วันนี้ ( 15 พ.ค.2569) นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่านับจากต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน (15 พ.ค. 2569) ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7% แม้ว่าปีนี้ระหว่างทางจะมีความผันผวนมากกว่าทุกปี แต่ภาพรวมทองคำยังสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ในการลงทุนที่ดี อย่างไรก็ดียังคงมีคำถามว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงต้นทุนพลังงานที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น รวมถึงหนี้ทั่วโลกที่อาจจะพุ่งเป็นเงาตามตัว แล้วราคาทองคำจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากแค่ไหน
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)
โดย YLG วิเคราะห์สถานการณ์ทองคำ พบว่า ภาพใหญ่ของการเคลื่อนไหวระยะยาวยังไม่เสียเทรนด์การเป็นขาขึ้น สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 - 5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 86,000 - 88,700 บาทต่อบาททองคำ สำหรับ ปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ทองคำยังสามารถรักษาเทรนด์การเป็นขาขึ้น มาจาก 3 ด้าน
ลุ้น “ทองคำ” ปีนี้ทะยานแตะ 88,700 บาท YLG ชี้ สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ดันทองยังอัพไซด์
คือ 1.ด้านหนี้สาธารณะและปริมาณเงินในระบบจำนวนมหาศาล จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (หรือสกุลเงินกระดาษอื่นๆ) ด้อยค่าลง (Debasement) เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันทองคำยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น การขยายตัวของปริมาณเงิน M2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึงมีนาคม 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 40% ภายในเวลาเพียง 2 ปี หรือคิดเป็นการอัดฉีดเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบ
2. ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองในทุนสำรอง เพราะไม่อยากพึ่งดอลลาร์เพียงอย่างเดียว (De-dollarization ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็น “ตัวเร่ง” (accelerator) ที่กระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากขึ้น
ลุ้น “ทองคำ” ปีนี้ทะยานแตะ 88,700 บาท YLG ชี้ สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ดันทองยังอัพไซด์
3. รัฐบาลหลายประเทศ ต้องใช้การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้หนี้ที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นไปอีกสถานการณ์นี้ นอกจากจะทำให้เกิดการเทขายเงินสกุลหลัก หรือ "กลยุทธ์การลงทุนป้องกันค่าเงินเสื่อม" ( debasement trade ) อีกทั้งยังทำให้หลายประเทศ “ไม่สามารถปล่อยดอกเบี้ยสูงได้มาก หรือ นานเกินไป” เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจะกระทบระบบการคลัง
อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้น สะท้อนจากการที่ราคายังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว(200วัน)ได้ต่อเนื่อง แต่ระยะกลางมองว่าจะยังคงอยู่ในรูปของการปรับฐาน (Correction) ระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ อาจเกิดการย่อตัวแล้วดีดกลับ (pullbacks) หากการย่อตัวในระยะนี้ยังยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมองว่าราคาทองคำมีโอกาสดีดตัวทดสอบแนวต้าน โดยแม้ว่าในกรณีที่ทองคำหลุด 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่ก็มีโอกาสสูงที่การย่อตัวจะไม่ต่ำกว่า Low ปี 2026 ที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ลุ้น “ทองคำ” ปีนี้ทะยานแตะ 88,700 บาท YLG ชี้ สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ดันทองยังอัพไซด์
ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 4,890-4,765 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 75,200-73,250 บาทต่อบาททองคำ หากทะลุผ่านแนวดังกล่าวได้ มองขึ้นต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 5,400-5,285 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 83,000-81,250 บาทต่อบาททองคำ
ถ้าถามว่า Upside ของทองยังไปได้อีกไกลไหม คำตอบคือ “ยังมีพื้นที่” ทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แต่จะไม่ใช่เส้นตรงขึ้นตลอด มันจะเป็นตลาดที่แกว่งขึ้นและมีรอบพักฐานเป็นระยะ และมี volatility สูงกว่าช่วงก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น
ลุ้น “ทองคำ” ปีนี้ทะยานแตะ 88,700 บาท YLG ชี้ สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ดันทองยังอัพไซด์
ด้าน เว็บไซต์ “ฮั่วเซ่งเฮง” ให้มุมมอง ภาพรวมความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาทองโลกมีการปรับตัวลง จากการที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากการที่ราคาน้ำมันดิบมีการฟื้นตัวขึ้น หลังช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดและการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ในขณะที่ “ทรัมป์” ปิดฉากเจรจาสี จิ้นผิง หลังจากการประชุมสุดยอดผู้นำระยะเวลา 2 วันที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเห็นพ้องเสริมสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้า ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายแต่แฝงความตึงเครียด หลังจีนส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อประเด็นไต้หวัน อีกทั้งปธน.ทรัมป์ได้เชิญ ปธน.สี จิ้นผิง ให้เดินทางเยือนทำเนียบขาวในวันที่ 24 ก.ย. อาจบ่งชี้ว่าการเจรจาการค้าจะดำเนินต่อไป
ลุ้น “ทองคำ” ปีนี้ทะยานแตะ 88,700 บาท YLG ชี้ สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ดันทองยังอัพไซด์
ขณะที่ทางการจีนยังไม่ได้ยืนยันว่า ปธน.สี จิ้นผิง จะตอบรับคำเชิญในการเดินทางดังกล่าวหรือไม่ ทำให้ตลาดยังคงต้องจับตาท่าทีทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศนี้ต่อไป นอกจากนี้ รายงานจาก IEA ระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกจะยังคงอยู่ในสภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรง ไปจนถึงเดือน ต.ค. แม้สงครามจะสิ้นสุดลงในเร็ววันก็ตาม จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และเฟดอาจต้องคงดอกเบี้ยยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง
วิเคราะห์ราคาทองโลกหลุด 4,600 ดอลลาร์ ระยะสั้นจึงคาดว่าอาจการฟื้นตัว ซึ่งจากกราฟราย 1-4 ชั่วโมงเกิดสัญญาณขายมากเกินไป (Oversold) จึงประเมินว่า อาจมีการฟื้นตัวบริเวณแนวรับที่ 4,535 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้านที่ 4,600 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,510 ดอลลาร์ คาดว่ามีโอกาสสูงที่จะปรับฐานลงต่อเนื่อง
อ่านข่าว:
ราคา “ทองคำ”ดิ่ง 900 บาท ช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด-เศรษฐกิจสหรัฐฯอ่อนแอ่
ราคา “ทองคำ” ลบ 250 บาท จับตาประชุมซัมมิต ทรัมป์ – สี จิ้นผิง
“เศรษฐกิจไทย”เปราะบาง วิกฤตพลังงาน ทีทีบี ชี้“เงินบาท”เสี่ยงอ่อนค่า
โดยราคาทองคำวันนี้ร่วงแรง ปิดตลาด ลบ 1,450 บาท ผันผวน 45 ครั้ง ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 70,500 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 70,300 บาท ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 71,300 บาท และราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 68,887.04 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,558 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์
