สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

สิ่งแวดล้อม
18:44
จำนวนผู้ชม 72
Thai PBS
สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมาก จึงขอแบ่งออกเป็น 2 ตอน ในตอนแรก จะเป็นข้อมูลจากงานวิจัยของกรมประมง เมื่อปี 2565 และในตอน EP 2 จะเป็น งานวิจัยจากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2569 (ทุนสนับสนุนจาก CP Group จำกัด)

งานวิจัย กรมประมง มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ในจังหวัดพื้นที่ชายฝั่งไทย ได้แก่ สมุทรสงคราม เพชรบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม Mitochondrial DNA (ไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอ) ที่ตำแหน่ง D-loop (Displacement loop) ในการเปรียบเทียบลักษณะความสัมพันธ์ โครงสร้างและความหลากหลายทางพันธุกรรมของกลุ่มประชากรปลา

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

กลุ่มตัวอย่าง : ใช้ตัวอย่าง 125 ตัวอย่าง สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสำรวจจากการจับ และสอบถามจากชาวประมงตามท่าขึ้นปลาต่าง ๆ ควบคู่กับการสุ่มตัวอย่าง กำหนดพื้นที่สำรวจ 2 จุดสำรวจ ในทุก ๆ รัศมีระยะ 100 กม.

จากจุดแรกที่พบรายงานการแพร่กระจาย คือ คลองยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ไปจนถึงปากน้ำประแสร์ อ.แกลง จ.ระยอง และจากคลองยี่สาร ไปยังพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี แล้วเก็บรักษาตัวอย่างสารพันธุกรรม โดยรวบรวมตัวอย่างครีบ เก็บรักษาไว้ในเอทานอล 99.99% (absolute ethanol)

ผลการวิเคราะห์ :

1.กลุ่มตัวอย่างปลา ที่พบแพร่กระจาย มีค่าความหลากหลายของแฮพโพลไทป์ ค่าค่อนข้างสูง (Hd = 0.197 - 0.782) และ ค่าความหลากหลายของนิวคลีโอไทด์มีค่าต่ำมาก (Pi = 0.00045 - 0.05720) อาจเป็นผลมาจากประชากรที่นำเข้ามีขนาดเล็ก และมีการเพิ่มปริมาณอย่างมากในแต่ละรุ่น โดยเฉพาะในบางประชากรปลา พบความหลากหลายต่ำมาก ๆ (Hd < 0.5, Pi < 0.005)

เช่น ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง ระยะห่างทางพันธุศาสตร์ของประชากรทั้งหมดมีค่าต่ำระหว่าง 0.00085 - 0.00358 แสดงให้เห็นว่า แต่ละประชากรย่อย ไม่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมมากนัก ผลการศึกษาช่วยยืนยันที่มาของการแพร่ระบาด

โดยข้อมูลระยะห่างทางพันธุศาสตร์ และการจัดลำดับความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการ ชี้ให้เห็นว่า ประชากรปลาหมอสีคางดำที่แพร่ระบาดในประเทศไทยมีแหล่งที่มาร่วมกัน

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

2.D-loop sequences ขนาด 1,124 เบส พบ จำนวนรูปแบบดีเอ็นเอ หรือ แฮโพลไทป์ (Haplotype) ทั้งหมด 15 haplotypes ดังนี้

- Haplotype หลักที่พบมากที่สุดคือ Haplotype 4 พบในทุก ประชากร รวมทั้งหมด 67 ตัวอย่าง คิดเป็น 53.6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด

- รองลงมาคือ Haplotype 1 พบในประชากร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี รวม 25 ตัวอย่าง คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ตัวอย่างทั้งหมด

- Haplotype ที่พบเฉพาะประชากรได้แก่ Haplotype 6, 7, และ 8 พบเฉพาะในประชากรชุมพร

- ในขณะที่ Haplotype 3 และ 9 พบเฉพาะในประชากรประจวบคีรีขันธ์

- Haplotype 11 พบเฉพาะในประชากร เพชรบุรี

- Haplotype 12 และ 13 พบเฉพาะในประชากร ระยอง

- Haplotype 14 และ 15 พบในประชากร สมุทรสงครามเท่านั้น

3.ผลการศึกษาโดยเครื่องหมายพันธุกรรม Microsatellite DNA พบว่า ค่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาหมอสีคางดำในประเทศไทย (metapopulation) ไม่แตกต่างจากประชากร ธรรมชาติในแอฟริกาตะวันตก

และพบความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากร ปลาหมอสีคางดำในประเทศไทยมีค่าค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ โดยทั่วไปค่าความหลากหลายของประชากรสัตว์น้ำต่างถิ่น จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ 2 ปัจจัย คือ ปริมาณสัตว์น้ำต่างถิ่นที่นำเข้า และจำนวนครั้งของสัตว์น้ำต่างถิ่นที่นำเข้ามาในประเทศ

4.ระยะห่างทางพันธุศาสตร์ Genetic distance หรือระยะห่างทางพันธุศาสตร์ระหว่างกลุ่มประชากร ซึ่งเป็นค่าที่แสดงถึง ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของกลุ่มประชากร การศึกษาครั้งนี้ พบค่าระยะห่างทางพันธุศาสตร์ของประชากรปลาหมอสีคางดำที่พบแพร่กระจาย ในพื้นที่ 6 จังหวัดของประเทศไทยมีต่ำระหว่าง 0.00085-0.00358 แสดงให้เห็นว่า ประชากรไม่มีความแตกต่างกัน ทางพันธุกรรมมากนัก

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

5.รูปแบบการกระจายของประชากรปลา พบว่า

A.คู่ประชากรเพชรบุรีและประชากรสมุทรสงคราม มีตำแหน่งที่ตั้งใกล้กันพบมีระยะห่างทางพันธุศาสตร์สูงสุด (Genetic distance = 0.00358)

B.ในขณะที่ประชากรระยองและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีระยะห่างกันมากทางภูมิศาสตร์กลับพบระยะห่างทางพันธุศาสตร์ น้อยที่สุด (Genetic distance = 0.00085) หรือ พบความคล้ายกันทางพันธุกรรมมากที่สุด

C.ประชากรชุมพร ไกลจากสมุทรสงครามมากกว่าเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ แต่กลับมีระยะห่างทางพันธุกรรมน้อย กว่าประชากรเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ (Genetic distance = 0.00278, 0.00358 และ 0.00285 ตามลำดับ)

6.ประเด็นทำให้มีจุดเป็นข้อสังเกตได้ว่า : ผลจากการศึกษาด้วย Mitochondrial DNA ที่ตำแหน่ง D-loop ในครั้งนี้ กลายเป็นว่า ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างระยะห่างทางภูมิศาสตร์และระยะห่างทางพันธุกรรมของ ประชากรย่อยเมื่อศึกษาด้วยเครื่องหมายพันธุกรรม Microsatellite DNA ซึ่งหมายถึง จังหวัดใกล้เคียงกัน แต่พบระยะห่างของ mt DNA ห่างพันธุกรรม แต่กลับกัน จังหวัดที่ห่างไกลกัน พบระยะห่างของ mt DNA ใกล้กันมากกว่า

7.ข้อสรุปนี้ จึงมีข้อสังเกตว่า ชี้ให้เห็นว่า กลไกการแพร่กระจายของปลาหมอสีคางดำ ที่แพร่ระบาดไปยังจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไป เช่น ระยอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี น่าจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ (anthropogenic process) มากกว่าการแพร่กระจายเองตามธรรมชาติ

และเป็นไปได้ทั้งจากตั้งใจนำไปทดลองเพาะเลี้ยง แล้วหลุดรอดลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือ ติดไปกับพันธุ์สัตว์น้ำอื่น โดยไม่ตั้งใจ และหากนำไปเทียบเคียงกับพื้นที่ อาจพบได้ถึงความสัมพันธ์กับ ฟาร์มเพาะเลี้ยงของกลุ่มธุรกิจ

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

สืบจากรหัสพันธุกรรม “ปลากาน่า” ต้นตอมาจากไหน (1)

8.พบแพร่กระจาย ค่าความหลากหลายของแฮโพลไทป์ มีค่าค่อนข้างสูง (Hd = 0.197 - 0.782) และค่าความหลากหลายของนิวคลีโอไทด์มีค่าต่ำมาก (Pi = 0.00045 - 0.05720) อาจเป็นผลมาจากประชากรที่นำเข้ามีขนาดเล็ก และเพิ่มปริมาณอย่างมากในแต่ละรุ่น โดยเฉพาะในบางประชากรพบความหลากหลายต่ำมาก ๆ (Hd < 0.5, Pi < 0.005)

เช่น ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง ระยะห่างทางพันธุศาสตร์ของประชากรทั้งหมด มีค่าต่ำระหว่าง 0.00085 - 0.00358 แสดงให้เห็นว่า แต่ละประชากรย่อยไม่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมมากนัก

ผลการศึกษาช่วยยืนยันที่มาของการแพร่ระบาด โดยข้อมูลระยะห่างทางพันธุศาสตร์ และการจัดลำดับความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการ ชี้ให้เห็นว่า ประชากรปลาหมอสีคางดำที่แพร่ระบาดในประเทศไทยมีแหล่งที่มาร่วมกัน

อ่านข่าว :

กระทรวงเกษตรฯ เร่งคุมเข้ม 2 ปัญหาใหญ่ ปลาหมอคางดำ-นมโรงเรียน

“รมช.เกษตรฯ” ยืนยัน ไม่มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อ “ปลาหมอคางดำ”

วิกฤต "ปลาหมอคางดำ" ทำลำบาก