วันนี้ (5 มิ.ย.2569) กระบวนการตรวจสอบและยืนยันสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม เนื่องจากประชาชนจำนวนมาก ยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงระบบ และเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การลงทะเบียน
ขณะนี้รัฐบาลเปิดระบบให้เฉพาะกลุ่มผู้ได้รับสิทธิรายเดิมหรือคนเก่า เข้ามากดระงับหรือยืนยันสิทธิเท่านั้น ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เป็นรายใหม่ และยังไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน กรมการปกครองจะเป็นหน่วยงานหลัก ในการลงพื้นที่สำรวจ และจัดส่งข้อมูลไปยังกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการต่อไป
จากการสำรวจในพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา พบกรณีของนางปทุม อายุ 80 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการทางการได้ยิน และได้รับเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท แต่ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเลย เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ตโฟน และไม่มีบุตรหลานคอยช่วยเหลือ ส่งผลให้กลายเป็นผู้ตกหล่น และหลุดออกจากระบบความช่วยเหลือของรัฐ
ผู้สูงอายุแน่นธนาคาร กลัวหลุดสิทธิจากเกณฑ์ใหม่
นอกจากนี้ ที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา ยังมีผู้สูงอายุจำนวนมาก มานั่งรอคิวเพื่อยืนยันตัวตน เนื่องจากไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง ซึ่งแม้ผู้ถือบัตรรายเดิมบางส่วนจะรู้สึกดีใจ เมื่อยืนยันตัวตนสำเร็จ แต่ยังต้องรอการพิจารณาคุณสมบัติอีกครั้งในวันที่ 17 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุหลายรายสะท้อนว่า ขั้นตอนดังกล่าวยุ่งยากและสร้างภาระเกินไป อยากให้รัฐบาลออกแบบกระบวนการที่สะดวก และเอื้อต่อข้อจำกัดของผู้สูงวัยมากกว่านี้
ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการพิจารณาคุณสมบัติ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งส่งผลให้พ่อแม่ถูกระบบตีความว่า มีผู้ดูแลและอาจถูกตัดสิทธิ ทั้งที่ในความเป็นจริง บุตรบางคนไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดู และพ่อแม่ยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก
ที่ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา นางวทันยา มีแสงนิล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 พร้อมด้วยกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เชิงรุก เพื่อสำรวจชาวบ้านที่อ่านหนังสือไม่ออกและไม่ทราบข้อมูลโครงการ เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อป้องกันการตกหล่น
เช่นเดียวกับที่ธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ต่างเดินทางมายืนยันตัวตนที่ธนาคาร หลังจากพยายามทำด้วยตัวเองแต่ไม่สำเร็จ โดยนายคำเพียร สอนศรี ชาวบ้านร้องกอก ต.นาบัว แสดงความกังวลว่า เงื่อนไขที่ปรับเปลี่ยนใหม่ จะทำให้ครอบครัวที่มีหนี้สินและยากจนหลุดจากสิทธิ
ทั้งนี้ ทาง อ.นครไทย แก้ไขปัญหาด้วยการเปิดศูนย์บริการร่วมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้ตกหล่น แจกจ่ายไปยังผู้นำชุมชน เพื่อติดตามรายชื่อส่งกระทรวงการคลังโดยด่วน
ส่วนที่ จ.นครราชสีมา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งโต๊ะบริการประชาชน ซึ่งมีผู้สูงอายุอย่าง นายบุญเพ็ง กำลังเหลือ สะท้อนความเสียใจที่ไม่เคยทราบเหตุผลเลยว่า ที่ผ่านมาตนเองขาดคุณสมบัติในข้อใดจึงไม่เคยได้รับสิทธิ
ทางด้านมาตรการแก้ไขปัญหาในภาพรวม นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ออกคำสั่งย้ำให้ทุกจังหวัด ดำเนินมาตรการเชิงรุกผ่าน "ระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกหล่น สำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ" เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี โดยมีกำหนดเส้นตายการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิ.ย.2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งต่อให้กระทรวงการคลัง
ปลัดคลังย้ำ เกณฑ์ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเหมาะสม แต่อุทธรณ์ได้
ขณะที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องเกณฑ์การตัดสิทธิจากปมลดหย่อนภาษี ทางปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายืนยันว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความเหมาะสมแล้ว ในการคัดกรองผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
เนื่องจากเกณฑ์การที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีนั้น หมายถึงลูกต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบิดามารดาปีละไม่เกิน 300,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าวงเงินซื้อสินค้าที่รัฐบาลให้เดือนละ 300 บาท เมื่อรวมสวัสดิการพื้นฐานทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 1,077 บาท/เดือน ดังนั้นกลุ่มนี้จึงถือว่ายังมีผู้ดูแล และโชคดีกว่าผู้ที่ไม่มีใครเหลียวแล
ทั้งนี้ หากพ่อแม่รายใดถูกตัดสิทธิ แต่ไม่ได้รับเงินเลี้ยงดูจากลูกจริง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ที่ หน่วยรับลงทะเบียนของ 5 ธนาคาร ระหว่างวันที่ 17-31 ก.ค.2569 และยื่นเอกสารหลักฐานชี้แจงได้จนถึงวันที่ 16 ส.ค. ก่อนที่จะประกาศผลอุทธรณ์ในวันที่ 14 ก.ย.2569 ผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการ และแอปพลิเคชันเป๋าตัง พร้อมทั้งตักเตือนว่าหากบุตรไม่ได้เลี้ยงดูจริง แต่แอบอ้างสิทธิลดหย่อน จะถือเป็นความผิดฐานโกงภาษี และเสี่ยงถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
TDRI จี้รัฐทบทวนเกณฑ์ หวั่นช่องโหว่ทำคนจนไม่จริงทะลักเข้าระบบ
ด้านมุมมองทางวิชาการ นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเงื่อนไข โดยให้สิทธิขาดแก่ "พ่อแม่" เป็นผู้เลือกว่าจะรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือจะยินยอมให้ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี เพื่อแก้ปัญหาความลักลั่น และพฤติกรรมของบุตรที่ไม่ได้เลี้ยงดูจริง
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ควรทบทวนตัวเลขรายจ่ายค่าเลี้ยงดู เนื่องจากภาษีที่ลูกได้ลดหย่อนนั้น น้อยกว่าสิทธิรวมที่พ่อแม่ควรได้รับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่กำหนดไว้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
พร้อมกันนี้ TDRI ยังแสดงความกังวลต่อการที่กระทรวงการคลัง ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณารายได้ จากแบบครัวเรือนกลับมาเป็นแบบรายบุคคล ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดปัญหา "คนจนไม่จริง" เข้ามาสวมสิทธิในโครงการอีกครั้ง
จึงเสนอให้รัฐบาล จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนห่างไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาผู้เดือดร้อนตกสำรวจซ้ำซาก ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะอาชีพ และเพิ่มงบประมาณสนับสนุนพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นอย่างยั่งยืน
อ่านข่าวอื่น :
"เฮซบอลลาห์" ไม่รับข้อตกลงหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน
ศาลจำคุก 1 ปี อดีตนายก อบต.ดงอีจาน-ขรก.รวม 4 คนเรียกรับเงินสอบพนักงาน
ไทม์ไลน์นักท่องเที่ยวหลงป่าเขาเจ็ดยอด ผลชันสูตรเบื้องต้นตกหน้าผาเสียชีวิต

