ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอนอัตราดอกเบี้ยและค่าบริการบัตรเครดิต

เศรษฐกิจ
07:54
จำนวนผู้ชม 88
Thai PBS
ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอนอัตราดอกเบี้ยและค่าบริการบัตรเครดิต

คดีนี้ผู้ฟ้องคดี (นายสุรชัย ฝั้นแก้ว) ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และ เบี้ยปรับที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศดังกล่าว

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2455 องค์คณะศาลปกครองกลางซึ่งมีนายเทอดพงศ์ คงจันทร์ เป็นตุลาการเจ้าของสำนวน ได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และ เบี้ยปรับที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้จากการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

โดยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้เมื่อคำนวณรวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๒๐ ต่อปี สืบเนื่องมาจากก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ธนาคารพาณิชย์ได้มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสินเชื่อบัตรเครดิตในอัตราที่สูงถึงร้อยละ ๒๘ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเกินควรและก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนผู้ใช้บัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ อันนำมาซึ่งการร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และเบี้ยปรับที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตามประกาศฉบับพิพาทในคดีนี้ ซึ่งพิเคราะห์จากปัจจัยต่างๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำมาใช้กำหนดหลักเกณฑ์ กล่าวคือ การเทียบเคียงกับอัตราดอกเบี้ยของเงินประเภทต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ อันได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก อัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ โดยเฉพาะเพดานสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้ในเชิงเปรียบเทียบ

ประเทศไทยมีอัตราไม่เกินร้อยละ ๒๐ ต่อปี ประเทศมาเลเซียมีอัตราไม่เกินร้อยละ ๑๘ ต่อปี ประเทศสิงคโปร์มีอัตราไม่เกินร้อยละ ๒๔ ต่อปี เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีอัตราไม่เกินร้อยละ ๒๔ ต่อปี ประเทศสหรัฐอเมริกามีอัตราไม่เกินร้อยละ ๒๔.๕ ต่อปี และประเทศไต้หวันมีอัตราไม่เกินร้อยละ ๑๙.๗ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกันกับอัตราของประเทศไทย

อีกทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยยังกำหนดโดยพิจารณาจากค่าใช้จ่ายในการประกอบการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อนอกระบบในอัตราร้อยละ ๒๔ ถึง ร้อยละ ๖๐ ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยของโรงรับจำนำ ที่กฎหมายกำหนดให้คิดได้ในอัตราร้อยละ ๒๔ ต่อปี โดยกรณีของโรงรับจำนำผู้กู้ต้องนำสังหาริมทรัพย์มาจำนำไว้เป็นประกันทรัพย์สินด้วย

ขณะที่ผู้ใช้บัตรเครดิตซึ่งขอใช้เงินของธนาคารพาณิชย์ชำระราคาสินค้าให้ไปก่อน เป็นการล่วงหน้าเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บัตรเครดิตแทนที่จะใช้เงินสด ซึ่งเท่ากับ เป็นการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในลักษณะหนึ่งเช่นกัน กลับมิต้องนำบุคคลหรือทรัพย์สินใดๆ มาวางเป็นประกันการขอใช้เงินกู้ดังกล่าวของธนาคารพาณิชย์ อันเป็นที่เห็นได้ว่าการที่ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจให้ผู้ใช้บัตรเครดิตนำเงินของธนาคารพาณิชย์ไปใช้ในกรณีบัตรเครดิตเช่นนี้ ย่อมมีความเสี่ยงที่ต้องแบกรับภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากกว่าการให้กู้เงินในกรณีที่ผู้กู้มีบุคคลหรือทรัพย์สินมาเป็นประกันการชำระหนี้

การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของบัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้ ในอัตราไม่เกินร้อยละ ๒๐ ต่อปี จึงเป็นไปเพื่อชดเชยความเสี่ยงของหนี้บัตรเครดิตซึ่งเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันการชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำปัจจัยและผลกระทบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์มากำหนดหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฯ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่ชอบด้วยเหตุผล และธนาคารพาณิชย์ก็มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และเบี้ยปรับในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตภายในกำหนดเพดานอัตราดังกล่าวได้โดยชอบ

ศาลจึงเห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. ๑๗/๒๕๕๒ เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และเบี้ยปรับที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ข้อ ๕.๒.๑ และข้อ ๕.๒.๒ ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองกลางจึงพิพากษายกฟ้อง