กพท.สั่ง ทอท.ตรวจสอบโครงสร้างใต้ผิวสนามบินสุวรรณภูมิ

เศรษฐกิจ
19:48
จำนวนผู้ชม 19
Thai PBS
กพท.สั่ง ทอท.ตรวจสอบโครงสร้างใต้ผิวสนามบินสุวรรณภูมิ

กรณีอากาศยานของสายการบิน China Airlines เที่ยวบิน CI840 เส้นทางสุวรรณภูมิ-เกาสง ไต้หวัน ติดอยู่บนพื้นผิวทางวิ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2569

วันนี้ (30 ต.ค.2569) พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ให้ชี้แจงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมรายงานแนวทางป้องกัน เบื้องต้นทราบว่าอาจเกิดจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างเสื่อมสภาพ แต่ต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน

พร้อมเสนอให้ ทอท.นำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นผิวสนามบิน ทั้งรันเวย์ ทางขับและลานจอดเครื่องบิน เพื่อค้นหาจุดที่มีความเสี่ยงและซ่อมแซม ก่อนเกิดความเสียหายจากน้ำหนักเครื่องบิน

มาตรฐานความปลอดภัยของสนามบิน เป็นข้อกำหนดที่ต้องควบคุมอย่างต่อเนื่อง ไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณผู้โดยสารหรือฤดูกาลท่องเที่ยว โดยต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งปี

ส่วนแนวโน้มการเดินทางทางอากาศ ผู้อำนวยการ กพท. ระบุว่า หลังไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จำนวนผู้โดยสารมีแนวโน้มลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 แต่คาดว่าช่วงไฮซีซันจะกลับมาคึกคักมากขึ้น โดยสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ อาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง มาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ทอท.แจงปัญหารันเวย์สุวรรณภูมิ พบปัจจัยดินอ่อน-น้ำสะสม

ขณะที่ น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ชี้แจงว่า สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการมาประมาณ 20 ปี มีเที่ยวบินใช้งานประมาณ 700,000 เที่ยวบินต่อปี ทำให้โครงสร้างรันเวย์ต้องรองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบทางวิศวกรรม พบปัจจัยหนึ่งมาจากลักษณะชั้นดินใต้สนามบิน เป็นดินอ่อนและมีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาและฝนตกหนัก ทำให้มีน้ำสะสมเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ชั้นโครงสร้างพื้นผิว ส่งผลกระทบต่อสภาพรันเวย์

จุดที่ต้องเฝ้าระวังส่วนใหญ่ เป็นบริเวณที่เครื่องบินเลี้ยวหรือเปลี่ยนทิศทาง เช่น จุดหัวเลี้ยว ทางออกแท็กซี่เวย์และบริเวณหัวรันเวย์ ซึ่งต้องรองรับแรงกระทำและแรงบิดมากกว่าช่วงที่เครื่องบินวิ่งตรง

เราพบว่าชั้นดินของสนามบินเป็นชั้นดินอ่อน มีน้ำค่อนข้างสูง บวกกับสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกค่อนข้างเยอะ ทำให้ปริมาณน้ำที่อยู่ในบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นจนใกล้กับชั้นโครงสร้างพื้นผิว

ขณะนี้ ทอท.อยู่ระหว่างสแกนและตรวจสอบพื้นผิว เพื่อกำหนดจุดที่ต้องปรับปรุง โดยเน้นบริเวณที่มีแรงเสียดทานและแรงบิดสูง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพื้นผิวทั้งหมด แต่จะพิจารณาตามสภาพของแต่ละจุด แต่อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถปิดพื้นที่ทั้งหมดเพื่อซ่อมบำรุงรันเวย์ เพราะสนามบินสุวรรณภูมิมีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่น หากปิดพื้นที่ทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่อการรองรับเที่ยวบิน จึงต้องแบ่งพื้นที่และช่วงเวลาซ่อมบำรุงเป็นระยะ เช่น การปิดพื้นที่ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.เป็นเวลา 10 วัน ก่อนทยอยดำเนินการในจุดอื่น

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้ ทอท.ต้องทบทวนการทำงาน โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มข้นตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง พร้อมหารือกับผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิและสายงานวิศวกรรม เพื่อวางแนวทางแก้ไขระยะยาว ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

พนักงานตรวจค้นสนามบิน ถูกผู้โดยสารร้องเรียน

น.ส.ปวีณา ยังกล่าวถึกรณีปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานตรวจค้นกับผู้โดยสาร ว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมและการให้บริการว่า ต้องมองปัญหาทั้ง 2 ด้าน เนื่องจากพนักงานตรวจค้นมีหน้าที่หลักในการรักษาความปลอดภัย และต้องทำให้ผู้โดยสารปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด ขณะเดียวกันผู้โดยสารก็ต้องการได้รับบริการที่ดีและสุภาพ

พร้อมยอมรับว่าลักษณะงานด้านความปลอดภัยมีความกดดัน โดยเฉพาะเมื่อมีผู้โดยสารจำนวนมากและต้องปฏิบัติตามมาตรการตรวจค้นอย่างเข้มงวด บางขั้นตอนอาจทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สะดวกใจ เช่น การตรวจค้นร่างกาย หรือการขอให้แสดงสิ่งของภายในกระเป๋า ส่วนการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ตรวจค้น ต้องใช้เวลาและงบประมาณลงทุน จึงจำเป็นต้องทยอยปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวอีกว่า หากพนักงานมีพฤติกรรมแสดงสีหน้า หรือใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับผู้โดยสาร ทอท.ขออภัยผู้โดยสารทุกคน พร้อมย้ำว่าพนักงานต้องให้ความสำคัญกับการบริการ แม้จะเผชิญความกดดันในการทำงานก็ตาม ซึ่ง ทอท.จะพัฒนาบุคลากรและกำชับการปฏิบัติงานให้เข้มข้นขึ้น พร้อมหาเทคโนโลยีมาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ เช่น การติดตั้งกล้องเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ และช่วยลดปัญหาการโต้เถียงหรือความขัดแย้งระหว่างพนักงานกับผู้โดยสาร

ย้ำเปิดตรวจ "กระเป๋าสัมภาระ" เป็นมาตรฐานสากล

สำหรับเรื่องการเปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสาร ผู้อำนวยการ กพท. ชี้แจงว่า เป็นมาตรการตามมาตรฐานความปลอดภัยการบินสากล หลังพบผู้โดยสารนำสิ่งของต้องห้าม เช่น พาวเวอร์แบงก์และไฟแช็ก ใส่กระเป๋าสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องบิน ซึ่งหากเกิดความร้อนหรือเพลิงไหม้ระหว่างเดินทาง จะไม่สามารถเข้าดับไฟได้และอาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินทั้งลำ

ตั้งแต่วันที่ 16-27 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระมากกว่า 4,600 ใบ สะท้อนว่ายังมีผู้โดยสารบางส่วนหลงลืมหรือไม่เข้าใจข้อกำหนดดังกล่าว

พร้อมยืนยันว่า กระบวนการเปิดตรวจกระเป๋าดำเนินการภายใต้กล้องวงจรปิดตลอดเวลา และมีเจ้าหน้าที่หลายคนร่วมตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการลักทรัพย์หรือใส่สิ่งของเข้าไปในกระเป๋าของผู้โดยสาร พร้อมแนะนำให้เลือกใช้กระเป๋าที่มีกุญแจระบบ TSA ซึ่งเป็นระบบที่เจ้าหน้าที่ได้รับอนุญาตให้เปิดตรวจได้ โดยไม่ทำให้ตัวล็อกเสียหาย

อ่านข่าว

สุวรรณภูมิแจงสาเหตุ China Airlines ล้อติดรันเวย์ ฝนตกหนักน้ำสะสมทำพื้นผิวชำรุด

"สุวรรณภูมิ" แจงปม จนท.ตรวจค้นแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีนำน้ำผ่านจุดตรวจ

ธปท. จ่อคุมเข้มสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ปรับเกณฑ์ใหม่จำกัดวงเงิน 2 หมื่นบาท