นโยบายที่ย้อนแย้ง? ภาษีที่ลูกประหยัด-สวัสดิการแฝงที่พ่อแม่สูญเสีย

เศรษฐกิจ
12:40
จำนวนผู้ชม 135
Thai PBS
นโยบายที่ย้อนแย้ง? ภาษีที่ลูกประหยัด-สวัสดิการแฝงที่พ่อแม่สูญเสีย
เกณฑ์ใหม่ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ถูกวิจารณ์หนัก หลังนำข้อมูลลดหย่อนภาษีของลูกมาใช้คัดกรองสิทธิ์ผู้สูงอายุ ชี้ไม่สามารถสะท้อน ความสามารถในการดูแลพ่อแม่ ท่ามกลางค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง ร่วมกันยืนยันความพร้อมในการเปิดลงทะเบียน โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Big Data ในการคัดกรอง "คนจนไม่จริง" ออกจากระบบ

หนึ่งในเกณฑ์ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางคือ การตัดสิทธิ์บุคคลที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

โฆษกกระทรวงการคลังระบุว่า เกณฑ์ดังกล่าวออกมาเพื่อดูแล "คนจนที่ลำบากที่สุดก่อน" เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังมีจำกัด รัฐบาลมองว่าครอบครัวที่บุตรมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีและประสงค์จะดูแลบุพการีผ่านการลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท สะท้อนถึงศักยภาพของสถาบันครอบครัวในการอุปการะกันเอง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวางแผนการเงินและประชาชนกลับเห็นต่าง โดยมองว่าเกณฑ์นี้ "ตึงเกินไป" เพราะลูกที่เงินเดือนเพียง 20,000-30,000 บาท แม้จะเสียภาษีแต่ไม่ได้แปลว่ารวยจนสามารถดูแลพ่อแม่ได้ทั้งหมดท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว

สวัสดิการที่หายไปกับภาษีที่ประหยัดได้

ความเป็นจริงประการแรกที่ต้องพิจารณาคือ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/เดือน

แต่บัตรนี้เป็นเสมือน "โครงข่ายความปลอดภัย" ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์แฝงไว้หลายมิติ ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง จากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าสวัสดิการนี้ประกอบด้วย

  • วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น 300บาท/คน/เดือน
  • วงเงินค่าเดินทางสาธารณะถึง 750 บาท/คน/เดือน (ครอบคลุมทั้ง ขสมก.-บขส. รถร่วม ขสมก.-บขส. รถไฟฟ้า รถทัวร์ รถไฟ รถสองแถวรับจ้าง และเรือโดยสารสาธารณะ )
  • ส่วนลดค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน
  • ส่วนลดค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
  • ส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน

เมื่อคำนวณรวมกัน มูลค่าที่ผู้สูงอายุได้รับประโยชน์จริงอาจสูงถึง 1,500-2,000 บาท/เดือน หรือเกือบ 24,000 บาท/ปี ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้บำนาญพื้นฐานอย่างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายเพียง 600-1,000 บาท

ในทางตรงกันข้าม สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาจำนวนสูงสุด 30,000 บาท/คน นั้น ไม่ใช่เม็ดเงินสดก้อน ที่รัฐมอบให้ครัวเรือน แต่เป็นเพียงตัวเลขที่นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของลูกเท่านั้น

ลูกที่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างซึ่งมีฐานภาษีเริ่มต้นที่ร้อยละ 5 การลดหย่อนนี้จะช่วยประหยัดเงินภาษีได้จริงเพียง 1,500 บาท/ปี และแม้ลูกจะอยู่ฐานภาษีร้อยละ 10 ก็ประหยัดได้เพียง 3,000 บาท/ปีเท่านั้น

ทำให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่าง "ผลประโยชน์สุทธิที่พ่อแม่สูญเสีย" เป็นหลักหมื่นบาทต่อปี กับ "ภาษีที่ลูกประหยัดได้" แค่หลักพันบาทต่อปี สะท้อนถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจของครอบครัวโดยรวม นโยบายนี้จึงอาจกลายเป็นการซ้ำเติมภาวะ "แก่ก่อนรวย" และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่รุนแรงซึ่งมักพบสูงในกลุ่มผู้สูงอายุ

ความเปราะบางของผู้สูงอายุในชนบท

ผลการศึกษาจาก TDRI ระบุว่านโยบายสวัสดิการที่เน้นการเจาะจงเป้าหมาย (Targeting Policy) ในประเทศไทยนั้น มักเผชิญปัญหาการคัดกรองผิดพลาด โดยมีอัตราการตกหล่นของคนจนจริง สูงถึงร้อยละ 57

การใช้เกณฑ์ฐานภาษีของลูกมาตัดสิทธิ์พ่อแม่เป็นรายบุคคล อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้สูงอายุที่ "จนจริง" หลุดออกจากระบบสวัสดิการเพียงเพราะความสัมพันธ์เชิงนามธรรมในฐานข้อมูลภาษี ข้อมูลสำรวจชี้ว่าคนจนกลุ่มร้อยละ 20 ล่างสุดของประเทศมีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากอุปสรรคด้านการพิสูจน์สิทธิ์

สำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท ความเปราะบางนี้ไม่ได้หมายถึงรายได้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Fixed Costs หรือค่าใช้จ่ายคงที่ในการดำรงชีวิตที่สูงกว่าคนในเมือง เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ข้อมูลปี 2562 ระบุว่าผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุดต้องแบกรับค่าเดินทางเฉลี่ย 153-263 บาท/ครั้ง ในการไปรับบริการสาธารณสุข

หากปราศจากวงเงินค่าเดินทาง 750 บาทในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีรถส่วนบุคคล จะต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างรุนแรง ปัญหาสุขภาพและความอ่อนแอของร่างกายที่เพิ่มขึ้นตามอายุ ยิ่งทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาสวัสดิการแฝงเหล่านี้เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน

พลวัตครอบครัวไทย เมื่อการอุปการะเป็นเพียงมายาคติ

ปัจจุบัน โครงสร้างสังคมไทยเปลี่ยนผ่านจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยวอย่างสมบูรณ์ ข้อมูลจากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยของไทยลดลงจาก 3.69 คนในปี 2543 เหลือเพียง 2.84 คนในปี 2562 ขณะที่สัดส่วนครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัวพุ่งสูงถึงร้อยละ 40

ข้อมูลที่สำคัญที่สุด คือสัดส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับบุตรหลานลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 71 ในปี 2538 เหลือเพียงร้อยละ 51 ในปัจจุบัน และมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 2 ที่ต้องอาศัยอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับคู่สมรสเท่านั้น

การที่รัฐใช้เกณฑ์ "ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี" มาเป็นตัวชี้วัดความจน-รวยของพ่อแม่ จึงเป็นการตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานที่เป็น "มายาคติ" ว่าลูกมีความสามารถในการอุปการะอย่างเต็มที่

ทั้งที่ความเป็นจริงคือกลุ่มคนในวัยทำงาน หรือกลุ่ม "Sandwich Generation" ต้องแบกรับภาระทั้งการเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูลูกที่เกิดจากการสร้างครอบครัวของตัวเอง และย้อนกลับไปดูแลพ่อแม่ของตัวเองด้วย ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 86.8 ของ GDP

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ผู้สูงอายุพึ่งพาลูกหลานได้ยากขึ้น เนื่องจากคนวัยทำงานจำนวนมากต้องเผชิญภาระหนี้สินและค่าครองชีพสูง ขณะที่จำนวนบุตรเฉลี่ยของครอบครัวไทยลดลงเหลือเพียง 1.9 คน จาก 4.1 คน ส่งผลให้เงินสนับสนุนจากลูกหลานลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลูกได้รับ ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ผู้สูงอายุสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยตรง

ในระดับมหภาค เกณฑ์ใหม่นี้อาจสร้างแรงจูงใจที่ผิดพลาด โดยบีบให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างสิทธิทางภาษีของลูกกับสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นของพ่อแม่ ซึ่งขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการสร้างเสริมสถาบันครอบครัวและความมั่นคงในสังคมสูงวัย

จากการศึกษาเรื่อง "ยกเครื่องข้อมูล ยกคนพ้นจน" โดย สมชัย จิตสุชน นักวิชาการ TDRI เมื่อปี 2561 ได้ให้ข้อมูล เรื่องเกณฑ์การใช้ภาษีว่า การใช้เกณฑ์ภาษีของบุคคลอื่นมาตัดสินสิทธิ์รายบุคคล สามารถเปลี่ยนมาใช้วิธี "พิจารณารายได้จริงของผู้สูงอายุร่วมกับการคัดกรองเชิงพื้นที่" ผ่านกลไกท้องถิ่น เช่น อสม. หรือผู้นำชุมชน เพื่อยืนยันสถานะความยากลำบากที่แท้จริง และเห็นรายได้ที่แท้จริงของประชาชนทุกคนในระบบ

จะช่วยให้การจัดสรรสวัสดิการเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยไม่ใช้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นเงื่อนไขในการพรากสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของพลเมือง

ข้อมูลเพิ่มเติม : ภาวะสังคมไทยไตรมาสสาม ปี 2568, Enhancing Well-Being by Realizing Family Dynamics and Promoting Intergenerational Solidarity for an Inclusive Society 2024, ยกเครื่องข้อมูล ยกคนพ้นจน

อ่านข่าวอื่น :

"คลัง" เปิดทางอุทธรณ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการฯ พิจารณารายกรณี

ปชช.จับตาผังเมืองใหม่ พัฒนา "เชียงใหม่" หรือเหลื่อมล้ำพื้นที่ริมน้ำปิง

ผู้เลี้ยงกุ้ง 20 จังหวัดบุกกรมประมง วอนคุยมาเลเซียปลดล็อก-ชดเชย 20 บาท/กก.