วันนี้ (20 พ.ค.2569) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ พร้อมตรวจยึดเฮโรอีนน้ำหนักรวม 65.5 กิโลกรัม ซึ่งถูกซุกซ่อนอำพรางอยู่ภายในถุงขนมและถุงอาหารสัตว์ มูลค่ารวมประมาณ 200 ล้านบาท
สำหรับการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 คน เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย ผู้หญิงคนไทย 2 คน และชายสัญชาติไนจีเรีย 1 คน
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
รวบชายไนจีเรียร่วมหญิงไทยขนเฮโรอีนซุกถุงขนม ยึด 65.5 กก.มูลค่า 200 ล้าน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้รับการประสานข้อมูลจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย ว่ามีกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดชาวต่างชาติผิวสี สัญชาติไนจีเรีย เข้ามาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และมีพฤติการณ์ร่วมกับหญิงชาวไทยในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดประเภทเฮโรอีน เพื่อกระจายจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร พัทยา และ ภูเก็ต
จากการสืบสวนพบว่า หนึ่งในหญิงชาวไทยมีพฤติกรรมลักลอบเดินทางออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยและเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าตรวจสอบ และพบหญิงไทยตรงตามข้อมูลของสายลับ ก่อนขยายผลจนสามารถติดตามจับกุม MR.CHIADIKAOBI ชาวไนจีเรีย พร้อมของกลางเฮโรอีนจำนวน 49.5 กิโลกรัม ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในถุงขนมเพื่ออำพรางสายตาเจ้าหน้าที่
ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การจับกุม น.ส.สมพร ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) พร้อมเฮโรอีนเพิ่มเติมอีก 16 กิโลกรัม ซึ่งจากการตรวจสอบโดยละเอียดในภายหลัง ทำให้ยอดรวมของกลางทั้งหมดอยู่ที่ 65.5 กิโลกรัม
รวบชายไนจีเรียร่วมหญิงไทยขนเฮโรอีนซุกถุงขนม ยึด 65.5 กก.มูลค่า 200 ล้าน
จากการสอบสวนในชั้นจับกุม MR.CHIADIKAOBI และ น.ส.สมพร ให้การโดยสมัครใจว่า เฮโรอีนที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดรับมาจาก น.ส.กัลยรัตน์ เพื่อนำไปส่งต่อให้ผู้ค้ารายย่อย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายชาวไนจีเรียที่กระจายยาเสพติดไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น พัทยาและภูเก็ต
นอกจากนี้ น.ส.สมพร ยังให้การสอดคล้องกันว่า ขณะถูกจับกุมกำลังจะเดินทางนำเฮโรอีนไปส่งให้ผู้ค้ารายย่อยใน จ.ภูเก็ต แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับได้เสียก่อน
เจ้าหน้าที่ยังเปิดเผยอีกว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ติดต่อสื่อสารกันผ่านช่องทางออนไลน์ในลักษณะ สแกมลวงรักโดยเครือข่ายจะตีสนิทหญิงไทยผ่านโลกออนไลน์ ก่อนหลอกใช้ให้เป็นผู้ขนส่งยาเสพติด โดยมีค่าจ้างต่อครั้งประมาณ 30,000 บาท
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า หากเฮโรอีนล็อตดังกล่าวหลุดรอดออกสู่ตลาดยาเสพติดในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จะมีราคาซื้อขายประมาณกรัมละ 3,500 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 145 วรรค 3 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือโทษประหารชีวิต
ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังฝากเตือนหญิงไทยไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มชาวต่างชาติที่ใช้วิธีตีสนิทผ่านโลกออนไลน์ ก่อนหลอกให้ช่วยรับ-ส่งสิ่งของ โดยเฉพาะพัสดุหรือกระเป๋าที่มีการปิดผนึก หรืออำพรางในลักษณะต่าง ๆ เช่น ถุงขนมหรือถุงอาหารสัตว์ เพราะอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ และอาจต้องรับโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต
ด้าน พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม กล่าวว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมักเลือกใช้หญิงไทยเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติด เนื่องจากสะดวกต่อการเดินทางและไม่เป็นที่สงสัยของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการใช้ผู้หญิงเป็นผู้ขนส่ง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ขบวนการประสบความสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่า กลุ่มชาวไนจีเรียบางส่วนมีพฤติการณ์เข้ามาตีสนิทหญิงไทยในลักษณะคู่รักหรือภรรยา เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยภายหลัง รัฐบาลมีการยกเลิก นโยบายฟรีวีซา ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดมาตรการฟรีวีซา 90 วัน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี แต่พบว่ามีบางส่วนใช้ช่องทางดังกล่าวเข้ามาก่อเหตุหรือซ่อนตัวเพื่อวางแผนกระทำผิดกฎหมาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ร่วมมือกับสถานทูตประเทศต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อติดตามจับกุมผู้ที่อาศัยช่องทางดังกล่าวเข้ามากระทำความผิดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกรณีนายซุน หมิงเฉิน นั้นประวัติการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิด ไม่พบข้อมูลอยู่ในระบบ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับสถานทูตและผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจของประเทศจีนอย่างใกล้ชิด โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันมาโดยตลอด และล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีปฏิบัติการร่วมกับทางการจีนในการติดตามผู้กระทำผิดในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
อ่านข่าว :
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับสั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา "โตโต้ ปิยรัฐ " คดี ม.112
คุมตัว "ไพศาล" หมอดูชื่อดัง สอบปากคำกองปราบ คดีล่วงละเมิดทางเพศ
รฟท.แจงเหตุชายถูก รถไฟเฉี่ยวชน ยันผู้บาดเจ็บ ลักลอบฝ่าแนวแบริเออร์
