ไร้ผู้นำแต่รวมพลังได้ทั้ง "เซอร์เบีย" เบื้องหลัง นศ.ชนะเลือกตั้งปิดฉากรัฐบาล 14 ปี

ต่างประเทศ
15:06
จำนวนผู้ชม 6
Thai PBS
ไร้ผู้นำแต่รวมพลังได้ทั้ง "เซอร์เบีย" เบื้องหลัง นศ.ชนะเลือกตั้งปิดฉากรัฐบาล 14 ปี

BBC วิเคราะห์ว่า ชัยชนะของขบวนการนักศึกษาต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งไม่มีผู้นำทางการเมืองที่ชัดเจน ในการเลือกตั้งรัฐสภาเซอร์เบีย ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ของพรรคที่ครองอำนาจมายาวนานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในสังคมสามารถเปลี่ยนจากการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งได้

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2569 ผลนับคะแนนเบื้องต้นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเซอร์เบีย หลังนับคะแนนไปแล้วร้อยละ 97 ของหน่วยเลือกตั้ง ระบุว่ากลุ่ม Student List ซึ่งเป็นบัญชีผู้สมัครที่เกิดจากขบวนการนักศึกษา ได้รับคะแนน 2,250,000 คะแนน หรือ ร้อยละ 52.7 ขณะที่พรรค Serbian Progressive Party (SNS) ของอดีตประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช ได้ 1,670,000 คะแนน หรือ ร้อยละ 39.2

วูชิชยอมรับอย่างชัดเจนว่าพรรคของเขาแพ้การเลือกตั้ง ขณะที่ประชาชนออกมาฉลองตามเมืองสำคัญ ทั้งกรุงเบลเกรด เมืองโนวีซาด และเมืองอื่น ๆ ผู้สนับสนุนเต้นรำ ตะโกนคำว่า "ชัยชนะ" บีบแตรรถ และจุดดอกไม้ไฟ ภาพเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มองว่าผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยน หลังการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลดำเนินมานานเกือบ 2 ปี

แต่การจะเข้าใจว่าเหตุใดขบวนการที่ไม่มีผู้นำทางการเมืองชัดเจนจึงเอาชนะพรรคที่ครองอำนาจมายาวนานได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของการประท้วง รวมถึงวิธีที่นักศึกษาขยายข้อเรียกร้องจากการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรม ให้กลายเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับการบริหารประเทศและความชอบธรรมของรัฐบาล

อดีตประธานาธิบดีเซอร์เบีย อเล็กซานดาร์ วูชิช

อดีตประธานาธิบดีเซอร์เบีย อเล็กซานดาร์ วูชิช

โศกนาฏกรรม 16 ชีวิต จุดเริ่มต้นของความไม่พอใจ

วันที่ 1 พ.ย.2567 หลังคาคอนกรีตบริเวณทางเข้าสถานีรถไฟเมืองโนวีซาดพังถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้ประชาชนอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรม ประชาชนส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า โศกนาฏกรรมอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาคอร์รัปชัน ความประมาทเลินเล่อ และการกำกับดูแลโครงการสาธารณะที่บกพร่องหรือไม่

นักวิจารณ์เชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการปรับปรุงสถานีรถไฟ ซึ่งมีข้อบกพร่องร้ายแรง และรัฐบาลของวูชิช แต่ตัววูชิชและพรรค SNS ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันมาโดยตลอด

เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมตั้งคำถามเพียงว่าใครต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิต แต่ยังทำให้ประชาชนสงสัยว่า หน่วยงานรัฐทำงานอย่างโปร่งใสหรือไม่ เมื่อเกิดความผิดพลาดมีใครต้องรับผิด และประชาชนสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้จริงเพียงใด

เฮเลนา อิวานอฟ จากสถาบันวิจัย Henry Jackson Society มองว่า การพังถล่มของหลังคาสถานีเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนหมดความอดทน หลังจากนั้น การประท้วงของนักศึกษาที่เริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยและตามถนนในเมืองต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ขยายวงกว้างจนกลายเป็นการเคลื่อนไหวระดับประเทศ มีทั้งเกษตรกร นักแสดง ผู้พิพากษา และประชาชนจากหลากหลายอาชีพเข้าร่วม

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเรียกร้องความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่การตั้งคำถามต่อระบบการเมืองโดยรวม ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่า การรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของหน่วยงานรัฐ การบังคับใช้กฎหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสื่อ

จากการประท้วงของนักศึกษา สู่ขบวนการระดับประเทศ

ในช่วงแรก นักศึกษามุ่งประท้วงในมหาวิทยาลัยและเดินขบวนเรียกร้องความยุติธรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ขบวนการสามารถดึงคนที่ไม่พอใจรัฐบาลในเรื่องอื่น ๆ ให้เข้าร่วมมากขึ้น จนการเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

ขบวนการนักศึกษายังเลือกใช้วิธีจัดการเคลื่อนไหวผ่านที่ประชุมของนักศึกษาในแต่ละคณะ แทนการรวมอำนาจไว้ที่ผู้นำเพียงคนเดียว ทำให้การตัดสินใจมีลักษณะกระจายอำนาจ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีส่วนกำหนดทิศทางของขบวนการ

วูชิชประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ขบวนการกลุ่มนักศึกษาจึงต้องเปลี่ยนแรงสนับสนุนจากการประท้วงให้เป็นการทำงานทางการเมืองอย่างจริงจัง ทั้งการคัดเลือกผู้สมัคร การหาเสียง และการเตรียมผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง เพื่อช่วยตรวจสอบความผิดปกติ

เฮเลนา อิวานอฟมองว่า จุดแข็งของนักศึกษาคือความสามารถในการเปลี่ยนความโกรธและความเศร้าจากโศกนาฏกรรมให้กลายเป็นองค์กรที่พร้อมลงสนามเลือกตั้ง ขณะที่กอร์ดานา เดลิช จากโครงการบอลข่านของ German Marshall Fund of the United States มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีลักษณะคล้ายการลงประชามติว่า ประชาชนต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อภายใต้ระบบเดิม หรือเลือกเปลี่ยนทิศทางทางการเมือง

ไร้ผู้นำแต่รวมพลังได้ทั้ง "เซอร์เบีย" เบื้องหลัง นศ.ชนะเลือกตั้งปิดฉากรัฐบาล 14 ปี

ไร้ผู้นำแต่รวมพลังได้ทั้ง "เซอร์เบีย" เบื้องหลัง นศ.ชนะเลือกตั้งปิดฉากรัฐบาล 14 ปี

ทำไมรัฐบาลที่ครองอำนาจมานานจึงแพ้

วูชิชและพรรค SNS ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2555 เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว 2 วาระ จึงไม่สามารถลงสมัครเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ได้ การเลือกตั้งรัฐสภาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เขาหวังจะพาพรรคกลับมาจัดตั้งรัฐบาล และกลับไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

วูชิชยังมีฐานสนับสนุนจำนวนมาก โดยผู้สนับสนุนมองว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลยังสามารถนำผลงานด้านเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายเพิ่มเงินบำนาญ เงินเดือนข้าราชการ รวมถึงการลงทุนในระบบสาธารณสุข มาใช้สร้างความเชื่อมั่นได้

อย่างไรก็ตาม ผลงานทางเศรษฐกิจอาจไม่เพียงพอที่จะรักษาความนิยม เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐ โศกนาฏกรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศและการตรวจสอบหน่วยงานรัฐมีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาผู้ประท้วง

อีกประเด็นที่ขบวนการนักศึกษาหยิบยกขึ้นมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้ยุติการแต่งตั้งบุคคลที่ภักดีต่อพรรคให้เป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และลดอิทธิพลทางการเมืองที่มีต่อสื่อสาธารณะ

ชัยชนะของกลุ่ม Student List จึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนเห็นตรงกันในทุกนโยบาย แต่สะท้อนว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากพร้อมสนับสนุนทางเลือกใหม่ เพื่อท้าทายโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่มายาวนาน

นศ.ไม่ได้ลงสมัครเอง แต่เลือกคนจากหลายอาชีพเข้าสู่รัฐสภา

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กลุ่ม Student List จะเกิดจากขบวนการนักศึกษา แต่ผู้สมัครทั้ง 250 คนที่ลงแข่งขันในรัฐสภาไม่ได้เป็นนักศึกษาโดยตรง นักศึกษาเลือกบุคคลจากหลายสาขาอาชีพเข้ามาเป็นผู้สมัคร ทั้งแพทย์ นักแสดง นักวิชาการ นักกีฬา และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

อิลิยา ซอดาโนวิช ศาสตราจารย์ด้านโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยในเมืองโนวีซาด เป็นหนึ่งในผู้สมัครลำดับต้น ๆ ของบัญชีรายชื่อ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเขาจะได้เป็นผู้นำเซอร์เบียคนต่อไปหรือไม่

ตามการประเมินผลสุดท้ายของกลุ่มสำรวจอิสระ CeSID และ Ipsos คาดว่าจะมีผู้สมัครจากกลุ่ม Student List จำนวน 141 คนได้ที่นั่งในรัฐสภา ในจำนวนนี้มีบุคคลที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่น เดยัน โบโดรกา อดีตนักบาสเกตบอลชื่อดัง ตีโฮเมียร์ สตานิช นักแสดง นิโคลา มิกิช นักร้องโอเปรา และเดยัน โชสกิช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเซอร์เบีย รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยอีกหลายคน

การเลือกผู้สมัครจากหลายอาชีพช่วยให้ขบวนการนำคนที่มีความเชี่ยวชาญนอกแวดวงการเมืองเข้ามาทำงานได้ แต่ก็มีความท้าทายตามมา เพราะบุคคลเหล่านี้อาจยังไม่คุ้นเคยกับการเจรจาต่อรองในรัฐสภา การบริหารราชการ และการรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อผลักดันกฎหมาย

ซาร์โก โคราช อดีตรองนายกรัฐมนตรีและนักวิจารณ์พรรคชาตินิยมในเซอร์เบีย มองว่า ผู้สมัครที่มาจากพื้นฐานต่างกันและอาจมีแนวคิดทางการเมืองไม่เหมือนกัน จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำงานร่วมกันและจัดตั้งรัฐบาลที่บริหารประเทศได้จริงหรือไม่

ไร้ผู้นำแต่รวมพลังได้ทั้ง "เซอร์เบีย" เบื้องหลัง นศ.ชนะเลือกตั้งปิดฉากรัฐบาล 14 ปี

ไร้ผู้นำแต่รวมพลังได้ทั้ง "เซอร์เบีย" เบื้องหลัง นศ.ชนะเลือกตั้งปิดฉากรัฐบาล 14 ปี

วาระมุ่งปราบคอร์รัปชัน ปฏิรูปสื่อ และลดอิทธิพลพรรคการเมือง

ภารกิจของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งคือการผลักดันวาระของขบวนการ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มความโปร่งใสและปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานรัฐ ขบวนการย้ำว่า ผู้แทนที่เข้าสู่ระบบการเมืองต้องทำงานอย่างรับผิดชอบ และไม่ลืมว่าประชาชนเลือกพวกเขาเข้ามาเพื่ออะไร

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันหรือการใช้อิทธิพลทางการเมือง ต้องได้รับการตรวจสอบตามกฎหมาย รัฐบาลเดิมและพรรค SNS ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันและการพยายามควบคุมสื่อมาโดยตลอด ดังนั้น รัฐบาลใหม่จึงต้องพิสูจน์ว่าการตรวจสอบจะดำเนินไปอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ใช้กลไกของรัฐตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

ก่อนวันลงคะแนน การเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด รายงานระบุว่า ณ เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเลือกตั้งที่ 25 ต.ค.2569 มีผู้ใช้สิทธิแล้วร้อยละ 64.9 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด ก่อนที่หน่วยเลือกตั้งจะปิดในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา ตัวเลขดังกล่าวทำให้ฝ่ายนักศึกษามีความหวัง เพราะนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า หากผู้ใช้สิทธิสุดท้ายสูงถึงร้อยละ 65 ขึ้นไป ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม Student List

มีรายงานว่าประชาชนต่อแถวยาวเพื่อใช้สิทธิ ทั้งในเมืองใหญ่และเมืองเล็ก รวมถึงหน่วยเลือกตั้งในต่างประเทศที่มีชุมชนชาวเซอร์เบีย เช่น ในสโลวีเนีย เยอรมนี ลอสแอนเจลิสและชิคาโกในสหรัฐฯ ตลอดจนกรุงปารีสในฝรั่งเศส ซึ่งประชาชนบางส่วนต้องรอท่ามกลางฝนตกหนัก

ขณะที่องค์กรเฝ้าระวังอิสระ CRTA รายงานพบความผิดปกติหลายกรณีและเหตุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นบริเวณหน่วยเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว AFP รายงานว่า ตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่ามีเหตุความรุนแรงเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่เกิดขึ้น

ฝ่ายกลุ่มนักศึกษาเตรียมผู้สังเกตการณ์อย่างน้อย 2 คน/หน่วยเลือกตั้ง จากทั้งหมด 8,210 หน่วย เพื่อช่วยตรวจสอบความโปร่งใส ขณะเดียวกัน จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ระบุไว้ 6,450,000 คน เมื่อเทียบกับประชากรราว 6,530,000 คน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องของทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย

วูชิชยังมีอิทธิพลทางการเมือง แม้พรรคจะแพ้เลือกตั้ง

ความพ่ายแพ้ของพรรค SNS ไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของวูชิชจะหมดไปทันที เขายังมีผู้สนับสนุนส่วนหนึ่งที่มองว่าเขาเป็นผู้นำเข้มแข็งและมีผลงานด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เครือข่ายทางการเมืองและบุคลากรที่ทำงานอยู่ในระบบราชการภายใต้รัฐบาลเดิม ก็เป็นปัจจัยที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือ

ก่อนหน้านี้ วูชิชเคยกล่าวถึงผู้ประท้วงในแง่บวกว่าเป็นผู้มีเจตนาดี แต่ในช่วงก่อนเลือกตั้งกลับกล่าวหาว่าพวกเขาพยายามโค่นล้มเซอร์เบีย

หลังยอมรับความพ่ายแพ้ วูชิชยังกล่าวหาว่าขบวนการนักศึกษาได้รับการสนับสนุนจากประเทศในยุโรปโดยไม่ระบุชื่อ และ "รัฐบางรัฐ" ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังกล่าวกับผู้สนับสนุนว่า ขบวนการนักศึกษาทำให้ประเทศเสียหายตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และจะถูกเอาชนะได้เร็วกว่าที่คาด

หลังผลเลือกตั้งออกมา ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวชื่นชมบทบาทของอดีตประธานาธิบดีวูชิช ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเซอร์เบียกับรัสเซีย พร้อมหวังว่ากลุ่มการเมืองใหม่ในกรุงเบลเกรดจะเข้าใจว่าความร่วมมือกับมอสโกเป็นประโยชน์ต่อเซอร์เบีย และย้ำว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความตั้งใจจากทั้ง 2 ฝ่าย

ในอีกด้านหนึ่ง ปีเตอร์ มักยาร์ นายกรัฐมนตรีฮังการี แสดงความยินดีต่อชัยชนะของกลุ่ม Student List และกล่าวถึงการพูดคุยกับผู้นำขบวนการว่า ชัยชนะของพรรคเขาในการเลือกตั้งเดือน เม.ย. ช่วยสร้างกำลังใจให้ฝ่ายนักศึกษา ก่อนหน้านี้ พรรคของมักยาร์เพิ่งยุติการครองอำนาจ 16 ปีของวิกตอร์ ออร์บาน ขณะที่พรรค SNS ของวูชิชครองอำนาจในเซอร์เบียมาตั้งแต่ปี 2555 หรือราว 14 ปี

ส่วนมาร์ตา คอส กรรมาธิการยุโรปด้านการขยายสมาชิกภาพ ระบุว่า เซอร์เบียอาจกำลังเริ่มต้นบทใหม่ และประตูสู่สหภาพยุโรปยังเปิดอยู่ พร้อมแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเซอร์เบียจะเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศทันที รัฐบาลใหม่ยังต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าเข้าใกล้สหภาพยุโรปอย่างไร จะรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียไว้ในระดับใด และจะสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และแรงกดดันจากพันธมิตรต่างประเทศอย่างไร

ชนะเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การตั้งรัฐบาลคือบททดสอบที่แท้จริง

แม้ผลเลือกตั้งจะชี้ว่าขบวนการนักศึกษาสามารถเอาชนะพรรคที่ครองอำนาจมานานได้ แต่ยังมีคำถามสำคัญว่าใครจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด เพราะนักศึกษาไม่ได้ลงสมัครด้วยตัวเอง แต่เลือกบุคคลจากหลายอาชีพเข้ามาเป็นผู้แทนในรัฐสภา

ผู้สมัครเหล่านี้ต้องเปลี่ยนข้อเรียกร้องจากการประท้วงให้กลายเป็นนโยบาย กฎหมาย และการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการปราบคอร์รัปชัน การปฏิรูปสื่อ การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และการลดการใช้ความภักดีต่อพรรคเป็นเกณฑ์แต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานสาธารณะ

แม้การเลือกผู้สมัครจากหลากหลายอาชีพจะช่วยให้ขบวนการมีภาพเป็นทางเลือกใหม่ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะเห็นตรงกัน การจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องอาศัยการเจรจา การประนีประนอม การจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย และการสร้างข้อตกลงที่ทำให้ผู้แทนสามารถทำงานร่วมกันได้

แต่การเปลี่ยนแปลงที่จะอยู่ได้นานต้องเกิดจากการทำงานของรัฐบาลใหม่ ประชาชนต้องเห็นว่าหน่วยงานรัฐทำงานโดยไม่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ผู้กระทำผิดได้รับการตรวจสอบตามกฎหมาย และเมื่อหน่วยงานรัฐทำผิดพลาดก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ

กรณีเซอร์เบียจึงแสดงให้เห็นว่า โศกนาฏกรรมอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่การทำให้การประท้วงมีพลังทางการเมืองต้องอาศัยการจัดตั้งองค์กร การขยายแนวร่วม การลงสนามเลือกตั้ง และการติดตามตรวจสอบคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ

รัฐบาลเดิมอาจพ่ายแพ้ในวันเลือกตั้ง แต่การพิสูจน์ว่าประชาชนจะได้ประเทศที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบมากขึ้นหรือไม่ ต้องใช้เวลา และสำหรับขบวนการนักศึกษาเซอร์เบีย

ภารกิจที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การเอาชนะวูชิช แต่เป็นการรักษาความไว้วางใจของประชาชน หลังเปลี่ยนพลังจากท้องถนนให้กลายเป็นอำนาจในรัฐสภาแล้ว

อ่านข่าว :

วิป 3 ฝ่ายเคาะวันซักฟอก 7-11 ธ.ค. ฝ่ายค้านได้ 51 ชม. รัฐบาล 17 ชม.

ตั้ง คกก.กลั่นกรองแจ้งความเอาผิด ม.112 เพจ Godd Dam

"เอกนัฏ" รื้อโครงสร้างน้ำมัน ถอดต้นทุนทิพย์ลดต้นทุน 1.08 หมื่นล้าน/ปี