นายกฯ ขีดเส้นโครงการป้องกันน้ำท่วม เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก ก.ค.นี้
ทหารกองทัพภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เร่งซ่อมแซมคันดินแม่น้ำยมที่พังลง ในพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ และ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมในเขตชุมชน จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ขยายวงกว้าง ขณะที่ทางจังหวัดพิษณุโลกได้แจ้งเตือนชาวนาในที่ลุ่มต่ำเร่งเกี่ยวข้าวและเก็บทรัพย์สินขึ้นไว้ที่สูง โดยมีการคาดการว่าน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดสุโขทัย จะมาถึงอำเภอบางระกำโดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน ทำให้ชาวนาในพื้นที่เสี่ยงเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วม พร้อมกับนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากที่นา จากปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะจังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เร่งสำรวจความเสียหายของถนน และสะพาน ที่ถูกตัดขาด พร้อมทั้งเร่งซ่อมแซมให้ประชาชนได้ใช้สัญจร
โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบการบริหารจัดการน้ำวันที่สาม ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำในเขตเทศบาลเมือง และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม รวมถึงโครงการแก้มลิงในพื้นที่กลางน้ำ ทั้งที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ และบึงขี้แร้ง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานตามโครงการในระยะสั้นให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลากในเดือนกรกฏาคม รวมถึงเตือนให้ทุกจังหวัดที่มีทางน้ำผ่าน คอยตรวจดูไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปตรวจสอบและให้ดำเนินการได้ทันที
ขณะที่ในการประชุมองค์กรเครือข่ายเมืองใหญ่ของเอเชีย ซึ่งมีผู้แทนจากเมืองสมาชิกจำนวน 8 เมือง ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เรื่องการจัดการภัยพิบัติ โดยนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยพระอัจฉริยภาพการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นห่วงราษฎร และสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทอดพระเนตรระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นประจำทุกวัน โดยรับสั่งกับเจ้าหน้าที่เข้าเฝ้าฯ ต่อการบริหารจัดการน้ำภาพรวมที่ต้องทำอย่างเป็นระบบทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ พร้อมมีพระราชดำรัสให้ประชาชน เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง และเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติให้ได้
