เมื่อวันที่ 31 พ.ย.2569 สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เปิดฉากขึ้นจากการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียตั้งแต่ปี 2565 ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทำลายล้างระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่ทะเลดำอย่างรุนแรง
ล่าสุด อิวาน รูเซฟ หัวหน้านักวิจัยแห่งอุทยานแห่งชาติตูซลี ลากูนส์ ทางตอนใต้ของยูเครน เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า จำนวนโลมาปากขวด โลมาปากสั้น และวาฬ ที่เสียชีวิตจากภาวะสงครามพุ่งสูงเกินกว่า 120,000 ตัวแล้ว ซึ่งคิดเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของประชากรโลมาและวาฬทั้งหมดในทะเลดำ โดยเฉพาะในปี 2565 เพียงปีเดียว มีโลมาตายสูงถึงประมาณ 50,000 ตัว
ต้นเหตุหลักของการสูญเสียครั้งใหญ่ของโลมา ซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร เกิดจากการทำงานของระบบคลื่นเสียงโซนาร์บนเรือรบและเรือดำน้ำ รวมถึงเสียงระเบิดและการยิงขีปนาวุธร่อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงคลื่นเสียงเหล่านี้รบกวนและทำลายระบบการนำทางด้วยการส่งคลื่นเสียงสะท้อน (Echolocation) ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการดำรงชีวิตของโลมา
ส่งผลให้เหล่าโลมาสูญเสียความสามารถในการทิศทาง การสื่อสาร และการล่าเหยื่อ เมื่อโลมาไม่สามารถจับปลาได้ น้ำหนักตัวจึงลดลงอย่างรวดเร็วและต้องดึงชั้นไขมันมาเผาผลาญ
แต่เนื่องจากไขมันดังกล่าวได้สะสมสารพิษจากน้ำเสีย ปุ๋ยเคมี ไมโครพลาสติก และยาปฏิชีวนะเอาไว้ การเผาผลาญไขมันจึงกลายเป็นการปล่อยสารพิษเข้าสู่ร่างกายตัวเอง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลวและติดเชื้อไวรัสมอร์บิลลิไวรัสในระบบทางเดินหายใจจนตายในที่สุด
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมของทะเลดำยังต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษซ้ำซ้อน ทั้งจากการที่โดรนและอาวุธของยูเครนสามารถจมเรือรบและเรือดำน้ำของรัสเซียไปแล้วมากกว่า 30 ลำ รวมถึงเรือธง "มอสควา" (Moskva) ซึ่งเรือทุกลำบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงและสารเคมีพิษปริมาณมหาศาล คราบน้ำมันที่รั่วไหลออกมากระจายตัวเคลือบสาหร่ายทะเลและเป็นพิษต่อสัตว์หอยและปลาหลายชนิด โดยเฉพาะปลาสตาร์เจียนที่ตายเป็นจำนวนมาก
ประกอบกับเหตุการณ์เขื่อนแตกคานอฟกาบนแม่น้ำดนิโปรเมื่อปี 2566 ได้ปลดปล่อยน้ำมลพิษกว่า 18 ลบ.กม. ที่มีปุ๋ยตกค้าง โลหะหนัก และน้ำมันเครื่องไหลลงสู่ทะเลดำ ซ้ำเติมให้ปริมาณปลาหลายสายพันธุ์ เช่น ปลาพงและปลาถั่ว ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย
ความเสียหายดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปถึงนกสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่บินอพยพระหว่างยุโรปเหนือและตะวันออกกลาง โดยเสียงระเบิดและโดรนที่บินวนทำให้นกตกใจกลัว ละทิ้งรังและไข่ เช่น นกฟลามิงโกที่เพิ่งเข้ามาทำรัง ต้องทิ้งไข่ให้เป็นอาหารของนกนางนวล ส่งผลให้ประชากรนกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ประชากรโลมาที่เน่าเปื่อยลอยมาเกยหาดโอเดซายังสร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวบ้านและเด็ก ๆ ในพื้นที่เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ แม้การล่าสัตว์บนบกจะลดลงทำให้สัตว์ป่าบางชนิด เช่น หมูป่าและหมาจิ้งจอก มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่นักวิจัยคาดการณ์ว่าระบบนิเวศทางทะเลและประชากรโลมาอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูรักษาสมดุลนานถึง 30-50 ปี เลยทีเดียว
อ่านข่าว :
กรมประมง แนะกินปริมาณเหมาะสม-เลี่ยงเครื่องใน กิจกรรม "ชวนกินปลา" ปราจีนฯ
สบส.พบ 3 จุดเสี่ยงสถานดูแลผู้สูงอายุ เร่งตรวจครบ 1,204 แห่ง ภายใน 30 พ.ย.
ต้นน้ำคึกคัก ปลายน้ำคุกรุ่น! ปราจีนบุรีจัดงาน "ชวนกินปลา" ท่ามกลางวิกฤตสารเคมี
