สถิติจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พบว่า 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์กว่า 7,000 ล้านบาท เฉลี่ยวันละ 62 ล้านบาท หรือกว่า 2.7 ล้านบาทต่อ 1 ชั่วโมงที่คนไทยสูญเสีย และแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือเฟซบุ๊ก ซึ่งมีมากกว่า 50,000 คดี
วันนี้ (4 มิ.ย.2569) บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า แพลตฟอร์มระดับโลกปล่อยปละละเลยให้มีมิจฉาชีพเข้ามาใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้บริโภค ส่งผลให้มีผู้เสียหายทุกช่วงวัยและทุกอาชีพ เนื่องจากไว้วางใจในแพลตฟอร์ม
สภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนผู้บริโภค จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และประกาศเดินหน้าฟ้องบริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ซึ่งถือเป็นคดีแรกของประเทศไทย
ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงเหตุผล 8 ข้อที่สภาองค์กรของผู้บริโภคใช้ประกอบการฟ้องร้อง ดังนี้
1. ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายเกลื่อนแพลตฟอร์ม ทั้งโฆษณาหลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลสำคัญและดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน ชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มขาดการคัดกรอง หรือจงใจเปิดรับรายได้ค่าโฆษณาที่หลอกลวง โฆษณาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายและก่อความเสียหายต่อผู้บริโภค
2. เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส (Facebook Marketplace) และระบบเพจ กลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าเถื่อนและอาวุธ ทั้งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาและอาหารเสริมไม่ผ่าน อย. หรือไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. ไปจนถึงสินค้าอันตรายและอาวุธ สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหา
3. อัลกอริทึมชี้เป้าเหยื่อตรงกลุ่ม จนนำไปสู่ความสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิต ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของแพลตฟอร์มถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ให้มิจฉาชีพยิงโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ที่สนใจเรื่องการลงทุน อัลกอริทึมจะป้อนเนื้อหาและโฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเข้าสู่หน้าฟีดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในจำนวนนั้นมีโฆษณาหลอกลวงปะปนอยู่ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่สนใจสุขภาพก็จะได้รับโฆษณาอาหารเสริมและยาที่ไม่ผ่านมาตรฐาน
4. หากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค เฟซบุ๊กมีรายได้มหาศาลจากการอนุมัติให้โฆษณา หรือ Sponsored Post ของกลุ่มมิจฉาชีพเข้าระบบ ทั้งการหลอกลงทุน หุ้นปลอม และขายสินค้าทิพย์ การรับเงินค่าโฆษณาโดยไม่กลั่นกรอง จึงเข้าข่ายการมีส่วนได้ส่วนเสียจากเม็ดเงินที่หลอกลวงประชาชน
5. ระบบยืนยันตัวตนล้มเหลว แพลตฟอร์มเปิดช่องให้มีการเปิดเพจหรือใช้บัญชี "อวตาร" สวมรอยแบรนด์ดังเพื่อยิงโฆษณา โดยไม่มีกลไกตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดการฉ้อโกง ผู้บริโภคและพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของอาชญากรได้
6. อาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย หรือ Regulatory Arbitrage โดยเฟซบุ๊กใช้สถานะทุนข้ามชาติหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายไทย กล่าวคือ จดทะเบียนในประเทศไทยเพียงในฐานะผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ในความเป็นจริงมีพื้นที่ซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ จนเกิดปัญหาความเสียหายจากการซื้อขายออนไลน์ตามมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ 2 ก็ยังไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายหรือเอาผิดแพลตฟอร์มได้
นอกจากนี้ การจดทะเบียนในสถานะที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริง ยังส่งผลให้เฟซบุ๊กปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม โดยอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง ไม่ใช่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
7. ไร้ระบบปกป้องผู้ซื้อและการเยียวยา รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันผู้บริโภคที่เพียงพอ ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือศูนย์ ACSC ระบุว่า ผู้บริโภคควรใช้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (E-Commerce) ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง หรือ Escrow System กักเงินไว้จนกว่าจะได้รับสินค้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการซื้อของไม่ได้ของ แต่เฟซบุ๊กไม่มีระบบดังกล่าว และไม่มีมาตรการเชิงป้องกันอื่นใดที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเกิดความเสียหาย ปล่อยให้เกิดการโอนเงินตรงอย่างไร้การควบคุม และเมื่อเกิดการทุจริต มิจฉาชีพปิดบัญชีหนี โดยไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยาจากผู้ให้บริการ
8. พฤติกรรมสองมาตรฐาน (Double Standard) และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทย ในสหรัฐฯ ยุโรปและออสเตรเลีย เมตายอมปฏิบัติตามกฎหมายและตั้งระบบคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อเลี่ยงโทษปรับ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนกลับไม่บังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่างเพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เข้าข่ายเลือกปฏิบัติและละเลยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคไทย
เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวอีกว่า ภาครัฐควรยกระดับบทบาทในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้แก้กฎหมายดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อป้องกันและจัดการโฆษณาหลอกลวงและผิดกฎหมาย และตั้งกองทุนเยียวยาผู้บริโภคโดยเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ากองทุนเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย โดยสภาผู้บริโภคจะเป็นผู้แทนผู้บริโภคเข้ายื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับเฟซบุ๊ก ที่ศาลแพ่งรัชดา ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้
อ่านข่าว
เริ่มแล้ว 4 มิ.ย.ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เช็ก 5 ช่องทาง
กพช.เคาะเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้พิการ จาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท
ลุยตรวจเข้มก๊าซหุงต้ม–สินค้าหีบห่อ สกัดเอาเปรียบผู้บริโภคช่วงต้นทุนสูง

