อินโดฯ สอบสวนคดีดักฟังผู้นำ - ส่งทหาร 20,000 นายเข้าจาการ์ตา

ต่างประเทศ
07:06
จำนวนผู้ชม 249
Thai PBS
อินโดฯ สอบสวนคดีดักฟังผู้นำ - ส่งทหาร 20,000 นายเข้าจาการ์ตา

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2569 สำนักข่าว CNA รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ว่า กองทัพอินโดนีเซียส่งกำลังพลและเจ้าหน้าที่กว่า 20,000 นายเข้าสู่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ในขณะที่ทางการกำลังสอบสวนกรณีการดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งมีเป้าหมายเป็น ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

ขณะที่ทางการไม่ได้ยืนยันว่าการส่งกำลังทหารเข้าสู่กรุงจาการ์ตาครั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีดักฟังดังกล่าวหรือไม่ โดยมูฮัมหมัด นาส โฆษกกองทัพอินโดนีเซีย กล่าวว่า การเคลื่อนกำลังพลเป็นขั้นตอนปกติ สำหรับการรักษาความมั่นคงของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน

เช่นเดียวกับ ยายัน โซฟียัน ผู้ช่วยฝ่ายปฏิบัติการของกองทัพเรือ ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการส่งกำลังพลในครั้งนี้ และไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงหรือความตึงเครียดทางการเมืองในกรุงจาการ์ตา ท่ามกลางการสอบสวนคดีดักฟังและการจับกุมที่เกิดขึ้นหรือไม่

ยายัน เปิดเผยว่า การส่งทหารระลอกใหม่ใช้กำลังพล 2,100 นาย จากหน่วยที่ประจำการอยู่ในกรุงจาการ์ตาอยู่แล้ว และกำลังพลจากพื้นที่อื่นนอกเมืองหลวงจะทยอยเข้ามาสมทบ ส่งผลให้มีจำนวนกำลังพลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 20,980 นาย โดยกำลังพลที่ถูกส่งเข้ามาใหม่ประกอบด้วย หน่วยนาวิกโยธินและกองทัพเรือ รวมถึงบุคลากรจากศูนย์ฝึกและฐานทัพเรือในเกาะชวาและ จ.ลัมปุง นอกจากนี้ยังเตรียมกำลังพลสำรองอีก 13,140 นาย ซึ่งพร้อมเข้ามาปฏิบัติภารกิจหากมีความจำเป็น

ส่วนเหตุการณ์ดักฟังโทรศัพท์ นำไปสู่การควบคุมตัวตำรวจระดับสูง 2 นายและ ลิสต์โย ซิกิต ปราโบโว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในข้อหาสอดแนมประธานาธิบดีและบุคคลสำคัญระดับสูงคนอื่นๆ โดยลิสต์โยถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 1 เดือนเศษ

อินโดฯ สอบคดี "ดักฟัง" โฆษก ปธน.ชี้การกระทำเข้าข่ายกบฏ

มีรายงานว่า ปฏิบัติการดักฟังที่ถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายนั้น ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรี นักการเมือง นักข่าว ผู้นำภาคประชาสังคม และผู้บริหารภาคธุรกิจอีกด้วย

ทางการอินโดนีเซีย ระบุว่า การดักฟังดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการลบหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ และการเข้าถึงการสื่อสารของประมุขแห่งรัฐ รวมถึงผู้นำและบุคคลสาธารณะคนอื่นๆ ซึ่งผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าดักฟังโทรศัพท์ของเป้าหมายโดยไม่ได้รับอนุญาตมาตั้งแต่ปี 2568 และปฏิบัติการดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปี 2569 รวมถึงช่วงเวลาที่ลิสต์โยยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ปราเซตโย ฮาดี โฆษกประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเข้าข่ายการกระทำที่นำไปสู่ความผิดฐานกบฏ ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโวมีความกังวลอย่างมากต่อเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังถือเป็นภัยต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของรัฐ รวมถึงเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้นำประเทศ แม้จะยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัดก็ตาม

ทั้งนี้ กฎหมายอินโดนีเซีย กำหนดโทษสูงสุดสำหรับความผิดฐานกบฏต่อประธานาธิบดี คือโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย

อ่านข่าว

ธนาคารเลือดของฝรั่งเศสถูกโจมตีทางไซเบอร์ ไม่กระทบแจกจ่ายโลหิต

มือมืดขู่วางระเบิด 10 เที่ยวบินทั่วยุโรป ตรวจสอบไม่พบสิ่งผิดปกติ

"ทรัมป์" ส่งสัญญาณ VETO สกัดเดโมแครต หลังพ่ายเลือกตั้งกลางเทอม