ผ่านไปนานกว่า 3 ปีแล้ว นับแต่การเสียชีวิตของ “แตงโม” ภัทรธิดา หรือ นิดา พัชรวีระพงษ์” อดีตนักแสดงชื่อดัง เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2565 ยังคงเป็นปมปริศนา โดยศาลชี้ว่า คดีนี้เป็นอุบัติเหตุจากการเสี่ยงภัยเอง ไม่ใช่ฆาตกรรม และมีคำพิพากษาลงโทษเพื่อน 5 คน ที่อยู่บนเรือ และอีก 1 คน ในข้อแนะนำผู้อื่นมิให้รับโทษ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 เสมือนคดีจะสิ้นสุดลงแล้ว หากไม่มีผู้คัดสำเนาสำนวนพยานหลักฐาน ยื่นให้ดีเอสไอสืบสวนต่อ
ในเวลาถัดมาอีก 5 เดือน (12 ก.ย.2568) “พนิดา ศิริยุทธโยธิน” มารดาของแตงโม และ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำเอกสารคดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี กับ “ปอ”ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ กับพวกรวม 6 คน ได้ขอคัดสำเนาสำนวนพยานหลักฐานคำให้การ มอบให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ประกอบการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม
และร้องขอให้ตรวจสอบเพิ่มเติม ดีเอสไอจึงรับเรื่องสืบสวนและตั้งคณะพนักงานสืบสวนที่ 20/2568 กรณีการเสียชีวิตของ”แตงโม” ภัทรธิดา หรือ นิดา พัชรวีระพงษ์ ในประเด็นที่สงสัยว่ามีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมิชอบด้วยหมายหรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่น ให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง
รอยคดี “แตงโม”ตกเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา
หากย้อนเวลากลับไป ในวันนั้น (24 ก.พ.2565) ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บนเรือลำดังกล่าว มีข้อมูลจากกลุ่มเพื่อน 5 คน คือ “ปอ” ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ เจ้าของเรือลำเกิดเหตุ, “กระติก” อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการส่วนตัว, “แซน”วิศาพัช มโนมัยรัตน์, “จ๊อบ” นิทัศน์ กีรติสุทธิสาธร และ “โรเบิร์ต” ไพบูลย์ ตรีกาญจนานันท์
ทั้งหมดอ้างว่า หลังรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานีเสร็จแล้ว ช่วงขากลับได้มีการล่องเรือถ่ายรูปเล่น ตั้งแต่เวลา 20.00 -22.32 น. โดยมีหลักฐานเป็นภาพ ถ่ายบนเรือบริเวณสะพานพระราม 7 “แตงโม ภัทรธิดา” อดีตนักแสดงสาว ปวดปัสสาวะ จึงเดินไปท้ายเรือแล้วพลัดตก จมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยา
ผ่าพิสูจน์เจ้าหน้าที่รัฐ "คดีแตงโม-ตกเรือ" บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอาญา
คดีนี้ตำรวจ สภ.นนทบุรี ได้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วจึงแจ้งข้อหากลุ่มเพื่อนทั้งหมด ซึ่งแต่ละคนมีข้อหาแตกต่างกันไป โดยศาลจังหวัดนนทบุรีได้อ่านคำพิพากษาคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม ภัทรธิดา” เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2568 มีคำสั่งยกฟ้องจำเลย 3 ราย คือ แซน-วิศาพัช, กระติก-อิจศรินทร์ และภีม-ธรรมธีรศรี ในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และจ๊อบ-นิทัศน์ ถูกตัดสินจำคุก 4 เดือนและปรับในข้อหาแจ้งความเท็จและทิ้งสิ่งปฏิกูล แต่ให้รอลงอาญา
ส่วน “ปอ” ตนุภัทร ศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2566 ให้ จำคุก เป็นเวลา 5 ปี 8 เดือน ปรับเป็นเงิน 128,000 บาท แต่จำเลยมีเจตนาจ่ายค่าชดเชยเยียวยาบรรเทาโทษแก่ผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วม จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งและมีเหตุอันควรปราณี จำคุกเหลือ 2 ปี 9 เดือน ปรับเป็นเงิน 64,000 บาท และให้รอการลงโทษ 3 ปี พร้อมกำหนดให้รายงานตัวและบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมสาธารณะ
ผ่าพิสูจน์เจ้าหน้าที่รัฐ "คดีแตงโม-ตกเรือ" บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอาญา
ขณะที่ “โรเบิร์ต” ไพบูลย์ ศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 4 เดือน และให้ปรับ 108,000 บาท แต่จำเลยมีเจตนาเยียวยาชดเชยค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ จึงลดโทษให้กับเหลือโทษเป็นจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนปรับ 54,000 บาท และให้รอการลงโทษ 3 ปี และให้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและสาธารณะเช่นกัน
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ทั้ง “ปอ” ตนุภัทร และ “โรเบิร์ต” ไพบูลย์ ได้พ้นช่วงรอการลงโทษเป็นระยะเวลา 3 ปีไปแล้ว
วงจรปิด “กรมเจ้าท่า” มัด ไม่ได้ตกน้ำตอน 4 ทุ่ม
มีรายงานผลการสอบสวนจากเจ้าของคดีว่า “แตงโม” ไม่ได้ตกน้ำตอน 4 ทุ่ม ตอนนั้นเขาไม่อยู่แล้ว ส่วนจะหายไปตอนไหน ยังไม่สามารถสืบได้ แต่คลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิดกรมเจ้าท่าบริเวณเชิงสะพานซังฮี้ จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญศาลพบว่า บนเรือ เขาอยู่ไม่ครบ 6 คน จากการสอบปากคำ คนใกล้ชิดและคนบนเรือ เชื่อได้ว่า มีการทะเลาะกันในเรือ เพราะบุคลิกลักษณะแตงโมเป็นคนค่อนข้างแข็งมาก ไม่ยอมคน อาจเกิดมีปากเสียง จนนำไปสู่อุบัติเหตุ
จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้ตาย พบว่า สัญญาณหายไปตั้งแต่ 2 ทุ่ม 36 นาที (20.36 น.) จนถึงเวลา 23.00 น. ส่วนสัญญาณของกลุ่มที่อยู่บนเรือตั้งแต่ช่วงเวลา 21.30-23.30 น. ก็หายเงียบไปด้วยเช่นกัน แต่พบมีการใช้โทรศัพท์อีกครั้งหนึ่งเป็นเวลาเลยจากช่วง 5 ทุ่มไปแล้ว
ผ่าพิสูจน์เจ้าหน้าที่รัฐ "คดีแตงโม-ตกเรือ" บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอาญา
“ช่วงเวลาที่ตก เรือวิ่ง 8 นอร์ต ...ส่วนที่อ้างว่า มีการวิ่งเรือวนหา คือเกิดขึ้นหลังจากคนหายไปแล้ว”
ในการคลี่คลายคดี “แตงโม” ดีเอสใช้หลักฐานจากกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ทั้งหมด โดยผลการตรวจสอบจากหน่วย งานเกี่ยวข้องพบว่า ภาพบนเรือมีการเปลี่ยนแปลง โดยแก้ไขโทรศัพท์มือถือ มีการแก้ไขและลบล็อคมือถือของผู้ตายจริง
“ผลการผ่าศพพิสูจน์ร่างผู้ตาย พบสารประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อื่น ๆ อีกหลายตัว... มีการทำอย่างนี้หลายครั้งแล้ว”
เปลี่ยนเส้นทาง “ผ่าพิสูจน์-แผลด้านหลังขาขวา” จุดพลิกคดี
การตรวจพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิต ตามปกติจะเป็นหน้าที่ของแพทย์นิติเวชในพื้นที่เกิดเหตุ คือ แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และต้องนำไปผ่าพิสูจน์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต โดยรถมูลนิธิร่วมกตัญญู ซึ่งมี “เอกพัน บันลือฤทธิ์” หัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู อยู่ด้วย ขณะนั้นรถฯได้ขึ้นทางด่วนแล้ว แต่ต้องเปลี่ยนเส้นทาง หลังได้รับโทรศัพท์จากนายตำรวจ ยศ พล.ต.ท.ให้ย้าย “แตงโม” จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ไปสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ รถจึงเบนหัวกลับไปจอดที่โรงพัก ฯ เพื่อที่จะได้ใช้หนังสือเปลี่ยนประสานงาน
คดีดังกล่าวควรดำเนินตามครรลอง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งการย้ายร่างไปผ่าพิสูจน์ และการเข้าร่วมแถลงข่าวของนายตำรวจใหญ่ กลายเป็นจุดพลิกทำให้สำนวนคดีเปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “บาดแผลด้านหลังขาขวา” ซึ่ง พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ และ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นบาดแผลที่มีไขมันติดมาด้วย เพราะหากดูแล้ว ไม่เข้ากับลักษณะของการโดนใบพัดเรือ แต่เหมือนเกิดจากของมีคม
ผ่าพิสูจน์เจ้าหน้าที่รัฐ "คดีแตงโม-ตกเรือ" บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอาญา
“เราพบข้อเท็จจริงว่า บาดแผลด้านหลังขาขวา ยังไม่เคยมีการถูกพิจารณาในชั้นศาลมาก่อน และหากดูจากสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ชุดก่อนหน้านี้ ก็มีอะไรที่น่าสงสัยอยู่...น่าสนใจ ท้ายสุดแล้ว จะสอดคล้องกับข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้มาการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบหรือไม่ บาดแผลนี้ เบื้องต้นอาจเป็นไปได้ว่าถูกของแข็งมีคม แต่ก็ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยว ชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง เป็นผู้ให้ข้อมูลว่า เกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง” พ.ต.ต.ณฐพล หัวหน้าพนักงานสอบสวน เลขที่ 20/2568 ระบุ
สำหรับภาพบาดแผลด้านหลังขาขวาของ “แตงโม” มีรายงานการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญและพนักงานสอบสวน ชี้ว่า รอยกรีดลึกไปถึงชั้นไขมัน อาจเป็นลักษณะบ่งชี้ว่า “แตงโม” ถูกทำร้ายร่างกายก่อนเสียชีวิต และยังมีรอยบาดแผลอีก 3 จุด ลักษณะคล้ายถูกของแข็งหรือวัตถุปลายแหลมทิ่มแทง
ส่วนบริเวณขาหน้าด้านซ้ายก็พบรอยแผลลักษณะคล้ายถูกของมีคมกรีดเป็นแนวยาว และขาหลังด้านซ้าย ยังพบร่องรอยบาดแผลเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีการ เปิดเผยเพียงบาดแผลขาขวาด้าน หน้า ซึ่งเป็นแผลขนาดใหญ่ ลักษณะฉีกขาดอย่างรุนแรงเท่านั้น
ผ่าพิสูจน์เจ้าหน้าที่รัฐ "คดีแตงโม-ตกเรือ" บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอาญา
ขณะที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีต ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งร่วมประชุมกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอและแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ได้ออกมาเปิดเผยภายหลังประชุม กล่าวว่า พูดเพียงได้แค่ว่ามันมีบาดแผลที่ไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์จริง ซึ่งเป็นบาดแผลถลอก ลักษณะคล้ายถูกของมีคม และก็มีแผลที่มีรูเยอะ
ในมุมของเราเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบว่า แตงโม ตกท้ายเรือ ...วันนี้ เราได้เห็นภาพบาดแผลที่มาจากเอกสารคำพิพากษาศาล ทำให้เห็นภาพแผลชัด ๆ ซึ่งลักษณะของแผลที่มีทั้งแผลลึก ยาวและมีขนาดใหญ่ ก็ล้วนไม่เข้ากับลักษณะของใบพัดเรือ ซึ่งดีเอสไอต้องนำไปประกอบในรายงานการสืบสวน และไม่สามารถตอบสรุปได้ว่า สิ่งที่ทำให้เกิดบาดแผลเหล่านี้เกิดจากอะไรบ้าง มันอธิบายไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น
ทาง 2 แพร่ง จนท.รัฐ “บิดเบือนยุติธรรมทางอาญา“
มีรายงานจากดีเอสไอระบุว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ใช้เวลานานสืบนานกว่า 1 ปี เนื่องจากผลตรวจจากโทรศัพท์ของแตงโม เพิ่งออกเมื่อปลายเดือน ก.พ.2569 นอกจากนี้ยังพบว่าบาดแผลที่ขาของแตงโม มีรูซึ่งเกิดจากโดนตะขอเกี่ยวอย่างจัง เป็นรอยลึกเข้าไป แต่กลับไม่มีบันทึกข้อมูลเหล่านี้อยู่ในรายงานของนิติวิทยาศาสตร์
ผ่าพิสูจน์เจ้าหน้าที่รัฐ "คดีแตงโม-ตกเรือ" บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอาญา
พ.ต.ต.ณฐพล บอกว่า หลังจากเชิญแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นทางวิชาการเพื่อนำถ้อยคำประกอบสำนวนการสืบสวน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา วันนี้ (4 มิ.ย.2569) ได้มีการเรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีนี้ หากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสรุปข้อมูลเพื่อใช้คำประกอบสำนวนการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะสรุปสำนวนส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวนการทำสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมิชอบภายในเดือนนี้
“ขณะนี้ ยังเป็นเรื่องสืบสวน แต่จากหลักฐานเบื้องต้นพบว่า คดีนี้มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาจริง ถ้ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องนำเข้าหลักฐานสำคัญไม่ครบถ้วน หรือส่อว่ามีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นก่อนที่แตงโมจะตกเรือ คดีนี้มี 2 ทางเลือก คือ จะสรุปสำนวนส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ไต่สวนกรณีความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือจะเสนอให้รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่” พ.ต.ต.ณฐพล กล่าว
และหากมีการตั้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่รัฐ ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีแตงโม ด้วยข้อกล่าวหา “บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา “ โดยมีการแก้ไขจีพีเอสและแก้ไขรูปภาพ กรณีที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนคดีกลับให้ดีเอสไอกลับมาทำต่อ ก็จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อได้เลย และสามารถแจ้งข้อกล่าวหาใหม่กับกลุ่มคนบนเรือทั้งหมดเช่นกัน
ด้วยเหตุคดียังไม่หมดอายุความ 15 ปี ด้วยเหตุ “แตงโม ภัทรธิดา” เสียชีวิตในขณะที่อยู่กับพวกเขา ถือเป็นอีกคดีสำคัญที่น่าติดตาม หลังดีเอสไอเข้าร่วม ในฐานะผู้ผ่าพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
อ่านข่าว :
เปิดลิสต์ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ เดือนมิถุนายน 2569
แท็กที่เกี่ยวข้อง:

