ต่อยอดวงประชุม "IMF-ธนาคารโลก" ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจ
16:09
จำนวนผู้ชม 45
Thai PBS
ต่อยอดวงประชุม "IMF-ธนาคารโลก" ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

สิ้นสุดลงแล้ว การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หลังไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมอีกครั้งในรอบ 35 ปี เมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ผลลัพธ์ประเมินได้ไม่ยากว่า ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ และจะนำข้อเสนอจากเวทีระดับโลกมาปรับใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างไร จากการเวทีแลกเปลี่ยนกับผู้แทนจาก 191 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 15,000 คน

“ในวันที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ทำมาหากินยากขึ้น ภาระหนี้ยังเป็นปัญหา ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่เต็มศักยภาพ การประชุมที่มีผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกมารวมตัวกัน จึงไม่ควรจบลงเพียงภาพความสำเร็จของการจัดงาน”

รายการ “นิวส์รูม ห้องข่าวไทยพีบีเอส” ได้เปิดวงสนทนากับ ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อให้ได้มุมมองจากการประชุม IMF-ธนาคารโลก และโจทย์ที่ประเทศไทยต้องนำไปต่อยอดหลังการประชุมสิ้นสุดลง

IMF ส่องความเสี่ยงโลก ธนาคารโลกสนับสนุนการพัฒนา ไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ ระบุว่า การจะประเมินว่าประเทศไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจบทบาทของ 2 องค์กรหลักที่จัดการประชุมครั้งนี้

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

“IMF” มีหน้าที่ติดตามและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ เฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงให้คำแนะนำด้านนโยบาย และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหา ส่วนธนาคารโลกมุ่งสนับสนุนการพัฒนา ลดความยากจน และส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึง โดยอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ มาถ่ายทอดและสนับสนุนการดำเนินนโยบาย

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรคาดหวังจากการประชุม ไม่ใช่เพียงการได้รับความสนใจจากนานาชาติ แต่คือการได้รับข้อมูลและมุมมองจากองค์กรที่ติดตามเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด รวมถึงข้อเสนอที่สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาประเทศได้

“หัวใจสำคัญเมื่อการประชุมนี้มาจัดที่ประเทศไทย คือการมีเนื้อหาของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในวงประชุมย่อยต่าง ๆ หากไปจัดที่อื่นก็อาจไม่ได้มีการพูดถึงประเทศไทยมากขนาดนี้”

ดร.นณริฎ มองว่า การเป็นเจ้าภาพเปิดโอกาสให้ไทยนำประสบการณ์และปัญหาของตัวเองไปแลกเปลี่ยนกับผู้แทนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และสแกมเมอร์ การจัดการภาคเกษตร เศรษฐกิจสูงวัย ตลอดจนโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ ขณะเดียวกัน การที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ยังช่วยให้ไทยได้เห็นบทเรียนจากต่างประเทศ และนำกลับมาทบทวนแนวทางพัฒนาของตัวเอง

ปิดฉากเวที IMF-ธนาคารโลก เร่งเครื่อง 5 เรื่องสำคัญ

แม้หัวข้อในการประชุมจะมีจำนวนมาก แต่จากการประเมินมี 5 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของไทยโดยตรง ได้แก่

1. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งระบบเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ประเทศไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้เกิดผลิตภาพที่สูงขึ้น

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ประเด็นนี้สอดคล้องกับการหารือในเวที IMF-ธนาคารโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจจาก AI และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดแรงงานและเสถียรภาพทางการเงิน โดย IMF เตือนว่าผลประโยชน์จากเทคโนโลยีอาจกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศและบางกลุ่มธุรกิจ หากประเทศต่าง ๆ ไม่เร่งปรับตัว

2. หนี้สาธารณะ เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของ IMF เพราะหนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงาน Fiscal Monitor เดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 94 ของ GDP ในปี 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 100 ภายในปี 2572

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขหนี้ที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทางการคลังสำหรับลงทุนพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนลดลง

3. การค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ ทั้งจากการขึ้นภาษี การจำกัดการนำเข้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

ไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก และมองหาโอกาสในการขยายตลาดและกระจายความเสี่ยง

4. อุตสาหกรรมอาหาร เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจุดแข็งของประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร การยกระดับอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ต้องพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

5. สังคมสูงวัย เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ระบบสวัสดิการ งบประมาณภาครัฐ และการดูแลสุขภาพ การเตรียมความพร้อมจึงต้องทำมากกว่าการจัดสวัสดิการ แต่ต้องออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมให้รองรับประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

ทั้ง 5 ประเด็นนี้จึงไม่ควรจบลงเพียงการแลกเปลี่ยนในห้องประชุม แต่ต้องถูกนำไปเชื่อมโยงกับการกำหนดนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“เตือน” หนี้โลกพุ่ง “IMF” ไม่ได้ชี้ไทยกำลังเข้าสู่วิกฤต

หนึ่งในประเด็นที่สังคมอาจตีความคลาดเคลื่อน คือการที่ IMF ส่งสัญญาณเตือนเรื่องหนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดคำถามว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงหรือไม่ ดร. นณริฎ อธิบายว่า การประเมินของ IMF เป็นการมองภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่า IMF กำลังระบุว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤต หรือมีปัญหาจนต้องขอความช่วยเหลือทางการเงิน

ประเด็นสำคัญคือ แนวโน้มการก่อหนี้ของรัฐบาลทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยตัวเลขหนี้สาธารณะของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามขนาดเศรษฐกิจและความสามารถในการบริหารจัดการ

สำหรับประเทศไทย นณริฎ ยกตัวเลขหนี้สาธารณะไว้ที่ประมาณร้อยละ 70 ของ GDP โดยมองว่าประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขหนี้ในปัจจุบัน แต่คือทิศทางการเพิ่มขึ้นของหนี้ และความสามารถในการชำระคืนในระยะยาว หากเปรียบเทียบกับครัวเรือน เมื่อมีหนี้จำนวนมากขึ้น ก็ต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เงินที่ควรนำไปใช้ลงทุนหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะเหลือน้อยลง

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ในระดับประเทศก็ไม่ต่างกัน เมื่อรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อชำระดอกเบี้ย ภาระดังกล่าวย่อมเบียดบังงบประมาณที่ควรนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ IMF ส่งสัญญาณให้ประเทศต่าง ๆ เร่งบริหารจัดการหนี้และฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง ก่อนที่ภาระหนี้จะเพิ่มขึ้นจนจำกัดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่

“เปลี่ยนวิธีแก้เศรษฐกิจ” เลิกพึ่งเงินอนาคต

อีกประเด็นที่ ดร.นณริฎ ตั้งข้อสังเกต คือแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในหลายช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมักใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินหรืออัดฉีดงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเพิ่มกำลังซื้อในระยะสั้น แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเห็นผลได้รวดเร็ว แต่หากใช้เป็นเครื่องมือหลักอย่างต่อเนื่อง ก็อาจสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

โดยมองว่า ข้อเสนอจาก IMF และธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการนำเงินในอนาคตมาใช้ ไม่สามารถเป็นคำตอบได้ตลอดไป

“เวลาที่เราเจอปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี หรือปัญหาความยากจน สิ่งที่เราทำเป็นอย่างเดียวก็คือเอาเงินในอนาคตมาใช้ ด้วยการแจกเงินผ่านโครงการต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ภาครัฐใช้มาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน”

ดังนั้นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญจึงเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนเติบโต เพื่อลดการพึ่งพามาตรการแจกเงิน ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ควรช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แต่ต้องออกแบบมาตรการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีระยะเวลาชัดเจน และคำนึงถึงความสามารถทางการคลังในระยะยาว

ข้อเสนอ IMF ทุกภาคส่วนต้องรับไม้ต่อ

เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง คำถามจึงอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้รับช่วงนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ “นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ” มองว่าไม่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน โดยต้องพิจารณาตามลักษณะของแต่ละประเด็น เพราะเรื่อง AI ต้องอาศัยทั้งหน่วยงานด้านเทคโนโลยี การศึกษา และภาคธุรกิจ ขณะที่เรื่องหนี้สาธารณะต้องเชื่อมโยงกับการบริหารงบประมาณและนโยบายการคลัง

ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการรับมือสังคมสูงวัยก็ต้องมีหน่วยงานเฉพาะด้านเข้ามาร่วมวางแผน สิ่งสำคัญคือ ต้องนำข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากการประชุมมาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบาย ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อเสนอเหล่านั้นอยู่เพียงในเอกสารหรือรายงานหลังจบงาน

“ความสำเร็จ” ไม่ได้วัดแค่จำนวนผู้เข้าร่วม

การประชุม IMF-ธนาคารโลก ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งหนี้สาธารณะ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความเสี่ยงจากการค้าโลก และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ผลการหารือระดับนานาชาติสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่า ประเทศต่าง ๆ ต้องรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่กับการสร้างการเติบโตจากภาคเอกชนและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศยังเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ต่อยอดวงประชุม “IMF-ธนาคารโลก” ต้องเร่งเครื่อง ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโอกาส แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าประเทศได้ประโยชน์จากเวทีนี้จริงหรือไม่ คือการนำความรู้และข้อเสนอที่ได้รับไปแปลงเป็นนโยบายที่ทำได้จริง

“เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการประชุม IMF-ธนาคารโลก ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่อยู่ที่หลังจากผู้แทนจากทั่วโลกเดินทางกลับไปแล้ว ประเทศไทยจะนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน”

อ่านข่าว

IMFC เตือน 3 ความเสี่ยงโลก เร่งคุมเสถียรภาพ-คุมภัย AI

ธปท. ชูเวที IMF-เวิลด์แบงก์ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน–สกัดภัยการเงินดิจิทัล

รัฐบาลดึงเงินทุนธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์ ลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ