วันนี้ (6 ส.ค.2569) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงกรณีที่มีการตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลของประชาชนบนเว็บไซต์และดาร์กเว็บ ซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลยานพาหนะได้ โดยระบุว่า หลังจากได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงคมนาคมประสานงานร่วมกับตำรวจไซเบอร์ และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สถช.) เพื่อเข้าตรวจสอบระบบของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ทันที
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หลุดรั่วจากการถูกแฮ็กระบบฐานข้อมูลหลักของกรมการขนส่งทางบกแต่อย่างใด เนื่องจากข้อมูลและไฟล์รูปภาพที่ปรากฏภายนอกมีความแตกต่างจากฐานข้อมูลต้นฉบับที่เก็บรักษาไว้ภายในกรมฯ
คาดเชื่อมโยง API หน่วยงานภายนอก สาเหตุข้อมูลรั่ว
รมช.คมนาคม อธิบายเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกมีการอนุญาตให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ รวม 63 หน่วยงาน เข้ามาเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เฟซโปรแกรมประยุกต์ หรือ API (Application Programming Interface)
เพื่อดึงข้อมูลไปใช้ในภารกิจอำนวยความสะดวก และรักษาความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน เช่น การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เพื่อทำใบขับขี่สาธารณะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือการตรวจสอบยานพาหนะต้องสงสัยตามด่านชายแดน ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อท่อส่งข้อมูลระหว่างกัน เพื่อลดขั้นตอนการขอเอกสารกระดาษ ที่ในอดีตเคยใช้เวลานานถึง 45 วัน ให้เหลือเพียง 1 วัน
อย่างไรก็ตาม การหลุดรั่วของข้อมูลในครั้งนี้ เกิดจากการที่มีผู้ใช้นำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่ได้รับสิทธิ์เชื่อมต่อ API ไปใช้ดึงข้อมูลออกไป ซึ่งอาจเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ถูกแฮ็กบัญชีส่วนตัวอีกทอดหนึ่ง หรือการปล่อยปละละเลยไม่ยกเลิกสิทธิ์ของพนักงานที่ย้ายตำแหน่งหรือลาออกไปแล้ว
พบ 3 ช่องทางดึงข้อมูลผิดปกติ สั่งปิดเชื่อมต่อ API ทันที
จากการตรวจสอบปริมาณการรับส่งข้อมูลผ่านท่อ API ทั้งหมด กรมการขนส่งทางบกตรวจพบการค้นหาข้อมูลที่มากผิดปกติใน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
- สำนักงานเทศกิจเขตบางกอกน้อย มีการค้นหาข้อมูลยานพาหนะสูงถึงประมาณ 7,000 กว่าครั้ง
- ค่ายสุรสีห์ (กองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี) ซึ่งเป็นพื้นที่ด่านชายแดน มีการดึงข้อมูลจำนวนหลายพันรายการในช่วงเวลาสั้น ๆ
- การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณการดึงข้อมูลออกไปมากกว่าปกติ
เมื่อพบความผิดปกติดังกล่าว กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการปิดการเชื่อมต่อ IP Address และระงับสัญญาณ API ในส่วนของหน่วยงานดังกล่าวทันที พร้อมทั้งส่งมอบพยานหลักฐานและข้อมูลการใช้งานทั้งหมดให้แก่ตำรวจไซเบอร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
เร่งสกัดดาร์กเว็บ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์
ในส่วนของการบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ที่นำข้อมูลไปเปิดเผย สำนักงานไซเบอร์แห่งชาติ ประสานปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวในประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าผู้ใช้บางกลุ่มยังอาจเข้าถึงได้ผ่านการใช้ VPN มุด IP มาจากต่างประเทศ หรือการซื้อขายข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Discord ในกลุ่มดาร์กเว็บ ซึ่งปัจจุบันช่องทางขายดังกล่าวได้ถูกปิดไปแล้ว
ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ดำเนินมาตรการยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วยการสั่งรีเซ็ตรหัสผ่านของผู้ใช้งานระบบ API ทั้งหมด จัดทำมาตรการหน่วงเวลาและระบบยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันบอตดึงข้อมูลอัตโนมัติ รวมทั้งแจ้งไปยังทุกหน่วยงานที่เชื่อมต่อ API ให้ยืนยันหมายเลข IP ที่จะเข้าใช้งาน หากไม่มีการยืนยันจะถูกบล็อกการเข้าถึงทันที
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม แจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งมาตรการตามมาตรา 6 (การนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ) และมาตรา 7 (การเผยแพร่ข้อมูล)
ยืนยันไม่เสี่ยงถูกสวมรอยทำธุรกรรม
นายสิริพงศ์ กล่าวให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่า สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลผ่าน API ของกรมการขนส่งทางบกเป็นระบบอ่านอย่างเดียว (Read-only) ไม่สามารถเข้าไปแก้ไข ดัดแปลง หรือโยกย้ายเปลี่ยนแปลงข้อมูลทะเบียนรถใด ๆ ในระบบได้
และข้อมูลที่รั่วไหลออกไปเป็นเพียงข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลพื้นฐานทั่วไป เช่นเดียวกับข้อมูลทรัพย์สินที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ใช่ข้อมูลลับเชิงลึกหรือรหัสผ่านทางการเงิน จึงไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมทางกฎหมาย หรือทางการเงินแทนเจ้าของรถได้
พร้อมกันนี้ ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพ ที่อาจฉวยโอกาสส่ง SMS แอบอ้างเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เช่น M-Flow หรือใบสั่งจราจร แล้วแนบลิงก์ให้กดชำระเงิน โดยยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก ไม่มีนโยบายส่ง SMS พร้อมลิงก์ไปหาประชาชนทางโทรศัพท์ การแจ้งเตือนค่าปรับจะดำเนินการผ่านเอกสารทางไปรษณีย์เท่านั้น
อ่านข่าว :
โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2 ตั้งแต่ 25 ส.ค.
เปลือย "ข้อมูล" นายกฯ แล้ว ปชช.จะรอดหรือ?
รู้ตัวชัด "เสือโคร่งลูกแม่อภิญญา" ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้งเสียชีวิต









