วันนี้ (29 ก.ย.2569) เวลา 17.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ราชบุรีและสมุทรสงคราม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กรณีเขื่อนวชิราลงกรณ รับปริมาณน้ำจากฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำในเขื่อนมากกว่าร้อยละ 90 ของความจุ และจำเป็นต้องระบายน้ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่น้ำในแม่น้ำแควใหญ่ยังมีปริมาณมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งไหลรวมกันลงแม่น้ำแม่กลองเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้เขื่อนแม่กลอง ต้องระบายน้ำ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองท้ายเขื่อนมีระดับน้ำสูงขึ้นจากปัจจุบัน 1-1.5 เมตร
ทั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จึงต้องกางแผนเผชิญเหตุมาปฏิบัติจริง และย้ำการแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในเส้นทางน้ำผ่าน ให้ทราบข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถอพยพได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ก่อนที่มวลน้ำจะมาถึง
3 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำ
ด้าน น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณ ปล่อยน้ำในปริมาณ 30 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา และจะเพิ่มปริมาณการปล่อยเป็น 42 ล้าน ลบ.ม. จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเฉพาะแม่น้ำแควน้อยที่มีปริมาณน้ำมากอยู่แล้ว จากลำห้วยสาขาและน้ำป่าที่ไหลหลากลงมาจากภูเขา เมื่อรวมกับปริมาณน้ำในเขื่อนที่เกือบเต็มความจุ จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำออก
ปริมาณน้ำนี้จะส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำแควน้อยสูงขึ้น คาดว่าจะไหลไปถึงตัวเมืองในวันที่ 30 ก.ย. ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ จ.ราชบุรี
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม จ.กาญจนบุรี ขยายเป็นวงกว้างใน 5 อำเภอฝั่งตะวันตก ได้แก่ อ.ไทรโยค ด่านมะขามเตี้ย เมืองกาญจนบุรี ท่าม่วง และท่ามะกา รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันออก ได้แก่ อ.บ่อพลอย หนองปรือ ห้วยกระเจา และพนมทวน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นอ่างเก็บน้ำเข้าท่วมเต็มพื้นที่
จังหวัดได้เตรียมความพร้อมเรื่องศูนย์พักพิง โรงครัว อาหาร และประสานความร่วมมือกับทหาร เพื่อลำเลียงผู้คนและขนย้ายสิ่งของ โดยเฉพาะในชุมชนเขตเมืองที่มีมวลน้ำท่วมมิด และมีการเคลื่อนย้ายประชาชนบางส่วนไปศูนย์พักพิงแล้ว
มท.สั่งผู้ว่าฯ กาญจนบุรี-ราชบุรี-สมุทรสงคราม ใช้แผนเผชิญเหตุรับมวลน้ำ
ขณะที่นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า จ.สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ปลายน้ำที่รับมวลน้ำต่อจาก จ.ราชบุรี มีพื้นที่รับน้ำใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.บางคนที อัมพวา และเมืองสมุทรสงคราม ก่อนไหลออกสู่อ่าวไทย โดยพื้นที่นี้มักประสบปัญหาน้ำท่วมสูงในช่วงปลายปีต่อเนื่องต้นปี เนื่องจากมวลน้ำจากตอนบนไหลมาปะทะกับภาวะน้ำทะเลหนุน
จ.สมุทรสงคราม ได้เตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์พักพิงครบทุกตำบล รวมถึงเตรียมเรือพาย เรือยนต์และรถยนต์ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่มีการระบุเป้าหมายไว้ชัดเจน พร้อมเตรียมอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคไว้รองรับ นอกจากนี้ยังประสานงานกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกองทัพเรือ เพื่อเตรียมนำเรือมาช่วยผลักดันน้ำออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด
ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำในพื้นที่ยังอยู่ในระดับปกติ แต่อย่างไรก็ตามได้ส่งข้อความแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมอพยพแล้ว
ด้านนายณัฐวุฒิ เบ็ญจสุรัตน์วงศ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า จ.ราชบุรี ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัย Cell Boardcast ใน 7 อำเภอที่ติดริมแม่น้ำแม่กลองและลำคลองสาขา ได้แก่ อ.เมืองราชบุรี บ้านโป่ง โพธาราม บางแพ ดำเนินสะดวก ปากท่อ และวัดเพลง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนายอำเภอ จัดเตรียมศูนย์พักพิงในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนกลุ่มเปราะบาง เด็ก สตรีและผู้สูงอายุ เข้ามาพักอาศัยบ้างแล้ว
นอกจากนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ อุดช่องระบายน้ำ และตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยทหาร มูลนิธิ และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสนับสนุนเครื่องจักรกลและเรือท้องแบน
กำหนดตัวชี้วัด "เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง-ยานพาหน" ก่อนน้ำมาถึง
ขณะที่นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอให้ทั้ง 3 จังหวัดนำแผนเผชิญเหตุมาใช้จริงร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป โดยคำนวณระยะเวลาที่มวลน้ำจะมาถึงแต่ละชุมชนและประสานข้อมูลให้ตรงกัน พร้อมกำหนด 2 ตัวชี้วัดความสำเร็จ คือ 1.ต้องเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและเด็ก ไปพื้นที่ปลอดภัยก่อนที่น้ำจะมาถึง โดยต้องไม่มีผู้ป่วยติดเตียงตกค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม และ2.ต้องเคลื่อนย้ายรถยนต์และยานพาหนะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด โดยไม่ให้มีภาพรถยนต์จมน้ำท่วมอยู่บนถนน
รวมทั้งทบทวนความพร้อมของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ศาลากลางจังหวัด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จะต้องมีแผนสำรองย้ายสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะสุญญากาศในการบัญชาการ นอกจากนี้ต้องเตรียมความพร้อมด้านอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน 3 มื้อ สำหรับประชาชนที่อพยพ เพราะในระยะแรกของการหนีน้ำ ประชาชนยังไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ การแจกถุงยังชีพจึงควรเป็นเรื่องที่ดำเนินการในลำดับต่อมา
ส่วนนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ย้ำถึงการเยียวยา โดยให้จังหวัดเร่งเตรียมการเยียวยาประชาชน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถเบิกจ่ายเงินทดรองราชการในอำนาจได้ทันที และหากวงเงินไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางพร้อมที่จะอนุมัติขยายวงเงินเพิ่มเติมให้โดยเร็ว สำหรับเงินเพิ่มตามมติคณะรัฐมนตรี ขอให้สำรวจและจัดการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อเสนอมายัง ปภ.
อ่านข่าว
ด่วน กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนแม่กลอง เตือนพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัด
"เขื่อนวชิราลงกรณ" เพิ่มระบายน้ำ 29 ก.ย.-4 ต.ค.เตือน ปชช.ริมแม่น้ำแควน้อยเฝ้าระวัง
