง จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดหลักมนุษยธรรมทั่วไปของคนในสังคม แม้แต่คนที่วิพากษ์วิจารณ์และคนที่ไปในเหตุการณ์จะเป็นคนในศาสนาเดียวกัน แต่เมื่อถูกแผ่ขยายออกไปสู่คนภายนอก ความโกรธที่เป็นกระแสตีกลับ จึงเกิดจากการตั้งคำถามถึงการกระทำที่ละเมิดผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ"

ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษาเสนอว่า ถึงเวลาที่องค์กรทางศาสนาและหน่วยงานรัฐจะต้องขยับ แต่ทั้งนี้ หากหน่วยงานรัฐมีระบบการทำงานที่ดีอย่างเต็มที่ การมีอยู่ขององค์กรเหล่านี้ก็อาจจะไม่จำเป็น

ปรากฏการณ์ "ใครๆ ก็ไลฟ์สด" ความเกลียดชังที่ขยายออกไป

จากคลิปที่คนภายนอกมองเห็น การชุมนุมบนพื้นที่ถนนรามคำแหง 53 ช่วงพลบค่ำวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือในมือทุกคนส่งแสงสว่างบนหน้าจอและถูกชูขึ้น หันกล้องไปสู่ทิศทางร้านอาหารที่หนุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กำลังถูกด่าทอ และถูกปัตตาเลี่ยนไถผม และหากเข้าไปสำรวจตามช่องทางไลฟ์สดเหล่านั้น จะเห็นคอมเมนต์ที่ก่นด่าประณาม บางคนก็ถึงขั้นอยากใช้กำลัง ส่วนเสียงตะโกนที่ดังออกมาจากพื้นที่ มีทั้งภาษาถิ่นมลายูปัตตานีและภาษาไทยกลาง

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า โลกโซเชียลมีเดียแม้จะมีเสรีภาพในการใช้งาน แต่สิ่งสำคัญคือ คนใช้สื่อในการไลฟ์สดจะต้องตระหนักและมีความสามารถในการกำกับดูแลตัวเอง เนื่องจากไม่มีบรรณาธิการเป็นผู้คัดกรองเนื้อหา ดังนั้น ก่อนตัดสินใจไลฟ์สด จะต้องคิดเสมอว่า เรื่องดังกล่าวไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น

การไลฟ์สดมีปฏิกิริยาการโต้กลับและสร้างกระแสได้อย่างทันทีทันใด ยิ่งไปเพิ่มความร้อนแรงของอารมณ์ให้เกิดอารมณ์หมู่ร่วมกันได้ อัลกอริทึมของระบบแพลตฟอร์มในปัจจุบันมีลักษณะแอคโคแชมเบอร์ หรือ ห้องแห่งเสียงสะท้อน ซึ่งมีอิมแพคอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดภาวะอุปทานหมู่ในกลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน จนเป็นการขยายอารมณ์ออกไปจนไม่สามารถควบคุมได้

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักวิชาการสื่อ ชี้ว่า มนุษย์เมื่ออยู่บนโลกออนไลน์หรือโลกเสมือนจริงจะมีความกล้าในการแสดงออกมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีการเผชิญหน้าโดยตรง อาจนำไปสู่การส่งสารเชิงเกลียดชัง (Hate speech) เมื่อเกี่ยวข้องกับความเกลียดชังจะเกี่ยวข้องกับความเป็นอื่น (the other) เกิดขึ้นอีกด้วย

การไลฟ์สดปัจจุบัน เป็นเครื่องมือหลักของหลายแพลตฟอร์ม และได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะถูกไลฟ์สดและกระทำได้บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการกระทำที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนคำแนะนำการรับมือ รศ.วิไลวรรณระบุว่า ผู้เสพสื่อ จะต้องมีสติและจะต้องมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (critical media literacy) และการคิดเชิงวิพากษ์ในการรับสาร ซึ่งปัจจุบัน มีการเกิดศาลเตี้ยในการพิพากษาคนเห็นต่าง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มที่เต็มไปด้วยแอคโคแชมเบอร์ จนเกิดการล่าแม่มดจากโซเชียลมีเดียไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง อาศัยการไลฟ์สดเป็นเครื่องมือส่งต่อเพื่อขยายไปยังกลุ่มคนที่ความเห็นแบบเดียวกัน

ดังนั้น การเห็นอกเห็นใจในโลกดิจิทัล (digital empathy) ต้องเกิดขึ้น และจะต้องมีความตระหนักว่า ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่สามารถผิดพลาด จะลดอารมณ์โกรธแค้นหรือเกลียดชังจนนำไปสู่ความรุนแรงลดน้อยลงได้

เรียบเรียง : ธารารัตน์ วิจาราณ์ นักศึกษาฝึกงาน โต๊ะข่าวสังคมและสถานการณ์ทั่วไป ไทยพีบีเอส

อ่านข่าว :

คู่กรณียอมขอโทษ หลังชาวมุสลิมรวมตัวไม่พอใจปมแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

"เสี่ยเล็ก" เข้ารับทราบข้อกล่าวหา บุกรุกป่าหาดฟรีดอม ยันไม่ได้เก็บเงินค่าผ่าน

ราชทัณฑ์แจง "หมิงเฉิน ซัน" ยังนอน ICU รอผลตรวจแอลกอฮอล์-ไซยาไนด์