จำนวนเด็กไทยป่วยโรคมือ เท้า ปากมากกว่าปีที่แล้ว 2 เท่า-กัมพูชาเสียชีวิตแล้ว 60 คน
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก ตั้งแต่เดือนม.ค.-มิ.ย. ปีนี้ พบว่า มีเด็กป่วยแล้ว 10,813 คน แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 กว่า 2 เท่า ผลตรวจเชื้อจากห้องปฏิบัติการ ระบุว่า ร้อยละ 20 เกิดจากเชื้อไวรัสคอกซากี่ เอ 16 (Coxsackie A 16) และเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Entero Virus 71) โดยจากการวิเคราะห์อาการป่วยของเด็กไทย ยังไม่มีหลักฐานว่ามีความรุนแรง ทั้งทางห้องปฏิบัติการและอาการของผู้ป่วย พร้อมย้ำว่าประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้สามารถป้องกันได้
โดยโรคมือ เท้า ปาก จะพบมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป เนื่องจากอากาศเย็นและชื้น เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง โดยร้อยละ 99 อาการจะทุเลาลง และหายป่วยได้เอง มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ที่จะพบอาการรุนแรง และติดต่อกันได้ทางการสัมผัสด้วยมือ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายทางปากโดยตรง ปนเปื้อนในน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง แผลในปาก และอุจจาระ ซึ่งติดไปกับมือของเด็ก แล้วไปสัมผัสกับอาหาร ของเล่น หรือ วัสดุต่างๆ ทำให้เชื้อติดต่อไปสู่เด็กคนอื่นๆ จึงต้องสอนให้เด็กล้างมืออย่างถูกวิธี และพี่เลี้ยงเด็กเล็กก็ต้องล้างมือ ฟอกสบู่ทุกครั้งก่อนป้อนอาหาร ป้อนนมเด็ก และปฎิบัติตามมาตรการ การทำความสะอาด สถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียน
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และประสานไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อดูแลมาตรฐานความสะอาดสิ่งแวดล้อมของศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนที่ต่ำกว่าระดับประถมต้นลงมา โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หากพบเด็ก มีไข้ และมีตุ่มขึ้นตามมือ ตามเท้า หรือ มีตุ่มขึ้นในปาก ขอให้แยกออกจากเด็กปกติ และให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทราบทันที เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างทันท่วงที และควบคุมจำกัดไม่ให้เชื้อแพร่ระบาด
ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กชาวกัมพูชา 61 คน ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ทางองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ระบุว่า เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ชนิดรุนแรง ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิตทั้งหมด ประกอบกับการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐาน
