วันที่ 15 พ.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาล และตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชนชั้นนำของประเทศทั้งหมด 35 คน โดยระบุว่า ภาคเอกชนมองเห็นโอกาสจากวิกฤตด้านพลังงาน และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่ไทยจะดึงดูดการย้ายฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน
การที่จะคว้าโอกาสดังกล่าว ภาคเอกชนได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 ด้าน เริ่มจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับปรากฏการณ์เอลนีโญ และสนับสนุนความมั่นคงของฐานการผลิตภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การลงทุนพัฒนากำลังคนเพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน
นอกจากนี้ จะต้องเร่งค้นหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งภาคเอกชนเสนอให้ดึงจุดแข็งของประเทศมาใช้ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล และการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจเกิดการควบรวมกิจการ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ข้อเรียกร้อง คือ อยากให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะความล่าช้าในการออกใบอนุญาตและการจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานจริง โดยให้นำความสำเร็จของการอนุมัติแบบรวดเร็ว ใช้ต้นแบบโครงการ BOI Fast Track
เอกชนยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต ต้องการผลักดันจัดตั้งศูนย์ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ภาคเอกชน อยากเห็นรัฐบาลกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งสามารถบูรณาการความร่วมมือร่วมกัน เพื่อสานต่อข้อเสนอทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันต่อจากนี้เป็นต้นไป และคาดว่าเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะเริ่มขับเคลื่อนร่วมกัน คือ การพัฒนาคน และการลงทุนด้านพลังงานสะอาด
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกเหนือจากการผลักดันการลงทุนแล้ว ที่ประชุมยังได้แสดงความห่วงใยต่อปัญหาค่าครองชีพ และภาวะเงินเฟ้อที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับฐานราก และผู้ประกอบการ SME ฉะนั้นการลงทุนใหม่ ๆ จะต้องกระจายผลประโยชน์ลงสู่ SME และประชาชนในระดับภูมิภาคอย่างทั่วถึง
สำหรับแนวทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ภาคเอกชนพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการลงทุน โดยให้ภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ซึ่งเอกชน ได้เสนอให้เร่งพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาที่ด่านแม่สอด และการเร่งสร้างเส้นทางรถไฟส่วนต่อขยายที่ขาดหายไป ระหว่างชุมพร และระนอง เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางใต้ให้สมบูรณ์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อ่านข่าว :
สภาพอากาศวันนี้ "เหนือ-อีสาน" ฝนตกหนักมาก - กทม.เจอฝน 60%
โปรดเกล้าฯ “วิทยา” ขึ้นอธิบดีฝนหลวง แทน “ราเชน”
"รัฐบาลอนุทิน" รับข้อเสนอเอกชนแปลงเป็น Action Plan - ฟื้น กรอ.
