เปิด 3 เคสถูกจับลอบขนกัญชาไปอินเดีย จากทริปเที่ยว-รับจ้างหิ้ว สู่ฝันร้ายในต่างแดน

อาชญากรรม
16:28
จำนวนผู้ชม 2
Thai PBS
เปิด 3 เคสถูกจับลอบขนกัญชาไปอินเดีย จากทริปเที่ยว-รับจ้างหิ้ว สู่ฝันร้ายในต่างแดน

คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อินเดียควบคุมตัวคนไทย 6 คน ทันทีที่เดินทางถึงสนามบิน หลังตรวจพบกัญชาไฮโดรโปนิกส์น้ำหนักรวมเกือบ 20 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ขณะที่ผู้เสียหายทั้งหมดยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อนว่าถูกใช้เป็นพาหะลำเลียงยาเสพติด โดยเชื่อว่าตนเองกำลังเดินทางไปท่องเที่ยวและไหว้พระฟรีตามคำชักชวน

จากการตรวจสอบของญาติผู้เสียหาย พบว่าจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มาจากบุคคลที่รู้จักในวงสังคมเดียวกัน ซึ่งสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจกับครอบครัวผู้เสียหายมาระยะหนึ่ง ก่อนชักชวนกลุ่มเป้าหมายรวม 6 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เดินทางไปอินเดียแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นทริประยะสั้น 3 วัน โดยอ้างว่ามีญาติที่แต่งงานกับชาวอินเดียรับเป็นผู้จัดการเรื่องเอกสาร ตั๋วเครื่องบิน และที่พักให้ทั้งหมด

ก่อนวันเดินทาง 1 วัน กลุ่มผู้เสียหายเข้าพักที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตามที่ผู้ชักชวนจัดเตรียมไว้ ระหว่างนั้นมีชายชาวอินเดียเดินทางมาขอเปลี่ยนกระเป๋าเดินทางให้กับผู้เสียหายทั้ง 6 คน โดยอ้างว่าเป็นระเบียบของธุรกิจรับหิ้วสินค้าแบรนด์เนม ทั้งที่ผู้ชักชวนเองกลับไม่ได้ใช้กระเป๋าลักษณะเดียวกันเดินทางไปด้วย ซึ่งภายหลังพบว่ากระเป๋าดังกล่าวคือจุดซุกซ่อนยาเสพติด

เมื่อเดินทางถึงอินเดีย เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้เสียหายทั้งหมดในทันที ลักษณะการจับกุมที่รวดเร็วทำให้มีข้อสังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวอาจถูกเฝ้าติดตามไว้ล่วงหน้า ขณะที่ผู้ชักชวนหลบหนีกลับประเทศไทยได้สำเร็จ และในระยะแรกเคยให้คำมั่นกับครอบครัวผู้เสียหายว่าจะช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว ก่อนไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ตามที่รับปาก ทำให้ครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการเอง

ปัจจุบันผู้เสียหายทั้ง 6 คนถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยพนักงานสอบสวนอินเดียคำนวณน้ำหนักของกลางรวมโดยไม่แยกเป็นรายบุคคล ทำให้ทุกคนต้องเผชิญอัตราโทษเดียวกันคือจำคุกขั้นต่ำ 10 ปี สูงสุด 20 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนยื่นขอประกันตัว

ญาติผู้เสียหายระบุว่าสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำเป็นไปอย่างยากลำบาก ขาดแคลนอาหารประเภทเนื้อสัตว์และบางช่วงขาดแคลนน้ำใช้ ขณะที่ทีมทนายความต้องเผชิญอุปสรรคในการสร้างความน่าเชื่อถือต่อศาล เนื่องจากผู้เสียหายเดินทางไปพร้อมกันถึง 6 คนในคราวเดียว

หิ้วของแลกเงินสู่คุก 4 เดือนในอินเดีย สถานทูตช่วยได้จำกัด

คดีที่สองที่ถูกดำเนินคดีลักลอบขนยาเสพติด เปิดเผยช่องโหว่ที่ซ้ำรอยเดิม เมื่อผู้เสียหายชาวไทยรายหนึ่งซึ่งกำลังตกงานและต้องการเงินด่วน ตอบรับงาน "หิ้วของ" ไปอินเดียเป็นครั้งที่สอง หลังการเดินทางครั้งแรกไม่พบความผิดปกติจึงเกิดความไว้ใจ ก่อนพบว่าสิ่งของที่รับจ้างขนคือกัญชาไฮโดรโปนิกส์น้ำหนัก 4.8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกล่องมะม่วง และถูกจับกุมทันทีที่สนามบินมุมไบ

ผู้เสียหายรับงานหิ้วของแลกค่าจ้าง 10,000 บาท โดยได้รับการชักชวนจากคนใกล้ชิด ก่อนเดินทางจึงทราบว่าสิ่งของที่รับฝากมาคือยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่ในสินค้าทั่วไปลักษณะของฝาก เมื่อเดินทางถึงสนามบินมุมไบ เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวได้ในทันที ลักษณะการจับกุมที่รวดเร็วทำให้มีข้อสังเกตว่าฝ่ายอินเดียอาจได้รับแจ้งข้อมูลล่วงหน้าจากแหล่งข่าวฝั่งไทยมาก่อน

หลังถูกจับกุม ผู้เสียหายถูกคุมขังนานหลายเดือนก่อนได้รับการประกันตัว โดยมีรายงานว่าทนายความที่เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีได้ยึดทรัพย์สินส่วนตัวไปทั้งโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเงินประกันตัวและค่าทนายตกอยู่ที่ราว 150,000 บาท ซึ่งครอบครัวต้องกู้ยืมเงินมาทั้งหมด

ด้านผู้ว่าจ้างในประเทศไทยเสนอเงินชดใช้เพียง 50,000 บาทในช่วงแรก ก่อนตัดขาดการติดต่อทั้งหมด และยังข่มขู่จะแจ้งความกลับในข้อหาบุกรุก หากครอบครัวยังคงติดตามทวงถามความรับผิดชอบ ส่วนคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ชักชวนให้รับงานนี้ตั้งแต่แรก แม้ช่วยประสานหาทนายความให้ในระยะเริ่มต้น แต่ต่อมาก็ตัดการติดต่อไปเช่นกัน

ประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมคือบทบาทของสถานทูตไทยในอินเดีย ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับ ระบุว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมได้มากนัก โดยให้เหตุผลว่ามีคดีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรายงานกรณีอื่นที่สถานทูตเคยแนะนำทนายความชาวอินเดียให้กับคนไทยรายหนึ่ง แต่ทนายรายดังกล่าวรับเงินไปแล้วไม่ดำเนินการใด ๆ และติดต่อไม่ได้นานถึง 8 เดือน

แม้ได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว แต่ผู้เสียหายยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เนื่องจากหนังสือเดินทางถูกยึดไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคดี ทำให้ไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินหรือเข้าพักโรงแรมได้ตามปกติ ต้องเหมารถแท็กซี่เดินทางข้ามเมืองนานถึง 26 ชั่วโมง เพื่อไปพักอาศัยกับกลุ่มคนไทยในเมืองอื่น และดำรงชีวิตด้วยเงินสดติดตัวเพียงประมาณ 5,000 บาท

ผู้ให้ข้อมูลระบุว่า การใช้ชีวิตในอินเดียสำหรับคนไทยที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องเผชิญกับการหลอกลวงที่พบได้แม้แต่ในกระบวนการที่ควรจะน่าเชื่อถือ การหาทนายความที่ไว้ใจได้และทำงานจริงเป็นเรื่องยาก ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยต้องเปลี่ยนทนายหลายครั้งและสูญเสียเงินไปกับกระบวนการนี้เป็นจำนวนมาก บางกรณีสูงถึงหลักล้านบาท

ช่างภาพไทยติดค้างในอินเดีย 3 ปี หลังถูกหลอกหิ้วเสื้อผ้าที่แท้ยาเสพติด

คดีที่สาม สะท้อนผลกระทบระยะยาวของการหลอกลวงให้หิ้วของข้ามประเทศ คือกรณีของช่างภาพชาวไทยวัย 30 กว่าปี ซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นนักเดินทางแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ต้องติดค้างอยู่ในอินเดียมานานกว่า 3 ปี หลังถูกจับกุมที่เมืองอัห์มดาบาด พร้อมยาเสพติดน้ำหนัก 6.5 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนมากับ "เสื้อผ้า" ซึ่งเขารับฝากไปให้บุคคลอื่นโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

ตามข้อมูลที่ได้รับ ผู้เสียหายประกาศแผนการเดินทางไปอินเดียเพื่อถ่ายภาพต่อสาธารณะ ก่อนมีผู้ติดต่อขอฝากเสื้อผ้าไปให้บุคคลอื่นที่ปลายทาง โดยอ้างว่าเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป จุดที่ทำให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบทันคือ สิ่งของดังกล่าวถูกนำมาส่งมอบในช่วง 10 นาทีสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง ห่อเป็นถุงผ้ายัดม้วนแน่น จึงไม่มีเวลาเปิดดูอย่างละเอียด

เมื่อเดินทางถึงเมืองอัห์มดาบาด เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวทันที พร้อมตรวจพบยาเสพติดน้ำหนัก 6.5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าที่รับฝากมา ลักษณะเช่นนี้สอดคล้องกับรูปแบบที่พบซ้ำในหลายคดี คือการอาศัยช่วงเวลากระชั้นชิดก่อนขึ้นเครื่องเป็นจังหวะส่งมอบสิ่งของ เพื่อไม่ให้ผู้รับฝากมีเวลาตรวจสอบหรือปฏิเสธได้ทัน

หลังถูกจับกุม ผู้เสียหายถูกคุมขังนาน 6 เดือน ก่อนได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ เนื่องจากไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวใด ๆ ต้องเดินทางไปรายงานตัวตามกำหนดทุกเดือนต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี โดยมีรายงานว่าค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและการดำรงชีวิตตลอดช่วงเวลานี้สูงถึงกว่าหนึ่งล้านบาท

ติดตามเรื่องราวของผู้เสียหายจาก 3 คดีคนไทยโดนหลอกให้ขนกัญชาไปอินเดีย ในรายการ “สถานีประชาชน” วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 14.05 น. เป็นต้นไป ทาง ไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และทาง Social Media : Thai PBS News , Thai PBS

อ่านข่าว

ไทย พ่าย ออสเตรเลีย ยุติเส้นทางศึกชิงแชมป์เอเชีย ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

สมาคมร้านขายยาห่วงขยาย "Telepharmacy" เปิดการแข่งขันรูปแบบใหม่ กระทบร้านยาชุมชน

อย.ยัน "น้ำดื่มขวด PET" ปลอดภัย ไร้สารก่อมะเร็ง BPA เป็นส่วนผสม