ปปง.แจงขั้นตอนยึดทรัพย์ "บุ๋ม ปนัดดา-มูลนิธิ" คดีฉ้อโกง เฉลี่ยคืนผู้เสียหาย

อาชญากรรม
10:26
จำนวนผู้ชม 262
Thai PBS
ปปง.แจงขั้นตอนยึดทรัพย์ "บุ๋ม ปนัดดา-มูลนิธิ" คดีฉ้อโกง เฉลี่ยคืนผู้เสียหาย

วันนี้ (5 พ.ย.2569) นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวนทางการเงิน ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน มูลฐานความผิดจากการเรี่ยไรรับบริจาค และขั้นตอนการเตรียมยึดอายัดทรัพย์สินบัญชี "มูลนิธิองค์กรทำดี" พร้อมบุคคลสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

นายวิทยาพร ระบุว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจำนวนหนึ่ง หลังจากนี้พนักงานสอบสวนตำรวจจะจัดทำรายงาน สำนวนการยึดอายัดทรัพย์สิน เพื่อส่งให้สำนักงาน ปปง.ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยระหว่างนี้พนักงานสอบสวน ยังสามารถพิจารณาคืน หรือไม่คืนทรัพย์สินที่อายัดแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ หรือจะพิจารณาว่าทรัพย์สินใดจะยึดไว้เป็นของกลางในคดีก็ได้ จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงจะส่งรายการทรัพย์สินให้ ปปง.ดำเนินการตามขั้นตอน

ธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการรับโอนหรือจ่ายออกภายในบัญชีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายงานว่า มีจำนวนรวมกว่า 1.8 ล้านครั้ง ส่วนนี้จะเป็นการดำเนินการของพนักงานสอบสวนตำรวจ ตรวจสอบเชิงลึก ผ่านการตรวจสอบเปรียบเทียบด้วยรายการเดินบัญชีธนาคาร แต่ในส่วนของ ปปง.จะตรวจสอบรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย จึงมีความแตกต่างกัน ดังนั้นธุรกรรมต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนตรวจพบ จะถูกใช้พิจารณาในการดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระ

ปัจจุบัน พนักงานสอบสวนตำรวจ พิจารณาองค์ประกอบของหลักฐานในคดีแล้ว เข้าข่ายตามความผิดฉ้อโกงประชาชน, ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งหากภายหลังพบว่ามีการกระทำใดที่เข้าข่ายเป็นความผิดกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวน สามารถแจ้งข้อกล่าวหาในภายหลังได้ ตามพยานหลักฐานที่พบ

รองโฆษก ปปง. ยังชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงไม่แจ้งข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ ว่า พนักงานสอบสวนอาจมองประเด็นการไลฟ์ เมื่อครั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประชาสัมพันธ์ให้ร่วมโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารต่างๆ ส่วนนี้จะเข้าองค์ประกอบความผิดฉ้อโกงประชาชน แต่หากบอกว่า "นำเงินมาให้มูลนิธิ" แล้วพบว่าบุคคลใดมีหน้าที่จัดการเงิน แต่กลับนำเงินไปทำอย่างอื่น นอกเหนือจากที่มูลนิธิมีข้อกำหนด ลักษณะนี้จะเข้าข่ายเป็นการยักยอกทรัพย์

ส่วนสาเหตุที่เลขาธิการ ปปง. ไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 48 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราวก่อนนั้น โดยปกติแล้ว ปปง.จะพิจารณาความสมบูรณ์ของสำนวนคดีมูลฐานก่อนว่า พนักงานสอบสวนดำเนินการมีความคืบหน้าอย่างไร

หากพนักงานสอบสวนตำรวจ มีพยานหลักฐานเส้นทางการเงินครบถ้วน เพียงพอต่อการดำเนินคดี ในส่วนนี้เลขาธิการ ปปง.สามารถใช้ดุลพิจารณาได้ หรือหากพบว่ามีทรัพย์สินรายการใดที่พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจยึดอายัด ส่วนนี้อำนาจของเลขาธิการ ปปง.สามารถออกคำสั่งยึดอายัดทรัพย์ไว้ชั่วคราวได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของพนักงานสอบสวนตำรวจในขณะนี้ ค่อนข้างมีความเข้มข้นมากพอสมควร โดยดูได้จากการที่ตำรวจ ปอศ.ดำเนินการอายัดทรัพย์ไว้แล้ว

สำหรับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ทั้งหมด หากท้ายที่สุดมีการยึดและอายัดทรัพย์ จนไปถึงขั้นตอนทำสำนวนเสนออัยการ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งมาตรการทางทรัพย์สิน โดยไม่ได้เป็นการยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่จะต้องนำทรัพย์สินไปชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย คือผู้บริจาคเงิน เนื่องจากมูลฐานของคดีนี้คือคดีฉ้อโกงประชาชนและมีผู้เสียหายจริง

ส่วนขั้นตอนการชดใช้เฉลี่ยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย จะต้องดำเนินการผ่านประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของ ปปง. ซึ่งจะเห็นได้จากคดีฉ้อโกงประชาชนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นวัด มูลนิธิหรือสมาคมดัง ที่ปปง.ประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย และผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้อง พร้อมหลักฐานการโอนเงินมูลค่าความเสียหาย เข้ามาในระบบภายใน 90 วัน

อ่านข่าว :

ผู้การ ปอศ.เผยตรวจทรัพย์สิน-บัญชี "บุ๋ม ปนัดดา-ก๊อต" หาแหล่งที่มาเงิน

ผบก.ปอศ.ยอมรับเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ส่วนใหญ่ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์

"เบลล่า ราณี" พบตำรวจ ปอศ. แจงปมเงินบริจาค 1 ล้านให้มูลนิธิ "บุ๋ม ปนัดดา"