การเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ เข้าสู่โค้งสุดท้าย โดยพรรครีพับลิกันส่ง "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงพื้นที่หาเสียงในแคนซัสและไอโอวา โดยทรัมป์ประกาศกลางเวทีหาเสียงเวทีสุดท้ายที่แคนซัส ว่า รีพับลิกันจะได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ
ขณะที่ชาวอเมริกันตามรัฐต่างๆ ทยอยออกไปใช้สิทธิล่วงหน้าจำวนมาก ซึ่งตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทั่วประเทศสูงทำสถิติทะลุ 54 ล้านคน โดยเฉพาะในรัฐสมรภูมิชิงเก้าอี้ สว. และจำนวนมากเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนเดโมแครต หลังจากตลอดช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา รีพับลิกันครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา เปิดทางให้ทรัมป์ผลักดันนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่น
การเลือกตั้งรอบนี้ชิงเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง ซึ่งผลสำรวจหลายสำนักชี้ตรงกันว่า เดโมแครตมีแนวโน้มแย่งชิงเสียงส่วนใหญ่มาจากมือของรีพับลิกันได้ แต่ต้องลุ้นกันในสนามวุฒิสภาที่จะชิงกัน 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ขณะที่ 65 ที่นั่งที่ไม่ได้เลือกใหม่ แบ่งเป็นเดโมแครต 34 ที่นั่งและรีพับลิกัน 31 ที่นั่ง
ขณะนี้ยังไม่มีใครฟันธงว่าพรรคไหนจะคว้าเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาไปครอง โดย 35 ที่นั่งที่มีการช่วงชิงกัน มีมากถึง 11 ที่นั่งที่คะแนนของผู้แทนจาก 2 พรรคคู่คี่สูสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิชิแกน โอไฮโอ ไอโอวา แคนซัส เมน หรือแม้แต่เท็กซัส ที่อาจพลิกโผได้ในวินาทีสุดท้าย
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
การเลือกตั้งกลางเทอมยุคทรัมป์ 2.0 เกิดขึ้นท่ามกลางความหวังว่า การสูญเสียแรงหนุนจากคองเกรสอาจช่วยชะลอนโยบายบางเรื่องของรัฐบาลทรัมป์ หรือลดผลกระทบที่จะเกิดกับทั้งโลกไปได้บ้าง เรื่องแรกคือกำแพงภาษี โดยนับตั้งแต่ทรัมป์เปิดศึกภาษีกับทั้งโลก สภาคองเกรสที่มีรีพับลิกันคุมเสียงข้างมาก แทบไม่ยื่นมือเข้ามาแตะในเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นประเด็นที่เรียกเสียงวิจารณ์จากทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ เพราะเจ็บตัวกันไปถ้วนหน้า
ดังนั้น หากเดโมแครตกลับมาคุมคองเกรสได้อีกครั้ง แม้จะไม่สามารถขวางภาษีทรัมป์ได้เต็มร้อย แต่สามารถโหวตเพื่อแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ได้ และสามารถเรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ข้อมูล หรือสอบสวนนโยบายการค้าของรัฐบาลได้ด้วย ซึ่งหากทำได้ดีก็อาจส่งผลดีต่อการเลือกตั้งในปี 2028
หากพ่ายศึกเลือกตั้งกลางเทอม รัฐบาลทรัมป์คิดวิธีแก้เกมไว้หลักๆ 2 วิธี วิธีแรกคือการใช้อำนาจลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ซึ่งทรัมป์ใช้วิธีนี้มาตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด โดยในเวลาไม่ถึง 2 ปี ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารไปแล้วอย่างน้อย 292 ฉบับ ตั้งแต่เรื่องภาษี การจัดการผู้อพยพ การลดจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายต่างประเทศ ตัวเลขนี้ถือเป็นจำนวนที่มากกว่าตอนทรัมป์นั่งเก้าอี้ผู้นำสมัยแรก ซึ่งขณะนั้นลงนาม 220 ฉบับในเวลา 4 ปี หรือในยุคโจ ไบเดน ลงนาม 162 ฉบับ
ส่วนวิธีที่ 2 ทรัมป์ออกตัวว่าจะเป็น Mr.Veto หากเดโมแครตชนะ โดยทรัมป์จะใช้อำนาจวีโต้ปัดตกทุกเรื่องที่คองเกรสส่งเข้าทำเนียบขาว วิธีนี้หากเดโมแครตไม่ได้เสียงเกิน 2 ใน 3 จากทั้งสองสภาก็จะทำอะไรทรัมป์ไม่ได้ และจากการประเมินในขณะนี้เสียงเดโมแครตในสภาก็ไม่น่าจะถึง
นอกจากเรื่องกำแพงภาษีแล้ว นโยบายสงครามของทรัมป์ 2.0 ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนไปทั้งโลก อย่างสงครามอิหร่าน แม้จะขัดขวางไม่ได้เพราะทรัมป์ Bypass คองเกรส แต่หากเดโมแครตชนะเลือกตั้ง อาจใช้วิธีตีชิ่งด้วยการผลักดันการตัดลดงบกลาโหม เพื่อกดดันให้ทรัมป์ขยับตัวทำสงครามได้ลำบากกว่าเดิม หรือใช้วิธีเรียกเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลเข้าให้การเรื่องแผนสงครามอิหร่าน เพื่ออาศัยกระแสสังคมช่วยกดดันจากนอกสภา
ส่วนสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีความเป็นไปได้ที่คองเกรสภายใต้การนำของเดโมแครต อาจเร่งกระบวนการสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารให้กับยูเครน หลังจากถูกทรัมป์เตะตัดขาอยู่หลายครั้ง และไม่นับการระงับมาตรการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียด้วย นอกจากนี้คองเกรสหลังเลือกตั้งกลางเทอม อาจแตะไปถึงประเด็นเรื่องการผลักดันการจำกัดความช่วยเหลือด้านอาวุธแก่อิสราเอล การฟื้นโครงการช่วยเหลือต่างชาติและอื่นๆ
อ่านข่าว
ชาวอเมริกันเลือกตั้งล่วงหน้าสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 54 ล้านคน
อิหร่านเตือนสงครามกับสหรัฐฯ ระลอกใหม่ จ่อลากยาว
"โจมตีไซเบอร์" ป่วนยุโรปพุ่งเป้า "ระบบตู้แช่เย็น" อุณหภูมิสูง 50 องศาฯ
