วันนี้ (4 ส.ค.2569) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากได้รับทราบรายงานผลประกอบการและกำไรอันมหาศาล ของบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันระดับโลก โดยทรัมป์ ระบุว่า บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เหล่านี้ มีรายได้เพิ่มขึ้นในระดับที่ "มากเกินไป" ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งกับอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน
ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องอย่างตรงไปตรงมา ให้บริษัทน้ำมันเหล่านี้ เช่น เชฟรอน และ เอ็กซอน โมบิล ให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งพิจารณานำผลกำไรบางส่วนคืนกลับสู่สาธารณชน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและช่วยเหลือประชาชน ที่กำลังได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำมันแพงในปัจจุบัน
"เชฟรอน" โตเกือบ 400% - "เอ็กซอน" ฟันเฉียด 5 แสนล้าน
ความเคลื่อนไหวและท่าทีตึงเครียดจากผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากบริษัทน้ำมันชั้นนำของอเมริกาอย่าง เชฟรอน และ เอ็กซอน โมบิล เปิดเผยรายงานผลการดำเนินงานและผลกำไรในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจ
โดยทาง เชฟรอน รายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 400,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการพุ่งสูงขึ้นเกือบร้อยละ 400 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นมีกำไรอยู่ที่ราว 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ขณะที่ เอ็กซอน โมบิล ก็มีผลประกอบการที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยโชว์ผลกำไรไตรมาสที่ 2 รวมสูงถึง 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 480,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดกำไรที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ปัจจัยหลักที่ดันให้ตัวเลขผลกำไรพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ มาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทุขึ้นของสงครามกับอิหร่าน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พิษสงครามดันกำไรกระจายทั่วโลก
ไม่เพียงแต่บริษัทน้ำมันในฝั่งสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้ แต่บริษัทพลังงานข้ามชาติยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอื่น ต่างก็รายงานผลกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสอดคล้องกันทั่วโลก
ทางด้าน บีพี (BP) บริษัทน้ำมันสัญชาติอังกฤษ เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ด้วยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากระดับ 1,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีก่อนหน้า ขึ้นมาแตะระดับ 3,910 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในส่วนของ อารามโก (Aramco) ยักษ์ใหญ่พลังงานแห่งรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย รายงานว่า กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบในกระบวนการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ว่าอารามโกจะต้องเผชิญกับอุปสรรค และผลกระทบอย่างหนักจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ซึ่งสร้างความยากลำบากต่อการขนส่งเชื้อเพลิงและลำเลียงทางเรือในภูมิภาคดังกล่าวก็ตาม
อ่านข่าว :
ลอบวางระเบิดรถยนต์เจ้าหน้าที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เบื้องต้นไร้เจ็บ
เช็กขั้นตอน-แนวปฏิบัติ พาคนไทยกลับบ้าน กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ
