กรณีองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค "อีโบลา" ที่เกิดจากไวรัสบุนดีบูเกียว ในประเทศคองโกและยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุขของไทยประกาศให้ทั้ง 2 ประเทศ เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย เพื่อดำเนินมาตรการสกัดกั้นโรคอย่างเข้มงวด แม้ขณะนี้จะยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย แต่เนื่องจากโรคนี้มีความรุนแรงสูงและมีระยะฟักตัวนานถึง 21 วัน
วันนี้ (27 พ.ค.2569) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนเดินทางมาจาก 2 ประเทศดังกล่าวเข้าไทยด้วยเที่ยวบินแบบต่อเครื่อง เฉลี่ยวันละ 5-7 คน ไม่มีเที่ยวบินตรงเข้าไทย แต่ 2 วันที่ผ่านมาพบว่า มีผู้เดินทางมากขึ้นเป็น 10 คนขึ้นไป สูงสุด 19 คน
นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า การยกระดับมาตรการสำหรับผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากหรือผ่านประเทศ ที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาทั้ง 2 ประเทศ จึงปรับแนวทางจาก "คุมไว้สังเกต" เป็นการแยกกักหรือกักกัน ผู้เดินทางเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน โดยจะสอบสวนโรคผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่ม 1 กรณีไม่มีอาการ ให้ "กักกัน" (Quarantine) ไว้ที่กองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรค ระยะเวลา 21 วัน มีแพทย์และพยาบาลประจำการ 24 ชั่วโมง ผู้ที่เดินทางมาต้องส่งผลตรวจร่างกายทุกวันเข้าระบบรายงาน ลักษณะเดียวกับการกักตัวเฝ้าระวังช่วงไวรัสโควิด-19 ซึ่งสถานที่นี้มีจำนวนห้องพัก 58 ห้อง กักตัวห้องละ 1 คน หากมีอาการป่วยจะส่งตัวเข้าสถาบันบำราศนราดูรทันที ซึ่งเตรียมพร้อมชั้นรับผู้ป่วย เพื่อกักกันโรคแล้ว
กลุ่ม 2 กรณีมีอาการ ให้ "แยกกัก" (Isolation) สถานพยาบาลของรัฐที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด เช่น สถาบันบำราศนราดูร พร้อมทั้งเห็นชอบให้เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดให้ผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านคองโกและยูกันดา เดินทางเข้ามาประเทศไทย ผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งเที่ยวบินแรกที่มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศนี้ คาดว่าจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 27 พ.ค.นี้ เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป
อ่านข่าว
กรมควบคุมโรคยกระดับ เฝ้าระวัง "อีโบลา" กักตัวผู้เดินทางพื้นที่เสี่ยง 21 วัน
สธ.ตั้งด่านตรวจ "อีโบลา" ที่สุวรรณภูมิ คัดกรองเข้มผู้มาจากคองโก-ยูกันดา
"ภูเก็ต" ยกระดับรับมือ "อีโบลา" ติดตามใกล้ชิดผู้เดินทาง 11 คน

