ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation หรือ AF) เป็นความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ภาวะนี้มีความสำคัญทางสาธารณสุข เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ
AF เกิดจากความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจห้องบน (atria) ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพลดลง จุดที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่มีอาการแสดงภายนอกให้สังเกตได้ แต่ในขณะเดียวกัน AF สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดและโรคหลอดเลือดสมองได้สูงกว่าปกติหลายเท่า การตรวจจับและเฝ้าระวังภาวะนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

กลไกสำคัญของการเกิด AF อยู่ที่ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจในห้องบน ปกติแล้วหัวใจจะหดตัวอย่างเป็นจังหวะจากสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดจาก Sinoatrial Node (SA node) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณหลักของหัวใจ แต่ในผู้ป่วย AF สัญญาณไฟฟ้าเหล่านี้จะกระจายตัวและวนซ้ำอย่างไม่เป็นระเบียบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (fibrillation) แทนที่จะหดตัวประสานกันตามปกติ ส่งผลให้เลือดไหลออกจากห้องบนได้ไม่เต็มที่ และเกิดการคั่งของเลือด โดยเฉพาะในบริเวณส่วนยื่นของหัวใจห้องบน (atrial appendage) ซึ่งเป็นจุดที่ลิ่มเลือดสามารถก่อตัวได้ง่าย

ลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจอาจหลุดออกและไหลไปอุดตันหลอดเลือดในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย บริเวณที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ปอดและสมอง หากเกิดการอุดตันในปอดจะนำไปสู่ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism หรือ PE) ซึ่งรบกวนการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนการอุดตันในหลอดเลือดสมองจะก่อให้เกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการและการเสียชีวิต
ปัจจัยเสี่ยงของ AF มีหลายประการ ตั้งแต่ความเสื่อมของระบบหัวใจตามอายุ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไทรอยด์ ภาวะอ้วน และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม ภาวะ AF อาจเกิดเป็นช่วง ๆ (paroxysmal) หรือเกิดอย่างต่อเนื่อง (persistent หรือ chronic) และในหลายกรณีผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการเหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือโรคหลอดเลือดสมอง

การวินิจฉัย AF ทำได้โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram หรือ ECG) ซึ่งมักพบว่าผิดไปจากปกติและลักษณะสั่นพลิ้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก AF อาจเกิดเป็นระยะ การตรวจเพียงครั้งเดียวในรอบปีอาจไม่สามารถตรวจพบได้เสมอไป ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่หรือสมาร์ตวอตช์จึงพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเฝ้าระวังภาวะนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้เซนเซอร์วัดชีพจร (photoplethysmography หรือ PPG) ในการตรวจจับความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ และในบางรุ่นยังสามารถบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบลีดที่หนึ่ง (lead I ECG) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินของแพทย์

แนวทางการดูแลผู้ป่วย AF มุ่งเน้นทั้งการควบคุมอาการและการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง การใช้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดมีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การควบคุมน้ำหนัก การลดการดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และการควบคุมโรคประจำตัว ในบริบทนี้ สมาร์ตวอตช์จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเฝ้าระวังสุขภาพหัวใจและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงในระดับประชากร
เรียบเรียงโดย โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์
Prince of Wales Hospital Department of Orthopaedics & Traumatology Faculty of Medicine,
The Chinese University of Hong Kong
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




















