"ศิริกัญญา" ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลนำเงินกู้อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

การเมือง
12:49
จำนวนผู้ชม 50
Thai PBS
"ศิริกัญญา" ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลนำเงินกู้อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
"ศิริกัญญา" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลปกครอง ตรวจสอบมติ ครม. ใช้เงินกู้ 1.88 หมื่นล้าน อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก. กู้เงินที่กำหนดไว้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซัดรัฐบาลถังแตก จ่ายบัตรคนจนผิดวัตถุประสงค์

วันนี้ (8 มิ.ย.2569) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นเรื่องไปที่ศาลปกครอง ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 ตลอดปี

ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการที่มีโครงการไทยช่วยไทย พลัส และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท เพราะกรณีนี้เป็นสวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้วที่เติม 300 บาท บวกกับค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐจัดงบประมาณตามปกติได้อยู่แล้ว และมีการจัดสรรงบประมาณประจำปี เพียงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า การที่งบประมาณไม่เพียงพอไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกรได้ เพราะในส่วนนี้มาตรา 5 ของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เขียนไว้ชัดว่า จะใช้จ่ายได้ต้องเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่เป็นสถานการณ์ปกติ ประกอบกับเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ชัดเจนว่าจะเป็นเฉพาะเงินกู้ที่ใช้งบประมาณตามปกติไม่ได้และจำเป็นเร่งด่วน

ขณะที่ด้านกระทรวงการคลังออกมาให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า การกู้เงินเป็นเพียงแค่แหล่งเงินเพิ่มเติม แต่หากไปดู พ.ร.ก. ได้กำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ชัดเจน ดังนั้นต้องใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงทำให้ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อยื่นต่อศาลปกครอง เนื่องจากตนเป็นประชาชนผู้เสียภาษีและได้รับความเดือดร้อน จากการอนุมัติโครงการตามมติ ครม. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ ในฐานะผู้เสียภาษี

ทั้งนี้ การยื่นในครั้งนี้แตกต่างจากการไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ในครั้งที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาเฉพาะ พ.ร.ก. ว่าสามารถออก พ.ร.ก. ได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและทาง ครม. ได้ส่งหนังสือชี้แจง และเราจะมีหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของ ครม. ต่อไป

ส่วนครั้งนี้ เป็นส่วนที่ พ.ร.ก. ได้ผ่าน ครม. ไปแล้วและมีผลบังคับใช้ หลังจากนี้ในการใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นไปตาม มติ ครม. ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ เราก็พิจารณาว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในกฎหมายนั้นคือตัว พ.ร.ก. ที่มีการระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ตามมาตรา 5 ที่ผิดทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ และผิดรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้รัฐบาลเริ่มที่จะดำเนินโครงการไปแล้ว ในการยื่นร้องหรือการตรวจสอบของผู้ตรวจการแผ่นดินจะทันหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คงเป็นในเวลาต่อมาเมื่อยื่นศาลปกครองไปแล้วว่าจะมีคำสั่งระงับหรือไม่ แต่เป้าหมายเพื่อไม่ให้มีการนำเงินกู้ใช้กับบัตรสวัสดิการครั้งนี้ เพียงแต่จะไม่ได้เป็นเหตุให้ระงับยับยั้งการที่เริ่มมีการแจกเงินไปแล้ว

พอเป็นเรื่องแหล่งเงินเราสามารถใช้แหล่งเงินอื่นมาใช้ได้ ซึ่งงบประมาณตามปกติกำลังดำเนินไป สามารถใช้จากเงินที่จะต้องได้รับจากการโอนผ่านตัว พ.ร.บ. โอนงบ หรือจะใช้ผ่านมาตรา 45 ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณก็มีเงินสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท ที่สามารถใช้ได้ จึงไม่คิดว่าเป็นเหตุที่ต้องให้ระงับ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนแหล่งเงินที่จะต้องใช้

สำหรับกรณีเหตุจำเป็นใดที่รัฐบาลจึงต้องนำโครงการ 18,800 ล้านบาท มาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินก้อนสำรองฉุกเฉิน 50,000 ล้านบาท ที่ยังใช้ได้อยู่นั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากตอบอย่างตรงไปตรงมา เป็นเพราะว่ารัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่การที่รัฐบาลเงินไม่พอไม่ใช่เหตุอันควร ที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามใจชอบหรือตามอำเภอใจ

รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองให้ได้ ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบ จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคต หากเกิดวิกฤตที่จำเป็นต้องเยียวยาเร่งด่วน กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงจริง ๆ รัฐบาลอาจเอาเงินกู้สำหรับสถานการณ์พิเศษมาใช้ในสถานการณ์ปกติ ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติและใช้เงินเกินกว่าที่สภาอนุมัติไปเยอะ และสุดท้ายเมื่อต้องกู้เงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ก็จะกระทบต่อหนี้สาธารณะและกลายเป็นภาระ เป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ

ส่วนข้ออ้างของรัฐบาลที่ชี้แจงว่า กลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มเดียวกันคือกลุ่มที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็คือกลุ่มที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงานเช่นกัน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ซึ่งทางพรรคยื่นคัดค้านเพราะทางรัฐบาลอ้างว่ากลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะพิจารณาแบบนี้ไม่ได้ เนื่องจากสวัสดิการที่ให้เป็นตัวเดิม เป็นการเยียวยาตัวเดิม ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นใหม่ จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 5 ที่ต้องเป็นวิกฤตพลังงานเท่านั้น และรัฐบาลไม่ควรเอาเงินช่วยเหลืออันเดิมมาปะปนกับการช่วยเหลือใหม่ ต้องเป็นการเยียวยาเฉพาะที่เกิดจากวิกฤตพลังงานจริง ๆ

และหากรัฐบาลเห็นว่าตรงวัตถุประสงค์จริง ๆ ใน พ.ร.ก. ควรเขียนระบุไปเลยว่า เงินกู้สามารถนำไปใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถเก็บรายได้ได้เพียงพอ หรือมีงบประมาณไม่เพียงพอเนื่องมาจากวิกฤตพลังงาน แต่เมื่อไปดูวัตถุประสงค์กลับมีแค่ 2 ข้อ คือเยียวยาประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้มีข้อ 3 ว่าให้เอาไปใช้เมื่อรัฐบาลงบไม่พอ ซึ่งถ้ามีข้อ 3 งอกขึ้นมาว่า เอาไว้เยียวยารัฐบาลที่เดือดร้อนได้ด้วย ตนคงไม่ต้องมายื่นเรื่องร้องเรียนในวันนี้

"ส่วนจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่นั้น มองว่าไม่ได้เร่งด่วนถึงขั้นที่จะไม่สามารถใช้งบประมาณตามปกติได้ ซึ่งประเด็นนี้จะไปเข้ากับมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพราะเงินส่วนนี้เป็นสิ่งที่รัฐต้องจ่ายอยู่แล้วในทุก ๆ ปีและมีการตั้งงบประมาณไว้ เพียงแต่รอบนี้ตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ เนื่องจากรัฐบาลมีความมุ่งหมายตั้งแต่ตอนจัดสรรงบประมาณว่า จะปรับลดจำนวนคนที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลงในปี 2569 แต่ก็ไม่ได้มีการปรับลดจำนวนคนลง ทำให้เงินหมดลงตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.นี้" น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

อ่านข่าว :

“ปกรณ์” ชี้ ศร.เรียกผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงินเป็นเรื่องปกติ

สภาฯ เห็นชอบตั้ง 25 กมธ.วิสามัญตรวจสอบใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศร.สั่งผู้เกี่ยวข้องส่งหลักฐาน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ภายใน 7 วัน