วันนี้ (29 พ.ค.2569) แนวคิดการนำแพลตฟอร์ม TikTok มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของสื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ TikTok Thailand เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
โดยหนึ่งในแนวคิดสำคัญ คือ การศึกษาแนวทางใช้ AI เข้ามาช่วยครูผลิตวิดีโอสั้นความยาวประมาณ 2 นาที เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนที่เข้าใจง่าย ทันสมัย และช่วยลดเวลาการจัดทำสื่อของครู
แนวคิดดังกล่าวมุ่งหวังให้ครูสามารถใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน ผ่านระบบคอมเมนต์และการสื่อสารแบบรวดเร็ว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมองว่า จะช่วยให้การเรียนรู้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่มากขึ้น รวมถึงอาจช่วยลดภาระบางด้านของครูได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่กลับมองว่า นโยบายดังกล่าวอาจช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ครูในโรงเรียนบ้านเจดีย์แม่ครัว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่สะท้อนว่า ปัญหาหลักของครูไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การทำสื่อการสอนเพียงอย่างเดียว แต่คือภาระงานด้านเอกสารและงานธุรการที่ต้องรับผิดชอบควบคู่กับงานสอนในแต่ละวัน
ครูหลายคนในโรงเรียนต้องทำหน้าที่นอกเหนือจากการสอน ทั้งการตรวจสอบเอกสารทางการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงงานสารบรรณ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและความรู้เฉพาะทาง ส่งผลให้ครูจำนวนไม่น้อยต้องนำงานกลับไปทำต่อที่บ้าน และมีเวลาสำหรับการเตรียมการเรียนการสอนลดลง
นางอังคนา นารัตน์ ครูหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ โรงเรียนบ้านเจดีย์แม่ครัว ระบุว่า แม้นโยบายลดภาระงานครูจะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับงานธุรการ การเงิน พัสดุ และจัดซื้อจัดจ้าง ก็อาจไม่สามารถลดภาระที่แท้จริงของครูได้ เพราะงานเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับบทบาทหลักในการพัฒนาผู้เรียน
นอกจากนี้ ยังเกิดข้อถกเถียงเพิ่มเติมว่า แนวคิดผลักดันการเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย อาจสวนทางกับแนวโน้มในหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มออกมาตรการจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ของเด็กและเยาวชน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต และพฤติกรรมการใช้สื่อในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลีย ที่ออกมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดียบางประเภท พร้อมระงับการเข้าถึงหลายแพลตฟอร์ม ขณะที่อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดียรวม 8 แพลตฟอร์ม ทั้ง YouTube, TikTok, Facebook, Instagram และ X
ด้านสเปนก็มีมาตรการแบนการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี พร้อมกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่รุนแรงหรือผิดกฎหมาย ส่วนประเทศกรีซ เตรียมบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2570 และออสเตรียอยู่ระหว่างเสนอร่างกฎหมายจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี แม้จะยังไม่มีข้อสรุปเรื่องรูปแบบการบังคับใช้และบทลงโทษอย่างชัดเจนก็ตาม
อ่านข่าว :
สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอ่วมฝน 60% ของพื้นที่ เสี่ยงน้ำป่า-น้ำท่วมฉับพลัน
ราชกิจจาฯ ประกาศรายชื่อ "สถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต" 228 แห่ง
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น.










