วันนี้ (13 มิ.ย.2569) คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้มีมติออกหนังสือเชิญเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัติสิทธิประโยชน์ "ยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับคนข้ามเพศ" ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในวันอังคารที่ 16 มิ.ย.2569
ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายดังกล่าวเพื่อต้อนรับเทศกาลเดือนแห่งความเท่าเทียม Pride Month โดยระบุว่าได้จัดซื้อยาและพร้อมให้บริการภายในเดือน มิ.ย. นโยบายดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมและการตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เปิดเผยผ่านช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Veerapun Suvannamai ระบุว่าตนเองได้จัดเตรียมคำถามเชิงสร้างสรรค์จำนวน 10 ข้อ เพื่อซักถามเลขาธิการ สปสช. เพื่อความโปร่งใสของนโยบายและความปลอดภัยสูงสุดของผู้รับบริการ ประเด็นสำคัญประกอบด้วย
- โครงการนี้ผ่านบอร์ดและสมาคมวิชาชีพกี่ชุด ? ทำไมจึงอนุมัติได้รวดเร็วมากเมื่อเทียบกับวัคซีนเด็กที่ใช้เวลานานถึง 8 ปี
- มีผลงานวิจัยรองรับเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงของฮอร์โมนข้ามเพศอย่างละเอียดแล้วหรือยัง
- มีรายงานการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (HTA / ICER) อย่างเป็นทางการหรือไม่
- สปสช. ใช้งบศึกษาอ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นไหน ใช่ผลสำลองกลุ่มเฉพาะ 500 กว่าตัวอย่างของศิริราชหรือไม่
- มีแนวทางเวชปฏิบัติ (Guideline) ออกมาให้แพทย์หน้างานใช้ปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยแล้วหรือยัง
- การใช้แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ อย่างเดียว จะครอบคลุมการดูแลกลุ่มเด็กชาย วัยรุ่น และผู้ใหญ่ชายได้อย่างไร
- แนวทางของหน่วยงาน "Thaipath" เป็นของรัฐหรือเอกชน และจริงหรือไม่ที่สมาคมวิชาชีพแพทย์ยังไม่ยอมรับร่างนี้
- ในกรณีผู้รับบริการที่แปลงเพศแล้ว ตอนผ่าตัดต้องจ่ายเงินเอง หรือ สปสช. มีสิทธิผ่าตัดแปลงเพศให้ฟรีด้วย
- งบประมาณ 145 ล้านบาท เพียงพอจริงไหมสำหรับค่าตรวจเลือด 15 รายการ และค่ายาบล็อกฮอร์โมนในเด็กที่สูงถึงครั้งละ 8,000 บาท
- หลายประเทศในยุโรปสั่งระงับยาบล็อกฮอร์โมนในเด็กเพราะเสี่ยงต่อพัฒนาการสมอง สปสช. ได้ทบทวนหลักฐานนานาชาติเหล่านี้ก่อนอนุมัติหรือไม่
"หมอรัชริน" ถามอนุมัติงบฮอร์โมนข้ามเพศคุ้มค่าจริงหรือในวัน รพ. ขาดทุน
ขณะเดียวกัน พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก ในฐานะผู้แทนองค์กรแพทย์ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) ภาคเหนือ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสะท้อนมุมมองของแพทย์หน้างาน เน้นย้ำว่า บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ปฏิเสธการดูแลกลุ่มคนข้ามเพศ
แต่สิ่งที่กำลังตั้งคำถามคือ "ลำดับความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณประเทศ" ในสภาวะการณ์ปัจจุบันที่โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากกำลังประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง รพ. หลายแห่งมีรายรับต่ำกว่าต้นทุนการรักษาจริงเนื่องจากงบประมาณชดเชยในกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) ผู้ป่วยหนักในห้องไอซียู การผ่าตัดซับซ้อน และยามะเร็งที่มีต้นทุนสูงขึ้นนั้น ได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนสาธารณะต่ำกว่าความเป็นจริง
พญ.รัชริน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้กำหนดนโยบายพยายามบีบบังคับให้สถานพยาบาลใช้ทรัพยากรอย่างจำกัดและตัดลดการตรวจรักษาบางประเภทลงโดยอ้างว่าไม่มีความจำเป็น แต่กลับนำงบประมาณก้อนใหญ่ไปอุดหนุนสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ คำถามเรื่องความคุ้มค่าของเงินทุกบาทที่จ่ายไปจึงต้องถูกนำมาพิจารณาอย่างเท่าเทียม
หากโรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับภาระจนขาดสภาพคล่องและต้องลดจำนวนบุคลากรหรือชะลอการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ลง ในที่สุดแล้วประชาชนคนไทยทุกคนทุกสิทธิการรักษาจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาวะร้ายแรงที่สุด ดังนั้น สังคมจึงควรหันมาจับตาความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขในภาพรวมมากกว่าการมุ่งประเด็นไปที่การเพิ่มสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
อ่านข่าวอื่น :
พ่อค้าแม่ค้าประสานเสียงขอ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หลังยอดขายพุ่ง 50%
หุ้น SpaceX เข้า Nasdaq ส่ง "มัสก์" รวยทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก










