กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ หลังนักแสดงหนุ่มชื่อดัง "ณเดชน์ คูกิมิยะ" ให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการดูแลรูปร่างอย่างจริงจัง จนเกิดคำถามว่าการออกกำลังกายหนักอาจทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ต่ำได้หรือไม่ รวมถึงความแตกต่างของโรคไทรอยด์แต่ละชนิด อาการที่ควรสังเกต และแนวทางตรวจวินิจฉัยและรักษา
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ให้ความรู้ผ่านเฟซบุ๊ก "หมอเจด" โดยระบุว่า การออกกำลังกายหนักเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ต่ำเสมอไป แต่หากฝึกหนักร่วมกับกินไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนบางชนิดเปลี่ยนแปลงได้ และโรคไทรอยด์ไม่ได้มีแค่ฮอร์โมนสูงหรือต่ำ บางคนฮอร์โมนปกติ แต่กลับมีก้อนหรือมะเร็งไทรอยด์ได้ พามารู้จัก 4 กลุ่มโรคไทรอยด์ พร้อมวิธีสังเกต ตรวจ และดูแลให้ถูกทาง
ต่อมไทรอยด์สำคัญอย่างไร
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมรูปร่างคล้ายผีเสื้อ อยู่บริเวณด้านหน้าส่วนล่างของลำคอ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน T3 และ T4 ที่ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย
• การเผาผลาญพลังงาน ควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย
• อุณหภูมิร่างกาย มีผลต่อความรู้สึกขี้ร้อนหรือขี้หนาว
• หัวใจ มีผลต่ออัตราการเต้นและการทำงานของหัวใจ
• ลำไส้ เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและการขับถ่าย
• สมองและอารมณ์ มีผลต่อสมาธิ ความจำ และความสดชื่น
• การเจริญเติบโต สำคัญต่อพัฒนาการของร่างกายและสมอง โดยเฉพาะในเด็ก
นึกภาพง่าย ๆ ฮอร์โมนไทรอยด์เหมือนตัวปรับความเร็วเครื่องยนต์ของร่างกาย ถ้ามากเกินไป ระบบต่าง ๆ ก็อาจทำงานเร็วผิดปกติ ถ้าน้อยเกินไป การทำงานบางอย่างก็อาจช้าลง
รู้จัก 4 กลุ่มโรคไทรอยด์และอาการที่ควรสังเกต
1. ไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)
เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ทำให้หลายระบบทำงานเร็วกว่าปกติอาการที่พบบ่อย อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว แม้ไม่ได้ออกกำลังกาย ขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย น้ำหนักลดทั้งที่รับประทานอาหารเท่าเดิมหรือมากขึ้น มือสั่น หงุดหงิดง่าย กระวนกระวาย นอนหลับยาก และถ่ายบ่อย บางคนถ่ายเหลว
กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยง่าย ประจำเดือนมาน้อยลงหรือผิดปกติ บางคนมีตาโปน ตาแห้ง หรือระคายเคืองตา โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเกรฟส์ (Graves' disease) แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไทรอยด์เป็นพิษจะตาโปน
สาเหตุที่พบได้ ได้แก่ โรคเกรฟส์ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้างฮอร์โมนมากเกินไป นอกจากนี้ยังเกิดจากก้อนไทรอยด์บางชนิดที่ผลิตฮอร์โมนเอง การได้รับฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป หรือไอโอดีนและยาบางชนิดได้ ส่วนต่อมไทรอยด์อักเสบ อาจทำให้ฮอร์โมนที่สะสมอยู่รั่วออกมาในเลือด แม้ไม่ได้สร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้นก็ตาม
หากปล่อยให้ฮอร์โมนสูงต่อเนื่องโดยไม่รักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) รวมถึงกระดูกบางและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
2. ไทรอยด์ต่ำ
ภาวะไทรอยด์ต่ำ หรือ Hypothyroidism เกิดเมื่อร่างกายมีฮอร์โมนไทรอยด์ไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานของหลายระบบช้าลง อาการที่พบได้ ได้แก่ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ขี้หนาว น้ำหนักเพิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุ ท้องผูก ผิวแห้ง ผมร่วง ง่วงซึม คิดช้า สมาธิลดลง และประจำเดือนมามากหรือไม่สม่ำเสมอ บางรายอาจมีหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ
"แต่ไทรอยด์ต่ำไม่ได้แปลว่าต้องอ้วนทุกคน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมักไม่ได้มากอย่างที่หลายคนคิด และส่วนหนึ่งเกิดจากการคั่งของน้ำและเกลือไม่ใช่ไขมันทั้งหมด"
สาเหตุสำคัญ ได้แก่ โรคฮาชิโมโตะ (Hashimoto’s thyroiditis) ซึ่งภูมิคุ้มกันทำให้ต่อมไทรอยด์เสียหายจนสร้างฮอร์โมนได้น้อยลง นอกจากนี้ยังพบได้หลังผ่าตัดไทรอยด์ รักษาด้วยไอโอดีนรังสี ต่อมไทรอยด์อักเสบบางชนิด การใช้ยาบางอย่าง และการได้รับไอโอดีนน้อยหรือมากเกินไปในบางสถานการณ์
นพ.เจษฎ์ อธิบายอีกว่า แล้วออกกำลังกายหนัก ทำให้ไทรอยด์ต่ำได้จริงไหม? การออกกำลังกายหนักเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เป็นโรคไทรอยด์ต่ำโดยตรง แต่ถ้าออกกำลังกายหนักมาก ร่วมกับกินอาหารไม่เพียงพอกับพลังงานที่ใช้ ร่างกายอาจปรับตัวเพื่อประหยัดพลังงานทำให้ระดับฮอร์โมนบางชนิด เช่น T3 ลดลงได้
ในเวชศาสตร์การกีฬา ภาวะพลังงานไม่เพียงพอจนส่งผลต่อสุขภาพและสมรรถภาพหลายระบบอาจเข้ากับกลุ่มอาการ RED-S (Relative Energy Deficiency in Sport) หากมีอาการเหนื่อยผิดปกติ สมรรถภาพลดลง น้ำหนักเปลี่ยน หรือประจำเดือนผิดปกติ ควรประเมินทั้งอาหาร การฝึก การพักฟื้น และตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม
3. มีก้อนที่คอ ต้องกลัวมะเร็งไทรอยด์ไหม
บางคนส่องกระจกแล้วเห็นก้อนนูนที่คอ พอคลำเจอก็ตกใจว่าจะเป็นมะเร็ง อยากบอกว่า ก้อนไทรอยด์ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง ก้อนอาจเป็นถุงน้ำ ก้อนเนื้อธรรมดา ต่อมไทรอยด์โต หรือมะเร็งก็ได้ และคนที่มีก้อนไทรอยด์จำนวนมาก ยังมีระดับฮอร์โมนปกติด้วย
ลองสังเกตบริเวณลำคอส่วนล่างขณะกลืนน้ำ ถ้าเห็นก้อนเคลื่อนตามการกลืนหรือคลำพบก้อนใหม่ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพราะการดูหรือคลำเองบอกชนิดของก้อนไม่ได้
สัญญาณที่ไม่ควรปล่อยไว้ ก้อนโตเร็วผิดปกติ เสียงแหบต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ กลืนอาหารลำบาก หรือรู้สึกมีก้อนกดในคอ หายใจลำบาก คลำพบก้อนแข็งหรือต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หากหายใจลำบากมาก ควรไปโรงพยาบาลทันที
4. มะเร็งไทรอยด์ ไม่เจ็บ ไม่ปวด ฮอร์โมนก็อาจปกติได้
เรื่องนี้หลายคนเข้าใจผิดเพราะคิดว่าถ้าเป็นมะเร็งไทรอยด์ ผลฮอร์โมนจะต้องผิดปกติแน่นอน แต่ความจริงคือ ผู้ที่เป็นมะเร็งไทรอยด์จำนวนมากมีฮอร์โมนปกติ และระยะแรกอาจไม่มีอาการอะไรเลย บางคนพบจากการคลำก้อนหรืออัลตราซาวด์โดยบังเอิญ มะเร็งไทรอยด์มีหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ Papillary thyroid cancer ซึ่งโดยทั่วไปมักโตช้าและมีผลการรักษาที่ดีมาก อย่างไรก็ตาม บางชนิดมีความรุนแรงสูงกว่า จึงต้องประเมินชนิด ขนาด การลุกลาม และการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วย
สงสัยโรคไทรอยด์ ต้องตรวจอะไรบ้าง
นพ.เจษฎ์ อธิบายว่า การตรวจระดับฮอร์โมนและการตรวจหาความผิดปกติของก้อนเป็นคนละส่วนกัน โดยแพทย์อาจพิจารณาตรวจตามอาการและข้อบ่งชี้ ได้แก่
- TSH เป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่ควบคุมไทรอยด์ ถ้าไทรอยด์ทำงานน้อย TSH มักสูง แต่ถ้าไทรอยด์ทำงานมาก TSH มักต่ำ โดยมีข้อยกเว้นบางภาวะ
- Free T4 และ T3 ช่วยประเมินระดับฮอร์โมน โดย T3 มีประโยชน์เป็นพิเศษในบางกรณีที่สงสัยไทรอยด์เป็นพิษ
- ตรวจภูมิคุ้มกันไทรอยด์ เช่น TRAb หรือ Anti-TPO เพื่อช่วยหาสาเหตุอย่างโรคเกรฟส์หรือฮาชิโมโตะในผู้ที่มีข้อบ่งชี้
- อัลตราซาวด์ไทรอยด์ ใช้ดูขนาด รูปร่าง และลักษณะก้อน ไม่ใช่การตรวจที่ทุกคนต้องทำประจำ
- เจาะตรวจเซลล์ด้วยเข็มเล็ก (FNA) ใช้กับก้อนที่มีลักษณะหรือขนาดเข้าเกณฑ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงมะเร็ง
การตรวจเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับโรคที่สงสัย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างในผู้ป่วยทุกราย
แนวทางรักษาแตกต่างกันตามชนิดของโรค
ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษอาจได้รับยาลดการสร้างฮอร์โมน ยาควบคุมอาการ หรือรักษาด้วยไอโอดีนรังสีและการผ่าตัดตามความเหมาะสม แต่ถ้าฮอร์โมนสูงจากต่อมไทรอยด์อักเสบที่มีฮอร์โมนรั่วออกมา ยาลดการสร้างฮอร์โมนมักไม่ใช่การรักษาที่เหมาะสม
ส่วนผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำและฮอร์โมนต่ำชัดเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมน T4 สังเคราะห์ บางคนต้องกินยาตลอดชีวิต แต่ถ้าเกิดจากไทรอยด์อักเสบชั่วคราว บางรายอาจฟื้นตัวได้ โดยแพทย์จะปรับยาตามอาการและผลเลือด ซึ่งมักตรวจซ้ำประมาณ 6–8 สัปดาห์หลังเริ่มหรือปรับยา ต้องระวังการกินยาร่วมกับแคลเซียมหรือธาตุเหล็ก เพราะอาจลดการดูดซึม Levothyroxine ได้
สำหรับก้อนไทรอยด์ หากมีลักษณะไม่อันตราย ขนาดไม่ใหญ่ และไม่กดเบียด อาจติดตามอาการด้วยอัลตราซาวด์ ส่วนก้อนที่โตมาก กดเบียด หรือสงสัยมะเร็ง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีอื่นหรือผ่าตัด
หากเป็นมะเร็งไทรอยด์ หลายรายรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์บางส่วนหรือทั้งหมด บางรายต้องได้รับไอโอดีนรังสีเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับชนิดและความเสี่ยงของมะเร็ง สำหรับมะเร็งบางชนิดที่มีขนาดเล็กมากและความเสี่ยงต่ำ อาจพิจารณาติดตามอย่างใกล้ชิดแทนการผ่าตัดทันทีได้ในผู้ที่เหมาะสม โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพท
ดูแลสุขภาพไทรอยด์อย่างไรให้เหมาะสม
นพ.เจษฎ์ แนะนำให้รับประทานอาหารหลากหลายและได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอ โดยใช้เกลือเสริมไอโอดีนในปริมาณเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องกินไอโอดีนเสริมขนาดสูงเอง
ออกกำลังกายให้เหมาะสม กินอาหารให้พอกับพลังงานที่ใช้ และพักฟื้นให้เพียงพอ โดยเฉพาะคนที่ฝึกหนักหรือกำลังลดน้ำหนัก
สังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ถ้ามีอาการหลายอย่างร่วมกันและเป็นต่อเนื่อง หรือพบก้อนใหม่ที่คอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
กินยาตามคำแนะนำและตรวจติดตาม ไม่ปรับขนาดยา หยุดยา หรือซื้อฮอร์โมนไทรอยด์มากินเพื่อลดน้ำหนักเอง เพราะอาจกระทบหัวใจและกระดูก
แจ้งแพทย์เรื่องประวัติครอบครัว โดยเฉพาะโรคไทรอยด์จากภูมิคุ้มกัน หรือมะเร็งไทรอยด์บางชนิด เพื่อประเมินความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องตรวจเลือดหรืออัลตราซาวด์ไทรอยด์ทุกปี ควรพิจารณาตามอาการ ปัจจัยเสี่ยง และคำแนะนำของแพทย์
นพ.เจษฎ์ ทิ้งท้ายว่า โรคไทรอยด์มีหลายรูปแบบ บางคนมีฮอร์โมนสูง บางคนมีฮอร์โมนต่ำ ขณะที่บางคนมีก้อนบริเวณลำคอแม้ผลเลือดปกติ จึงไม่ควรสรุปว่าความเหนื่อยง่ายหรือน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงเกิดจากโรคไทรอยด์เสมอไป แต่หากมีความผิดปกติต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรับการดูแลอย่างตรงจุดตั้งแต่เนิ่น ๆ
อ่านข่าว
ปภ.โอนเงิน "เยียวยาน้ำท่วม" วันนี้ 38,194 ครัวเรือน รวม 284 ล้าน
ราคา "ทองคำ" เช้านี้ -400 บาท "รูปพรรณ" ขายออก 64,800 บาท
นายกฯ เยือนภูฏานอย่างเป็นทางการในรอบ 8 ปี มุ่งกระชับความร่วมมือ 2 ประเทศ
