ในพื้นที่เขตพระราชฐานชั้นกลางของพระบรมมหาราชวัง "พระที่นั่งพิมานรัตยา" ตั้งตระหง่านเป็นพยานถึงความรุ่งโรจน์ของกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระที่นั่งองค์นี้ถูกสถาปนาขึ้นพร้อมกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในปีพุทธศักราช 2332 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระที่นั่งพิมานรัตยามีฐานะเป็น "พระวิมาน" หรือเรือนพระบรรทมส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท
กาลเวลาที่ผ่านพ้นไปได้แปรเปลี่ยนบทบาทของอาคารหลังนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สำคัญของราชสำนัก โดยเฉพาะหน้าที่ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของแผ่นดิน คือการเป็นสถานที่สำหรับประกอบ พิธีสรงน้ำพระบรมศพและพระศพเจ้านายชั้นสูง
จารีตนี้เริ่มปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างชัดเจน โดยมีเจ้านายหลายพระองค์ที่เคยผ่านห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน ณ ที่แห่งนี้ ทำเนียบเจ้านายที่เคยสรงน้ำพระศพใต้ร่มคาพระที่นั่งพิมานรัตยาประกอบด้วย สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร, สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
แม้แต่ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ก็ได้มีการประกอบพิธีสรงน้ำพระบรมศพ ณ พระที่นั่งองค์นี้ตามโบราณราชประเพณีอย่างครบถ้วนและสมพระเกียรติยศสูงสุด
จวบจนในห้วงเวลาปัจจุบัน พระที่นั่งองค์นี้ได้รับหน้าที่สำคัญอันยิ่งใหญ่อีกครั้งในการเป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา การรองรับความอาลัยครั้งล่าสุดนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าพระที่นั่งพิมานรัตยายังคงทำหน้าที่โอบกอดดวงใจของคนไทยทั้งชาติไว้ภายใต้ชายคาที่มั่นคงและเงียบสงบ
พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคาร แต่คือผู้รักษาความทรงจำที่ข้ามผ่านกาลเวลามานานกว่า 200 ปีอย่างสง่างาม
จารีตที่เปลี่ยนผ่านของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
หากพิจารณาถึงลำดับขั้นตอนของโบราณราชประเพณี หน้าที่ของพระที่นั่งพิมานรัตยาถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในพิธีพระบรมศพ เมื่อมีการเสด็จสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์ ขั้นตอนแรกที่ต้องปฏิบัติคือการสรงน้ำชำระพระบรมศพด้วยน้ำสุคนธ์และน้ำหอม จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาจะทำพิธี "สุกำ" หรือการทรงเครื่องพระบรมศพ ซึ่งประกอบด้วยการนุ่งผ้าเยียรบับปักทอง ถวายแผ่นทองคำจำหลักปิดพระพักตร์ และสวมพระมาลาสุกรำตาดทอง
กระบวนการเหล่านี้ปฏิบัติภายในพื้นที่ของพระที่นั่งพิมานรัตยา ด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความขลังและสมพระเกียรติยศสูงสุด
ตามธรรมเนียมเดิมนั้น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีสรงน้ำและทรงเครื่องที่พระที่นั่งพิมานรัตยาแล้ว จะมีการอัญเชิญพระศพลงสู่พระลองและพระโกศ เพื่อเคลื่อนย้ายผ่าน "มุขกระสัน" โถงทางเดินเชื่อมต่อขึ้นไปประดิษฐานบนพระแท่นสุวรรณเบญจดล ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
อย่างไรก็ตาม การประดิษฐานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ การปรับเปลี่ยนหน้าที่จากการเป็นเพียงสถานที่สรงน้ำมาเป็นที่ประดิษฐานพระศพเพื่อการบำเพ็ญพระราชกุศล สะท้อนให้เห็นถึงการปรับใช้พื้นที่ราชสำนักตามความเหมาะสมในยุคปัจจุบัน
ความเชื่อมโยงของหมู่พระมหาปราสาทและพระที่นั่งพิมานรัตยา
ในเชิงกายภาพและสถาปัตยกรรม พระที่นั่งพิมานรัตยาไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของหมู่พระมหาปราสาทที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ตัวอาคารเป็นทรงไทยชั้นเดียวยกพื้นสูง ก่ออิฐถือปูนทาสีขาว หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดงขอบเขียว ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนาคสะดุ้งอย่างประณีต
ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือ "มุขกระสัน" ซึ่งเป็นโถงทางเดินยาวเชื่อมต่อระหว่างมุขด้านใต้ของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเข้ากับมุขด้านเหนือของพระที่นั่งพิมานรัตยา โครงสร้างที่เชื่อมถึงกันนี้ทำให้พระที่นั่งทั้ง 2 องค์มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแยกไม่ออก
สถาปัตยกรรมของพระที่นั่งพิมานรัตยายังแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งผ่านงานศิลปกรรมชั้นสูง หน้าบันของพระที่นั่งจำหลักรูปพระพรหมประทับบนหลังหงส์เหนือบัลลังก์ แวดล้อมด้วยลายกนกก้านขดเทพนมที่แสดงถึงฐานานุศักดิ์สูงสุด ภายในห้องโถงกลางประดับด้วยเพดานเขียนลายทองดาวล้อมเดือน บานพระทวารและพระบัญชรเขียนลายรดน้ำรูปเทพยดาทรงพระขรรค์ประทับยืนบนแท่นกนกเปลว
งานศิลป์เหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำถึงคติความเชื่อเรื่อง "สมมติเทพ" ที่สะท้อนผ่านที่ประทับบรรทมของบูรพกษัตริย์
จารีตประเพณีที่มีชีวิต
การประดิษฐานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาในครั้งนี้ คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงว่า "จารีตประเพณีของไทยนั้นมีชีวิต" ประเพณีในราชสำนักไทยไม่ใช่กฎระเบียบที่แข็งตัวจนขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยและสามารถปรับเปลี่ยนขยับขยายได้ตามบริบทและความเหมาะสมของยุคสมัย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การใช้พื้นที่จากเรือนพระบรรทมสู่สถานที่สรงน้ำ และก้าวสู่ที่ประดิษฐานพระศพในปัจจุบัน แต่ความศักดิ์สิทธิ์ ความสง่างาม และความสมพระเกียรติยังคงดำรงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
พระที่นั่งพิมานรัตยาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคารเก่าแก่ที่มีไว้เพื่อรำลึกถึงอดีต แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่ พื้นที่แห่งนี้จะยังคงทำหน้าที่รักษาความทรงจำและความจงรักภักดีของพสกนิกรที่มีต่อราชวงศ์จักรีไว้สืบไปชั่วนิรันดร์
ที่มาข้อมูล : พระมหาปราสาท และ พระราชมณเฑียรสถาน ในพระบรมมหาราชวัง, งานพัฒนาข้อมูลท่องเที่ยว กองข่าวสารท่องเที่ยว, คำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ, อันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์และโบราณราชประเพณี
อ่านข่าวอื่น :
พสกนิกรทั่วสารทิศถวายความอาลัย "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ
ตัวอย่างถ้อยคำแสดงความอาลัยถวายแด่ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" ตามราชบัณฑิตยสภา
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
- พระที่นั่งพิมานรัตยา
- พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
- พระบรมมหาราชวัง
- ประวัติศาสตร์ไทย
- เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
- สถาปัตยกรรมไทย
- โบราณราชประเพณี
- รัตนโกสินทร์
- บันทึกประวัติศาสตร์
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
- เจ้าหญิงนักกฎหมาย
- ข่าววันนี้
- ข่าวล่าสุด

