ผบ.ตร. รวบผู้ต้องหาจีนเครือข่ายสแกมเมอร์ ซื้อบ้านหรูกรุงเทพกรีฑาลี้ภัย

อาชญากรรม
13:46
จำนวนผู้ชม 271
Thai PBS
ผบ.ตร. รวบผู้ต้องหาจีนเครือข่ายสแกมเมอร์ ซื้อบ้านหรูกรุงเทพกรีฑาลี้ภัย

วันนี้ (10 ต.ค.2569) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. นำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านหรูย่านกรุงเทพกรีฑา มูลค่ากว่า 43 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มชาวต่างชาติที่ตำรวจสงสัยว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาและเมียนมา

โดยเจ้าหน้าที่จับกุมนายเชา ผู้ต้องหาตามหมายแดงของตำรวจสากลจีน ซึ่งถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับคดีอุกฉกรรจ์ ในบ่อนการพนันและศูนย์สแกมเมอร์ในต่างประเทศ ก่อนหลบหนีไปหลายประเทศและเข้ามาพำนักในประเทศไทย

จากข้อมูลการสืบสวน ผู้ต้องหารายนี้ถูกระบุว่า สวมสิทธิ์ถือสัญชาติกัมพูชา เคยหลบหนีไปหลายประเทศ โดยจ่ายเงินทำหนังสือเดินทาง 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนเดินทางไปเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และนครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วจึงเข้ามาปักหลักในประเทศไทย

จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่า ซื้อบ้านหลังดังกล่าวด้วยเงินสดในราคา 43 ล้านบาท และเดินทางเข้าออกประเทศไทย เมียนมา และกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่าพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ แต่ผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

พบใช้คนไทยถือหุ้นแทน

การตรวจสอบเส้นทางการซื้อบ้านพบว่า ผู้ต้องหาติดต่อผ่านนายหน้า ซึ่งแนะนำขั้นตอนการซื้อขายและดำเนินการผ่านสำนักงานกฎหมายในประเทศไทย โดยมีการแนะนำให้จัดตั้งบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยร้อยละ 51 และชาวต่างชาติร้อยละ 49 เพื่อใช้ถือครองอสังหาริมทรัพย์

ตำรวจพบว่า หญิงไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในส่วนของคนไทยรายหนึ่ง เคยทำสัญญากู้ยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ไม่ทราบว่าเอกสารและข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้จดทะเบียนบริษัทได้อย่างไร กรณีนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อสงสัยว่ามีการนำข้อมูลของคนไทยไปใช้ โดยไม่ได้รับความยินยอม เพื่ออำพรางผู้ถือครองทรัพย์สินที่แท้จริง

นอกจากบ้านหลังดังกล่าว ตำรวจยังกระจายกำลังตรวจสอบหมู่บ้านหรู 4 โครงการในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีบ้านในโครงการแรก 35 หลัง โครงการที่สอง 29 หลัง โครงการที่สาม 19 หลัง และโครงการที่สี่ 11 หลัง รวม 94 หลัง พร้อมตรวจสอบบริษัทนอมินีที่เกี่ยวข้อง 95 บริษัท และติดตามผู้ต้องหาและบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 96 คน

พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ผลการสืบสวนเชิงลึกพบชื่อคนไทยที่เกี่ยวข้องในฐานะนอมินีรวม 156 คน ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบถามข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้อง เนื่องจากหลายคนให้การว่าเคยส่งสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อขอกู้เงินออนไลน์ แต่เอกสารกลับถูกนำไปใช้จัดตั้งบริษัท โดยเจ้าตัวไม่เคยรู้จักหรือพบหน้าชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องมาก่อน

ใช้หลักฐานดิจิทัลขยายผล เอาผิดสำนักงานกฎหมาย-บัญชี

ตำรวจเตรียมใช้หลักฐานทางดิจิทัล หรือ Digital Footprint เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นผู้จัดเตรียมเอกสาร ติดต่อประสานงาน และมีส่วนร่วมในการจัดตั้งบริษัทนอมินี โดยจะดำเนินคดีกับสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีที่พบหลักฐานว่า เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ผลการสืบสวนยังพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาบางราย ไม่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยตรง แต่ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่หลบภัยและถือครองทรัพย์สิน โดยมีการนำบ้านหรูบางหลังไปปล่อยเช่าในราคาสูงถึงเดือนละ 350,000 บาท ในย่านพระราม 9 และศรีนครินทร์ ขณะที่บ้านหลังอื่นปล่อยเช่าเดือนละ 40,000–50,000 บาท

หลังตำรวจเปิดปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จนถึงระยะที่ 8 ผู้ต้องหาหลายรายเริ่มหลบหนีออกนอกประเทศ ส่งผลให้บ้านหรูบางหลังถูกทิ้งร้าง และไม่มีผู้มาเก็บค่าเช่านานกว่า 3 เดือน

ขั้นตอนต่อไป กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะร่วมกับตำรวจภูธรภาค 1 และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เร่งสรุปสำนวนคดีทั้งหมด 95 คดี พร้อมประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อดำเนินคดีและขยายผลยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง กับเครือข่ายทั้งหมดตามกฎหมาย

อ่านข่าว :

อุตุฯ เตือนด่วน! ไทยรับมือฝนตกหนัก-ลูกเห็บตก-น้ำป่าไหลหลาก 10-13 ต.ค.นี้

ผบ.ตร.ยันทำสำนวนคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยึดพยานหลักฐาน ส่ง ป.ป.ช.ตามกำหนด 30 วัน

ปภ.รายงาน 21 จังหวัด และ กทม. ยังน้ำท่วม เร่งช่วยเหลือ-ฟื้นฟูพื้นที่