สธ.ตรวจ 6 รพ.เอกชน หลังพบข้อสงสัยแจ้งเกิดเข้าข่าย "พ่อทิพย์"

สังคม
13:19
จำนวนผู้ชม 124
Thai PBS
สธ.ตรวจ 6 รพ.เอกชน หลังพบข้อสงสัยแจ้งเกิดเข้าข่าย "พ่อทิพย์"
สธ.เร่งตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชน 6 แห่ง หลังพบข้อสงสัยการแจ้งเกิดเข้าข่าย "พ่อทิพย์" อาจนำไปสู่การได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ ย้ำยังไม่สรุปว่าโรงพยาบาลกระทำผิด แต่หากพบมีส่วนร่วมในการออกเอกสารเท็จ เตรียมดำเนินคดีและพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาต

วันนี้ (15 ก.ค.2569) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าตรวจสอบกรณี "พ่อทิพย์" หลังพบความผิดปกติในการแจ้งเกิด ซึ่งอาจมีการระบุชื่อพ่อเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจไม่ตรงกัน จนนำไปสู่การได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ขอข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าข่ายต้องสงสัยแล้ว 2 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่ง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่า การเรียกดูเวชระเบียน ไม่ได้หมายความว่า โรงพยาบาลมีความผิด แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโรงพยาบาลของรัฐเกี่ยวข้อง

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ใบรับรองการเกิดเป็นเอกสารสำคัญ ที่ใช้ประกอบการแจ้งเกิดและการขอสัญชาติไทย หากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะกรณีแม่เป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุพ่อเป็นคนไทย ทั้งที่ไม่ใช่พ่อที่แท้จริง เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล 2 แห่ง เบื้องต้นพบผู้เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 4 ราย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลกระทำความผิด เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนอีก 4 แห่ง จะเข้าตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งตรวจสอบกรณีที่แม่เป็นชาวต่างชาติและระบุพ่อเป็นคนไทย เพื่อยืนยันว่า ผู้ที่มีชื่อในใบแจ้งเกิดเป็นพ่อที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่า มีการแจ้งข้อมูลเท็จ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกถอนสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สบส.อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการป้องกันช่องโหว่ในการออกใบแจ้งเกิด โดยอาจเพิ่มการตรวจสอบหลักฐานของผู้ที่อ้างเป็นพ่อ เช่น การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ก่อนบันทึกข้อมูลลงในเอกสาร เพื่อป้องกันการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่น

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหรือสถานพยาบาลรู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารอันเป็นเท็จ อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบกิจการหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีส่วนร่วมในการกระทำผิด อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมายได้ โดยขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียด

อ่านข่าว :

ดีเดย์ 15 ก.ค.เปิดให้ตรวจประวัติอาชญากรรมออนไลน์ - เช็กขั้นตอน

วิปวุฒิฯ โต้ "พริษฐ์" จี้ กกต.สอบที่มาหลักฐานในเวทีเสวนาครบรอบ 2 ปีเลือก สว.

"อุดม สิทธิวิรัชธรรม" นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่