เมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NARIT ได้เปิดนิทรรศการโซนใหม่ "โบราณดาราศาสตร์"(Archaeoastronomy) ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี และมีนายศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ และผู้สนใจเข้าร่วมงาน
นายศิวะ กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างดวงดาวและประวัติศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องกันโดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่ที่มีอายุ 730 ปี ปัจจุบันกำลังอยู่ขั้นตอนสุดท้ายการขึ้นทะเบียนมรดกโลก คนโบราณใช้ศาสตร์ดวงดาวสร้างเมือง และเชื่อมโยงความเชื่อของเมือง เช่น ประตูช้างเผือกประตูเมืองที่สำคัญที่สุดของเมือง หรือ เจดีย์ วัด ศาสนสถาน ล้วนกำหนดของคนรุ่นก่อนจะมาเป็นเชียงใหม่ปัจจุบัน
ศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
นายศรัณย์ กล่าวว่า นิทรรศการโบราณดาราศาสตร์ ได้ออกแบบเนื้อหาให้ผู้เข้าชมชวนให้คิดวิเคราะห์ และนำมาสู่การตั้งคำถาม มองเห็นถึงความเชื่อมโยงด้านดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ โดยมองด้านดาราศาสตร์ในมุมที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับ วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ ฯลฯ
ศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์
ส่วนห้องจัดแสดงแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
ส่วนแรก : ประวัติศาสตร์การศึกษาโบราณดาราศาสตร์
นิทรรศการ บอกเล่าถึงที่มาของการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ จากงานศึกษาของ รศ.สมัย ยอดอินทร์ และต่อยอด ดร.เชิดศักดิ์ แซ่ลี่ และ อ.อรพิน ริยาพร้าว พร้อมกับนำเสนอ พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) ผู้ซึ่งได้รับการยกย่อง "พระบิดาแห่งดาราศาสตร์ไทย"
ห้องที่สอง : นิทรรศการการศึกษาดาราศาสตร์ของโลก
ห้องที่สาม : นิทรรศการวางทิศของโบราณสถานสำคัญในไทย เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และ สโตนแฮนจ์ ประเทศอังกฤษ
รายละเอียดนิทรรศการ ได้จำลองโบราณสถานจัดแสดงร่วมกับสื่อ Interactive ให้ผู้เข้าชมได้ทดลองสังเกตและเรียนรู้แนวทาง การวางแนวของโบราณว่ามีความสัมพันธ์กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงดาว หรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอย่างไร
อ.อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์
อ.อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่านิทรรศการที่เกิดขึ้นนำมาจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในต่างประเทศ ซึ่งการจัดนิทรรศการผู้วิจัยอยากนำเสนอให้กับคนไทยและผู้สนใจ ได้รู้ถึงภูมิปัญญาชั้นสูงของบรรพชน โดยเฉพาะการสร้างศาสนสถาน รูปแบบนิทรรศการจึงเกิดแนวคิดให้คนทั่วไปสามารถมองเห็น เข้าใจได้ง่ายในผังจำลองที่เชื่อมกับตำแหน่งดวงดาว พระอาทิตย์ และดวงจันทร์ ซึ่งอยู่กับปฏิทิน คนโบราณวางผังอย่างไร โดยศาสนสถานสำคัญในประเทศไทยที่ถูกจำลองนำมาจัดแสดง มี 3 แหล่ง คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย
วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ก่อสร้างใช้ฤกษ์ วิสาขะ หลังพระอาทิตย์ตก ดวงจันทร์จะขึ้นตามดวงวิสาขะของล้านนา อยากให้คนมาชมนิทรรศการ จะเห็นด้วยว่ากลุ่มคนแต่ละชาติพันธุ์ใช้ฤกษ์เดียวกัน อาจจะมองดาวคนละดวง ถ้าเป็นเชียงใหม่ใช้ ดาวขอบด้ง ถ้าเป็นมอญ หริภุณชัย จะใช้ส่วนหัวของดาวแมงป่อง แต่กลุ่มศรีเทพ-รัตนโกสินทร์ จะใช้ดาวคันชั่ง ซึ่งมีหลักฐานภาพฝาพนังและพับสา ใบลาน
อ.อรพิน ยังกล่าวถึงรูปแบบการก่อสร้างเจดีย์ในประเทศไทยที่ผ่านมาได้ศึกษา 140 กว่าแห่ง ปัจจุบันสามารถจัดกลุ่ม เช่น กลุ่มที่มีความเชื่อเกี่ยวกับ เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ จะใช้ฤกษ์ วิสาขะ เพราะเป็นฤกษ์ของพระพุทธเจ้า แต่หากเจดีย์ก่อสร้างบรรจุอัฐิของกษัตริย์ หรือพระอรหันต์องค์อื่นๆจะใช้ดาวดวงแก้ว ซึ่งเชื่อว่าดาวดวงนี้อยู่บนมหาจุฬามณีดวงสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นดาวอ้างอิงวันออกพรรษาด้วย ตัวอย่าง วัดป่าแดงหลวง จ.เชียงใหม่ สถานที่พระราชทานเพลิงศพและบรรจุอัฐิของกษัตริย์
งานโบราณดาราศาสตร์เป็นสหวิชาการ หากมาดูนิทรรศการจะได้ไอเดีย ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย หากไปวัดจะเข้าใจว่าคนโบราณทำไมจึงวางผัง วัดกับดวงดาวลักษณะนี้ จะนำไปสู่คำถามและต่อยอดดาราศาสตร์กับประวัติศาสตร์ต่อไป
สำหรับนิทรรศการโซนใหม่ "โบราณดาราศาสตร์" เป็นนิทรรศการถาวร เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2569 เป็นต้นไป ที่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา
