โปรดเกล้าฯ ยก "วัดอโศการาม-วัดพระธาตุลำปางหลวง-วัดป่าแสงอรุณ-วัดพะโคะ-วัดสาลโคดม" เป็นพระอารามหลวง

สังคม
17:23
จำนวนผู้ชม 43
โปรดเกล้าฯ ยก "วัดอโศการาม-วัดพระธาตุลำปางหลวง-วัดป่าแสงอรุณ-วัดพะโคะ-วัดสาลโคดม" เป็นพระอารามหลวง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง ได้แก่ วัดอโศการาม วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดป่าแสงอรุณ วัดพะโคะ วัดสาลโคดม

วันนี้ (20 พ.ค.2569) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง 5 ฉบับ โดยมีรายละเอียดว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมาตรา 259 ของพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ประกอบกับข้อ 3 ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พ.ศ.2518 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิ.ย.2569

จึงทรงมีพระราชดำริว่า วัดอโศการาม อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เป็นอารามต้นแบบด้านกรรมฐานศึกษาที่พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ (ลี ธมฺมธโร) สถาปนาขึ้น เมื่อ พ.ศ.2498 เพื่อเป็นราชานุสรณีย์แห่งสมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราช พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระธุตังคเจดีย์ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2509

ประกอบด้วยเสนาสนะและอาณาบริเวณเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นรมณียสถานสำหรับบำเพ็ญสมณธรรมฝ่ายวิปัสสนาธุระ เป็นศูนย์กลางแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในมัชฌิมเขต ต้องตามพระสังฆราโชบายและมติมหาเถรสมาคม นับเป็นศรีสง่าแห่งจังหวัดสมุทรปราการและภูมิภาคภาคกลางของราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยก วัดอโศการาม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ทรงมีพระราชดำริว่า วัดพระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง เป็นอารามสำคัญคู่นครลำปางมาแต่โบราณกาล นับอดีตเนื่องด้วยขัตติยตระกูลแห่งเจ้าผู้ครองนครฝ่ายเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุลำปางหลวง และพระแก้วดอนเต้า เจดียสถานและปูชนียวัตถุสำคัญแห่งราชอาณาจักร

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ไปถวายน้ำสรงพระบรมธาตุ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2514 และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐปฐมบรมขัตติยานีมหาธีรราชธิดา เสด็จไปทรงนมัสการหลายวาระด้วยเป็นพระธาตุประจำปีฉลูพระนักษัตรตามคติล้านนา

มีการจัดวางผังสถาปัตยกรรมตามคติพระพุทธศาสนาเป็นแบบแผน มีศาสนประเพณีประจำท้องถิ่นและการประกอบศาสนกิจเป็นศูนย์รวมจิตใจของมหาชนในพายัพเขต นับเป็นศรีสง่าแห่งจังหวัดลำปางและภูมิภาคภาคเหนือของราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกวัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

วัดป่าแสงอรุณ

ทรงมีพระราชดำริว่า วัดป่าแสงอรุณ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น สถาปนาขึ้น โดยคณะพระบูรพาจารย์ในวงศ์พระกรรมฐานสายพระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตโต) ซึ่งล้วนเป็นที่ทรงพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นสัปปายสถานและมีเสนาสนะเป็นระเบียบเรียบร้อยมั่นคง ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งด้านสาธารณูปการ ศิลปกรรม การปกครอง การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม มีสิมอีสานเป็นประธานสำแดงเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและภูมิปัญญาพื้นเมือง ได้รับการพัฒนาให้เจริญมั่นคงยิ่งขึ้นมาโดยลำดับ

มีพระเถระครองวัดซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิปรีชาด้านพระปริยัติธรรม อำนวยให้มีการสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี กระทั่งพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาของคณะสงฆ์ในภูมิภาค เกื้อกูลต่อความยั่งยืนของพระบวรพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการศึกษาของคณะสงฆ์ในอีสานเขต นับเป็นศรีสง่าแห่งจังหวัดขอนแก่น และภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยก วัดป่าแสงอรุณ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

วัดพะโคะ

ทรงมีพระราชดำริว่า วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ)

อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นอารามโบราณ มีนามแสดงนัยสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ว่าวัดหลวง ตั้งอยู่บนเขาพะโคะ ประดิษฐานพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระมาแต่โบราณสมัย ได้รับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์จากสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า

แห่งกรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมเด็จพระเอกาทศรถ บริบูรณ์ด้วยกิตติประวัติด้านการปกครองคณะสงฆ์ พุทธศาสนประวัติ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปกรรม มีตำนานสัมพันธ์เนื่องในสมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ จัดเป็นปูชนียสถานพยานแห่งความรุ่งเรืองของชุมชนชาวพุทธ และกิจการพระพุทธศาสนาในทักษิณเขต มีบทบาทพิเศษในการเผยแผ่พระธรรมวินัย การศึกษา และการสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี นับเป็นศรีสง่าแห่งจังหวัดสงขลา และภูมิภาคภาคใต้ของราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยก วัดราชประดิษฐาน เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

วัดสาลโคดม

ทรงมีพระราชดำริว่า วัดสาลโคดม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นอารามโบราณนับแต่กรุงศรีอยุธยา ได้สถาปนาขึ้นใหม่ให้บริบูรณ์ด้วยถาวรวัตถุสถานมั่นคง โดยศรัทธาปสาทะแห่งหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นปฐม ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชศรัทธา พระราชทานพระราชทรัพย์สถาปนาอุโบสถ พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย สก ประดิษฐานบนหน้าบัน เป็นอารามที่ประดิษฐานพระพุทธชินวรมุนี อันเป็นที่เคารพสักการะของมหาชน อนุสนธิพระบรมราชินูปถัมภ์แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นต้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระราชูปถัมภ์สืบมา พรั่งพร้อมด้วยวิริยภาพ และกุศลศรัทธาของคณะองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลอยู่เป็นเนืองนิตย์

อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มีพระราชปณิธานในอันที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอยอดพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง การยกอารามนี้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในมหามงคลสมัยแห่งพระชนมพรรษา นับเป็นศรีศุภนิมิตในการสืบสานพระราชปณิธานและพระราชกุศลธรรมจริยาธรรมราชินี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกวัดสาลโคดม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.2569 ประกาศ ณ วันที่ 19 พ.ค.2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อ่านข่าว :

หนึ่งเดียวในไทย ภาพสลักนูนต่ำ "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" อุบลฯ

เตือน 14 จังหวัด เสี่ยง "น้ำป่าไหลหลาก-ดินถล่ม" 20-22 พ.ค.นี้

สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนยังอ่วม ฝนฟ้าคะนองปกคลุม 60-70% พื้นที่