วันนี้ (27 พ.ค.2569) TIME รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา สร้างความประหลาดใจและจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเวทีการเมืองระดับโลก โดยโพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ระบุว่า
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยโดยตรงกับผู้นำของประเทศพันธมิตรและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมถึงเอเชียใต้ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน และบาห์เรน เพื่อผลักดันให้ประเทศเหล่านี้เข้าลงนามใน "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords)
ซึ่งเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์ที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอและเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในปี 2563 เพื่อสถาปนาและปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติกับอิสราเอล ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล ไม่ได้เข้าร่วมในการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวแต่อย่างใด
ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุในข้อความอย่างตรงไปตรงมาว่า หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างหนักในการต่อจิ๊กซอว์ทางการทูตที่ซับซ้อนนี้ จึงควรเป็น "ข้อบังคับขั้นต่ำ" ที่ทุกประเทศในรายชื่อดังกล่าว จะต้องร่วมลงนามในข้อตกลงอับราฮัมโดยพร้อมเพรียงกัน
กดดัน ซาอุดีฯ กาตาร์ - ปากีสถานลั่นขัดต่ออุดมการณ์
ทรัมป์มองว่า ความร่วมมือในลักษณะนี้ จะช่วยยกระดับให้ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดว่า หากประเทศใดปฏิเสธที่จะเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงอับราฮัม ก็ไม่ควรที่จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งหรือได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงสันติภาพและการผ่อนปรนกับอิหร่านในครั้งนี้ เนื่องจากแสดงถึงพฤติกรรม "ไม่จริงใจ"
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้คาดหวังอย่างสูงว่า ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ควรจะเป็นแกนนำในการลงนามทันที และประเทศอื่น ๆ ควรจะปฏิบัติตาม แม้กระทั่งตัวของอิหร่านเอง ทรัมป์ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะร่วมลงนามในข้อตกลงนี้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ว่า บรรดาผู้นำประเทศที่ร่วมอยู่ในสายโทรศัพท์ โดยเฉพาะผู้นำของซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และปากีสถาน ต่างตกอยู่ในอาการนิ่งอึ้งและตื่นตระหนกกับข้อเรียกร้องที่กะทันหันของทรัมป์ จนเกิดความเงียบขึ้นในสายสัญญาณ ส่งผลให้ทรัมป์ต้องพูดจาหยอกล้อถามว่าทุกคนยังอยู่ในสายหรือไม่
ทั้งนี้ ปฏิกิริยาตอบรับที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกมาจากทางปากีสถาน โดย รมว.กลาโหม ควาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Samaa TV ของปากีสถานอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขัดต่ออุดมการณ์ขั้นพื้นฐานของประเทศอย่างรุนแรงและปากีสถานจะไม่มีวันเข้าร่วมเด็ดขาด
"ทรัมป์" บีบ 8 ชาติอาหรับเซ็น "ข้อตกลงอับราฮัม" แลกดีลสันติภาพอิหร่าน
ข้อตกลงอับราฮัม คือ ข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง อิสราเอลกับหลายประเทศอาหรับ ซึ่งเริ่มต้นในปี 2563 โดยมี สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจา ปัจจุบันกลุ่มประเทศที่ทรัมป์ระบุถึงนั้นมีความสัมพันธ์กับอิสราเอลที่แตกต่างกันไป
- UAE บาห์เรน เป็นสมาชิกที่ลงนามไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 ร่วมกับโมร็อกโก และล่าสุดคือคาซัคสถาน
- อียิปต์ จอร์แดน มีสนธิสัญญาสันติภาพแยกเฉพาะกับอิสราเอลมาตั้งแต่ปี 2522 และ 2537 ตามลำดับ
- ตุรกี แม้จะเป็นชาติมุสลิมแห่งแรกที่รับรองอิสราเอลในปี 2492 แต่ความสัมพันธ์ในปัจจุบันย่ำแย่ลงและมีการระงับการค้าทวิภาคีจากปมสงครามในกาซา
- ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และปากีสถาน เป็นกลุ่มประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับอิสราเอลเลย โดยเฉพาะมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ประกาศไว้ในการเข้าพบทรัมป์ ณ กรุงวอชิงตันว่า ซาอุดีอาระเบียจะยอมรับอิสราเอลก็ต่อเมื่อมีแนวทางที่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ในการจัดตั้งรัฐอิสระและคืนอธิปไตยให้แก่ชาวปาเลสไตน์เท่านั้น ซึ่งสวนทางกับรัฐบาลขวาจัดของอิสราเอลที่ประกาศคัดค้านแนวทางสองรัฐ (Two-State Solution) อย่างสิ้นเชิง
ดร.วิลเลียม ฟิเกโรอา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยโกรนิงเกน บอกกับ TIME ว่า สิ่งที่ทรัมป์กำลังทำคือ การพยายามเปลี่ยนม้ากลางศึก หลังจากที่แผนการบีบให้อิหร่านยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขล้มเหลว เขาจึงหันมาขายแนวคิดที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการเอาสันติภาพของภูมิภาค ไปผูกไว้กับข้อตกลงทางการทูตที่เปราะบาง ถือว่าไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้าของความขัดแย้งเลย
นอกเหนือจากนี้ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่า เป็นความพยายามของทรัมป์ในการเอาใจรัฐบาลอิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างหนักเกี่ยวกับความคืบหน้าในการทำข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยเนทันยาฮู เพิ่งโพสต์ภาพที่สร้าง AI เป็นรูปตัวเองยืนหลังชนหลังกับทรัมป์ พร้อมข้อความระบุว่า อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เอสมาอิล บาคาอี แถลงว่า แม้การพูดคุยในกรอบภาพรวมจะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการลงนามข้อตกลงจะเกิดขึ้นในทันที
กรอบข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ประกอบด้วย
- ข้อเสนอการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไป 60 วัน
- การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- การจัดตั้งกรอบเวลา 30-60 วันในการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังตกลงกันไม่ได้คือ สหรัฐฯ และอิสราเอลยื่นคำขาดให้อิหร่านสละคลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ แต่อิหร่านต้องการให้แยกเรื่องนิวเคลียร์ไว้คุยทีหลัง พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมดก่อน
สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงเปราะบาง หลังอิสราเอลประกาศเพิ่มการโจมตีในเลบานอนเพื่อต่อต้านกลุ่มฮิซบอลลาห์ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงอยู่ก็ตาม โดยการโจมตีดังกล่าวอาจกระทบต่อกระบวนการสันติภาพกับอิหร่าน ซึ่งระบุว่าข้อตกลงใด ๆ ต้องครอบคลุมถึงสถานการณ์ในเลบานอนด้วย
แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า ข้อตกลงครั้งนี้อาจกลายเป็น "ดีลประวัติศาสตร์" สำหรับทุกฝ่าย แต่หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของข้อตกลงในระยะยาว ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยังดำเนินต่อเนื่องโดยอ้างว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อการป้องกันตนเอง
สถานการณ์ที่ตึงเครียดและนโยบายที่แกว่งไปมาของทรัมป์ทำให้เขากล่าวทิ้งท้ายในโพสต์อย่างดุดันว่า นี่จะเป็นข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับทุกฝ่าย หรือไม่ก็ไม่มีข้อตกลงเลย และเราจะกลับไปสู่สมรภูมิรบ และการยิงถล่มกันที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา
อ่านข่าวอื่น :
พล.อ.รังษี นำทัพพรรคเศรษฐกิจเปิดตัว 49 ผู้สมัคร ส.ก. ชู AI แก้รถติดทั่วกรุง
MRT สายสีน้ำเงิน ปรับขึ้นราคาเป็นอัตราใหม่ 17-44 บาท เริ่ม 3 ก.ค.2569
กรมควบคุมโรคยกระดับ เฝ้าระวัง "อีโบลา" กักตัวผู้เดินทางพื้นที่เสี่ยง 21 วัน










