วันนี้ (8 ก.ย.2569) CNN รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงยืนยันผ่านหนังสือแจ้งจากราชสำนัก เพื่อสร้างความชัดเจนต่อทุกภาคส่วนว่า เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ ยังคงมีสถานะเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ (Non-working royals) และจะไม่มีการปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนขององค์พระประมุขหรือสถาบันกษัตริย์อีกต่อไป
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการตัดสินใจย้ายถิ่นพำนักกลับสู่สหราชอาณาจักรพร้อมด้วยเจ้าชายอาร์ชี พระชันษา 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบต พระชันษา 5 ปี หลังจากใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนานถึง 6 ปี
หนังสือแจ้งจากราชสำนักดังกล่าวออกโดย ลอร์ด แชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain) เจ้ากรมสมุหราชองครักษ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชบริพารระดับสูงสุดของสำนักพระราชวังอังกฤษ และได้จัดส่งไปยังสมาชิกระดับสูงของรัฐบาลอังกฤษ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงทีมงานของดยุกแห่งซัสเซกส์
ในหนังสือระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่เดือน ม.ค.2563 แล้วว่า ดยุกและดัชเชสได้ตัดสินใจยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของพระประมุข และไม่ได้เป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป ซึ่งจุดยืนดังกล่าวจะยังคงได้รับการเคารพและยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ สำนักพระราชวังยังได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติตัวไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า การดำเนินกิจกรรมและการทำงานด้านการกุศลทั้งหมดของทั้ง 2 พระองค์หลังจากนี้ ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ดำเนินการในฐานะเอกชน ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับพลเมืองทั่วไปที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจและกิจกรรมการกุศลส่วนตัว
ดังนั้น การติดต่อประสานงาน เอกสารทางราชการ หรือคำถามด้านการบริหารจัดการทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 พระองค์ จะต้องส่งตรงไปยังสำนักงานส่วนตัวของทั้งคู่ ซึ่งจะยังคงบริหารจัดการแยกส่วนอย่างเด็ดขาดจากสำนักพระราชวัง การออกหนังสือชี้แจงในครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อป้องกันความสับสน ในช่วงที่ราชสำนักกำลังเริ่มต้นวางตารางและปฏิทินพระกรณียกิจรอบใหม่
คิงชาร์ลส์ย้ำชัด! เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน คืนถิ่นอังกฤษในฐานะพลเรือน
สื่อวิเคราะห์ 5 ปมสำคัญเบื้องหลังย้ายกลับอังกฤษ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวอาวุโสจาก CNN ลอเรน ซาอิด-มัวร์เฮาส์ (Lauren Said-Moorhouse) และ แม็กซ์ ฟอสเตอร์ (Max Foster) ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงประเด็นคำถามสำคัญ 5 ข้อ ที่สังคมอังกฤษกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจกลับประเทศอย่างกะทันหันของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์
1.ทำไมถึงตัดสินใจย้ายกลับในช่วงเวลานี้ ?
แม้การย้ายถิ่นฐานจะดูเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นักวิเคราะห์มองว่าทั้งคู่น่าจะผ่านการไตร่ตรองมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีปัจจัยสำคัญคือเรื่องการศึกษาของพระโอรสและพระธิดา เนื่องจากปีการศึกษาของโรงเรียนในอังกฤษเริ่มต้นในช่วงต้นเดือน ก.ย. ทั้ง 2 พระองค์จึงต้องการให้ลูก ๆ ได้เข้าเรียนและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่โดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ การที่ทั้งคู่ได้นำครอบครัวเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ พระตำหนักไฮโกรฟ เมื่อเดือน ก.ค.2568 ซึ่งถือเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบ 4 ปีระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับพระราชนัดดาทั้ง 2 พระองค์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางความรู้สึก
แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ครอบครัวซัสเซกส์มีความสุขและประทับใจอย่างมากกับการเดินทางมาเยือนอังกฤษในครั้งนั้น รวมถึงการได้เดินทางไปเยือนคฤหาสน์อัลธอร์ป ซึ่งเป็นสถานที่ฝังพระศพของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
2.ปัญหาเรื่องการอารักขาความปลอดภัย
ประเด็นเรื่องการจัดสรรงบประมาณอารักขาความปลอดภัยซึ่งมาจากภาษีประชาชน ยังคงเป็นข้อพิพาทเรื้อรัง นับตั้งแต่คณะกรรมการบริหารและประสานงานความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ปรับลดระดับการคุ้มครองเจ้าชายแฮร์รีลง หลังปรับบทบาทราชวงศ์ แม้เจ้าชายแฮร์รีเคยระบุผ่านสื่อว่าไม่สามารถพาครอบครัวกลับมาอังกฤษได้หากไม่มีความปลอดภัยที่เพียงพอ และเคยพ่ายแพ้ในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษมาแล้วก็ตาม
แต่การกลับมาในครั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนอย่างเป็นทางการว่า ทั้ง 2 ฝ่ายได้ข้อตกลงเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างไร หรือฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายในการคุ้มครอง
คิงชาร์ลส์ย้ำชัด! เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน คืนถิ่นอังกฤษในฐานะพลเรือน
3.โอกาสในการประสานรอยร้าวภายในราชวงศ์
ความสัมพันธ์ระหว่างดยุกและดัชเชสกับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองมอนเตซิโต รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงการให้สัมภาษณ์พิเศษ การเปิดตัวสารคดี และการตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำ
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รีกับพระบิดาจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการติดต่อพูดคุยกันบ่อยครั้งขึ้นหลังทราบข่าวการประชวรด้วยโรคมะเร็งของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แต่ความสัมพันธ์กับเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา ยังคงเหินห่างอย่างมากและไม่มีการแสดงความคิดเห็นใด ๆ จากฝั่งเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์
ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่าวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาในปี 2570 อาจเป็นโอกาสที่ทั้ง 2 พระองค์จะหันหน้าเข้าหากันได้หรือไม่
4.สถานที่พำนักแห่งใหม่นอกกรุงลอนดอน
ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันเบื้องต้นคือ ที่พักอาศัยแห่งใหม่จะไม่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน แต่จะเป็นบ้านพักส่วนบุคคลในแถบชนบทที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยสูง โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ของตระกูลสเปนเซอร์ในมณฑลนอร์แทมป์ตันเชียร์ หรือบริเวณแถบคอตส์โวลส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นส่วนตัว และอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนสนิทที่มีครอบครัวเช่นเดียวกัน
5.บทบาท ภารกิจ และทิศทางการทำงานในอนาคต
สำนักพระราชวังได้ปฏิเสธแนวคิดการทำงานแบบ "กึ่งหนึ่งในราชวงศ์และกึ่งหนึ่งนอกราชวงศ์" (Half in, half out) ไว้อย่างชัดเจนมาโดยตลอด ดังนั้น ทั้ง 2 พระองค์จึงไม่สามารถกลับมารับหน้าที่เป็นตัวแทนราชสำนักได้อีก โดยภารกิจหลังจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่โครงการส่วนตัว เช่น มูลนิธิ WellChild การเตรียมจัดงานแข่งขันกีฬาอินวิกตัส เกมส์ (Invictus Games) ที่เมืองเบอร์มิงแฮมในปีหน้า และการขยายธุรกิจแบรนด์ไลฟ์สไตล์ As Ever ของเมแกน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ราชสำนักต้องพิจารณาต่อไปคือ การประสานงานไม่ให้กิจกรรมของทั้ง 2 ฝ่าย จัดขึ้นชนกันจนแย่งพื้นที่ความสนใจของสาธารณชน รวมถึงการพิจารณาว่าจะเชิญครอบครัวซัสเซกส์เข้าร่วมงานประเพณีส่วนตัวของครอบครัว เช่น เทศกาลคริสต์มาสหรืออีสเตอร์หรือไม่ เนื่องจากเจ้าชายแฮร์รียังคงอยู่ในลำดับที่ 5 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ
อ่านข่าว :
"รุทธพล" ตอบไม่ชัดโยก "อธิบดี DSI" โยนปลัดยุติธรรมพิจารณาผลงาน
คพ.เคลียร์น้ำเสีย-ตะกอนน้ำมัน ดาตาเซนเตอร์ พระราม 9 ค่าก๊าซพิษเป็นศูนย์
สนามบินอินโดฯ ทยอยเปิด หลังภูเขาไฟปะทุกระทบผู้โดยสารกว่า 3.4 แสนคน
