คุยกับ "รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล" ตีแผ่ปัญหา "School Shooting" ล้อมรั้วความรุนแรงในโรงเรียน


Interview

สันทัด โพธิสา

แชร์

คุยกับ "รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล" ตีแผ่ปัญหา "School Shooting" ล้อมรั้วความรุนแรงในโรงเรียน

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3715

คุยกับ "รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล" ตีแผ่ปัญหา "School Shooting" ล้อมรั้วความรุนแรงในโรงเรียน

 

เหตุการณ์คนร้ายบุกเข้าไปยิงในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเสียชีวิต กลายเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศ 

เหนืออื่นใด คือการตั้งคำถามถึงเหตุการณ์ “กราดยิง” ทั้งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน หรือตามสถานที่สาธารณะ ที่ดูเหมือนว่า กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสังคมไทยทุกวันนี้ 

เกิดคำถามตัวโต ๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบรักษาความปลอดภัยในสังคมไทย ? 

เพราะมาตรการด้านความปลอดภัยที่อ่อนแอ ? เพราะเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้มงวดและครอบคลุมพียงพอ ? หรือเพราะกฎหมายไม่ปรับปรุงให้เท่าทันยุคสมัย ?

ไม่ว่าจะเป็นด้วยปัจจัยใด การทำให้ปัญหาลดลง ถือเป็น “โจทย์สำคัญ” ที่ผู้คนในสังคม ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องใส่ใจและร่วมมือกัน

Thai PBS เชิญ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต มาร่วมกันหยั่ง “รากลึกของปัญหา” รวมถึงมองหา “ทางออก” ที่ช่วยลดความรุนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ ควรเป็นอย่างไร บทสนทนาจากนี้มีคำตอบ…

หยั่งรากปัญหากราดยิง “School Shooting” 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข่าวการกราดยิง รวมถึงความรุนแรงต่าง ๆ เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งขึ้น ในหลากหลายเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านั้น มักจบลงด้วยการสูญเสีย ซึ่งหากย้อนกลับไปยังรากของปัญหา อ.กฤษณพงค์ มองว่า ต้นตอของปัญหาเกิดจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญคือ การอบรมเลี้ยงดู ที่มีผลต่อความคิดของผู้ก่อเหตุเป็นสำคัญ

“การที่คนจะมีพฤติกรรมรุนแรง เริ่มต้นต้องมาจากความคิด รวมทั้งการตัดสินใจที่มีปัญหา ถามว่าเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่ถ้าตรวจสอบย้อนกลับไป มักเกิดจากการอบรมเลี้ยงดู เกิดจากสภาพจิตใจที่หล่อหลอมตัวตนของเขาให้ออกมาเป็นแบบนี้”

“ปัจจัยต่อมา คือ เรื่องสัมพันธภาพของผู้ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสัมพันธภาพที่มีต่อเพื่อนในชั้นเรียน หรือคุณครู หรือคนรอบข้าง ตรงนี้มีความสำคัญมาก จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า ถ้าคนมีพื้นฐานเรื่องความอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่นกับคนในครอบครัว หรือกับเพื่อนในโรงเรียน เขาจะไม่ค่อยกระทำความผิด”

“ในทางกลับกัน ถ้าเขาไม่มีพื้นฐานเหล่านี้ เช่น เป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีปัญหา หรือมาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง แนวโน้มที่เขาจะกระทำความผิด จะมีมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป”

อีกหนึ่งปัจจัยที่ อ.กฤษณพงค์บอกว่า มีผลต่อพฤติกรรมรุนแรง นั่นคือ สภาพแวดล้อม รวมถึงการเลียนแบบคนในสังคมด้วยกันเอง ล้วนเป็นที่มาของปัญหานี้เช่นกัน

“ถ้ามีคนในสังคมที่เป็นต้นแบบ เกิดใช้วิธีตัดสินความไม่พอใจด้วยการใช้ความรุนแรง ภาพที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะทำให้เขารู้สึกว่าทำได้ รวมไปถึงแรงเชียร์ แรงยุต่าง ๆ ถ้ายังจำเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชเมื่อหลายปีก่อนได้ ช่วงแรก ๆ ของการเกิดเหตุ คนร้ายมีการไลฟ์สด ซึ่งการไลฟ์สดของเขา ปรากฎว่ามีคนมาเชียร์ เอาเลย เอาอีก มันเหมือนเป็นการกระตุ้น ยิ่งรู้สึกว่ามีคนสนับสนุนเขา เขาจึงยิ่งทำอย่างต่อเนื่อง”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา

การเลียนแบบจากสื่อ และกฎหมายไม่ทันยุคสมัย ปัจจัยต่อความรุนแรง

“สื่อ” ในโลกยุคใหม่ เข้าถึงไว และเข้าถึงง่าย มองในมุมของนักอาชญาวิทยา อ.กฤษณพงค์ บอกว่า ถือเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงได้เช่นกัน

“ปัจจุบัน Internet access หรือการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตง่ายขึ้น ทำให้การเสพสื่อเป็นไปโดยง่าย ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat) ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ หรือรูปแบบวิธีการที่ใช้ในการก่อความรุนแรง"

อีกหนึ่งตัวแปรที่เป็นข้อถกเถียงกัน คือ กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเรื่องอายุ ที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้กระทำผิด ซึ่ง อ.กฤษณพงค์ก็ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันใหม่ร่วมกัน

“ปัจจุบันเด็กและเยาวชนรู้กฎหมายมากขึ้น เขารู้ว่า ถ้าทำผิด จะถูกลงโทษแบบเยาวชน เหมือนอย่างกรณีเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ผู้ก่อเหตุเป็นคนโทรแจ้ง 191 ด้วยตัวเอง แล้วบอกด้วยว่าเขาอายุไม่เกิน 15 ปี”

“กรณีแบบนี้ ในบางประเทศเริ่มมีการถกเถียงกันเรื่องอายุของเด็ก คือถ้าสามารถก่ออาชญากรรมแบบร้ายแรง คุณต้องรับโทษแบบผู้ใหญ่ ถามว่าพิจารณาจากไหน ดูจากพฤติกรรมในแต่ละคดี อย่างการกราดยิงแบบนี้ คนทั่วไปยังไม่ทำเลย ประการต่อมา พ่อแม่ต้องรับโทษด้วย อาจจะมีโทษทางอาญา โทษปรับ หรือรับโทษ 1 ใน 3 จะทำให้คนเป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ต้องเอาใจใส่ดูแล ไม่ใช่อะไรก็โยนไปที่ลูก”

“สำหรับประเด็นเรื่องกฎหมาย ต้องมีการพูดคุยร่วมกัน ทั้งในมุมของเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย ตำรวจ ถ้าเราจะแก้กฎหมาย ต้องแก้ที่อายุเท่าไร แล้วค่อยไปผูกกับเรื่องพฤติการณ์ในคดี เช่น ถ้าอายุเกิน 14 ปี ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ก็จริง แต่ปรากฎว่าไปก่อเหตุรุนแรง เช่น รวมกลุ่มกันไปโทรมหญิง ลักษณะแบบนี้ ผู้ใหญ่ยังไม่ทำ ดังนั้น คุณต้องรับโทษแบบผู้ใหญ่” 

อ.กฤษณพงค์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจัยปัญหาความรุนแรงจะมีหลากหลายที่มา แต่สุดท้าย สิ่งที่ไม่ควรละเลย นั่นคือ การใส่ใจเรื่องการเลี้ยงดู 

“คือนอกเหนือจากการให้การศึกษา ครอบครัวต้องให้เวลา ต้องให้ความรัก ครอบครัวจึงไม่ใช่เป็นสถานที่เพียงแค่ดูแลให้เขาเติบโตขึ้นมาเท่านั้น แต่ต้องเป็นสถาบันที่สร้างคน สร้างมนุษย์ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนอย่างสมบูรณ์แบบ อย่าโตแต่ตัว แต่ความคิดจิตใจไม่ใช่”

“หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาให้ความสำคัญกับการสร้างคน การพัฒนาคน ดังนั้น เราต้องมองย้อนกลับมา ถ้าเราจะป้องกันเหตุเหล่านี้ในโรงเรียน ต้องดูทั้งตัวคน วิธีการคิด พฤติกรรมมนุษย์ ทั้งหมดต้องหล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่มีคุณภาพ และไม่ได้เป็นคุณภาพแบบต่อต้านสังคมด้วย”

“ขณะเดียวกัน ต้องมาดูเรื่องความปลอดภัยในเชิงระบบ เช่น ผู้บริหารโรงเรียนเข้าใจเรื่องความปลอดภัยแบบไหน คุณครูเข้าใจเรื่องความปลอดภัยแบบไหน หรือหากเกิดเหตุกราดยิงต้องทำยังไง เราต้องมีการอบรมกันไหม ซึ่งหลายโรงเรียนบอกว่า ไม่จำเป็น เพราะนาน ๆ ถึงจะเกิด มันไม่เกิดบ่อย ๆ หรอก แต่ถามว่าเวลาเกิดขึ้นมา อย่างเหตุการณ์ล่าสุด ที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สงขลา เด็กถึงขั้นกระโดดลงมาจากตึก ซึ่งมันเป็นภาพที่น่ากลัว และมันไม่ควรเกิดขึ้น เราเมินเฉยไม่ได้ ดังนั้น ถึงต้องบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แต่เราต้องมีวิธีการ มีการเฝ้าระวัง การเตรียมตัวป้องกัน และการซักซ้อมแผนเกิดเหตุอย่างเป็นรูปธรรม”

“โรงเรียน” เป้านิ่งความรุนแรง ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

ขึ้นชื่อว่า “ความรุนแรง” ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ยิ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ “โรงเรียน” สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้เยาว์ จึงต้องให้ความใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ

“โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา เราเรียกว่า soft target เป็นสถานที่ที่เปราะบางในการดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ที่ผ่านมา ผู้คนมักคิดว่า มาตรงนี้ (โรงเรียน) คือที่ที่ปลอดภัย จึงส่งลูกมาโรงเรียน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน กลับไม่ใช่ ทุกที่มีโอกาสเกิดอาชญากรรมได้เสมอ โดยเฉพาะโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ที่อาจจะตกเป็นเป้าได้”

“หลายคนชอบคิดว่า เหตุการณ์ทำนองนี้ยังไม่ถึงโรงเรียนเราหรอก เราไปให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนก่อนดีกว่า จึงทำให้บุคลากรในโรงเรียนต่างก็รู้สึกว่า ไม่ใช่หน้าที่หลักที่ต้องมาทำ แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง พอเกิดเรื่องขึ้นมา ถึงค่อยมาพูดกัน ซึ่งมันอาจจะไม่ทันการณ์”

“ผมเพิ่งคุยกับตำรวจที่ทำงานอยู่ในอเมริกาหลายสิบปี เขาบอกว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนหลายแห่งในอเมริกา มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเฉพาะ แล้วตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ จะมีหน่วยงานที่รองรับเหตุกราดยิงโดยเฉพาะ เข้าเวรตลอด 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า สถาบันการศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากเวลาที่เกิดเหตุขึ้น จะมีหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ตรงเข้าควบคุมในพื้นที่ทันที เพื่อลดความสูญเสีย จากนั้นจึงรอหน่วยพิเศษเข้ามาสนับสนุน”

“ถามว่าบ้านเรามีไหม คำตอบคือ ยังไม่มี อย่างเหตุการณ์คนร้ายบุกโรงเรียนที่สงขลา สุดท้ายเราต้องสูญเสียผู้อำนวยการโรงเรียน ถามว่า ทำไมเราถึงต้องสูญเสียบุคลากรไปแบบนี้ ทำไมเราถึงไม่มีการวางแผน ทำไมถึงไม่มีการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นความรับผิดชอบของรัฐ รัฐก็คือรัฐบาล ประชาชนเลือกรัฐบาลให้มาดูแลประเทศ ซึ่งรัฐเองก็มีมิติด้านความปลอดภัยสาธารณะที่ต้องดูแลประชาชน โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม ดังนั้น หน่วยงานที่ว่ามานี้ ต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

ในมิติการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปัจจุบันมีภารกิจที่ต้องดูแลมากมาย อ.กฤษณพงค์ บอกว่า ลองหาทางเลือกใหม่ โดยใช้ “ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ” เข้ามาช่วยแบ่งเบาภารกิจบางอย่าง ซึ่งหลายประเทศเริ่มมีการนำบุคลากรเหล่านี้มาใช้แล้วเช่นกัน

เวลามีคนบ่นว่า ทำไมตำรวจไม่มาดูแล ตำรวจจะบอกว่า ตำรวจมีอยู่แค่นี้ จะให้ดูแลอย่างไรหมด วิธีการที่ต่างประเทศทำ คือ เขาจะมีผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ รับสมัครคนเข้ามาแล้วอบรม ทำเหมือนตำรวจเลย แต่จับได้แค่ 3 – 4 ข้อหา เช่น ห้ามจอดรถ หรือดูแลความปลอดภัยตามสถานที่ต่าง ๆ ข้อดีคือ จะทำให้มีคนช่วยตำรวจทำงาน แบ่งเบาภาระลงไป ถ้าบ้านเราเปิดรับสมัคร ผมเชื่อว่ามีคนอยากทำ คนมักชอบคิดว่า เป็นตำรวจต้องมียศ ถ้าไม่มียศก็ไม่อยากทำ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น มีคนอยากทำงานมากมาย แล้วเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

กราดยิง ความรุนแรงในโรงเรียน ต้องบูรณาการอย่างเป็นระบบ

เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย และเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ วิธีการรับมือกับปัญหา School Shooting จึงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ

“เราจำเป็นต้องมีการบูรณาการการแก้ปัญหา เริ่มต้นจากนโยบายด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา ผู้บริหารด้านการศึกษา ต้องมี mindset เรื่องระบบความปลอดภัย แล้วต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ควรมีการฝึกอบรม การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ ซึ่งต้องเรียนรู้ทั้งผู้บริหารโรงเรียน คุณครู และนักเรียน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง”

“ต่อมาคือเรื่องหลักสูตรการอบรม บวกกับเรื่องการซ้อมแผนเผชิญเหตุ ต้องรู้ขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานชัดเจน ประการต่อมา คือต้องมีความร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงเรียน หน่วยงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ปกครอง ต้องบูรณาการความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม และต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพ ในการติดตาม กำกับ ดูแล”

“อีกเรื่องที่ต้องบูรณาการควบคู่กันไป คือ เรื่องของกฎหมาย ระเบียบกฎหมายต้องแก้ไข ถ้าผู้กระทำความผิดยังเป็นเด็กหรือเยาวชน แต่พฤติการณ์ที่ทำมีความรุนแรง ควรต้องรับโทษแบบผู้ใหญ่ รวมทั้งพ่อแม่ ต้องมีส่วนในการรับโทษ กฎหมายต้องปรับให้ทันยุคทันสมัยด้วย”

“อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืน ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ที่ผ่านมา บางเคสเราพบว่า เยาวชนนำปืนจากที่บ้านมาใช้ก่อเหตุ หรือบางเคส อย่างที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เยาวชนไปสั่งซื้อปืนเอง รวมทั้งก่อนหน้านั้น ยังไปซ้อมยิงปืนเองด้วย คำถามคือ เขาเข้าไปสนามซ้อมยิงปืน และซื้อกระสุนปืนเพื่อซ้อมยิงปืนได้อย่างไร รวมทั้งตอนที่เอาปืนมาซ้อมยิง คนในสนามยิงปืนไม่ได้สังเกตเลยหรือว่า ปืนที่ใช้ ไม่ใช่ปืนจริง แต่เป็นปืนดัดแปลง”

“ปัญหาเหล่านี้จะลดลงไป ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีและการจัดทำฐานข้อมูล ผมยกตัวอย่าง กรณีที่เด็กเข้าไปสนามยิงปืน ถ้ามีข้อมูลเข้ามาในระบบว่า มีเด็กเข้าไปใช้บริการ หรือแม้แต่มีการสั่งซื้อกระสุนปืน หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาเห็นข้อมูลนี้ เขาสามารถสอบถามไปที่คุณพ่อของเด็กได้ทันที คุณรู้ไหมว่าลูกคุณซื้อกระสุนปืนไป บางทีพ่ออาจจะไม่รู้เรื่องมาก่อนด้วยซ้ำ ทีนี้พ่อก็จะได้สอดส่องดูแลลูกมากขึ้น ความรุนแรงก็จะไม่เกิด”

“เทคโนโลยี” กุญแจช่วยลดความรุนแรง และการสูญเสีย

นอกจากการบูรณาการปัญหาอย่างเป็นระบบ อ.กฤษณพงค์ เสริมว่า การนำเทคโนโลนีมาช่วยในเรื่องการจัดเก็บฐานข้อมูล จะช่วยทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว สามารถเชื่อมต่อปัญหา และปลายทาง คือการลดลงของความรุนแรงลงได้อย่างมีนัยยะสำคัญ 

“ผมยกตัวอย่าง เวลาเกิดเหตุการณ์ขับรถปาดหน้า ถึงขั้นจะเอามีดลงมาแทงกัน พวกนี้พอไปถึงโรงพัก เจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช่แค่ให้เจรจาไกล่เกลี่ย แต่ต้องลงข้อมูลในระบบด้วยเสมอ เพราะว่าวันหนึ่ง เขาอาจจะไปก่อเหตุแบบนี้อีกก็ได้ ที่สำคัญ ถ้าเกิดมีข้อมูลนี้ในระบบ ต่อไป ถ้าบุคลคนนี้มีลูก แล้วลูกไปขู่เด็กในโรงเรียน หรือมีปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน สมมติครูแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะเช็กข้อมูลในระบบ แล้วพบว่า อ้าว พ่อเด็กคนนี้เคยมีพฤติกรรมรุนแรงมาก่อน”

“หรือเด็กบางคน ก่อนจะก่อเหตุรุนแรง เคยไหมที่เขาเข้าไปท่องเน็ต แล้วเข้าไปดูพวก dark web หรือไปดูเว็บอาวุธปืน ดูเรื่องการประกอบระเบิด สิ่งเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงได้หมด”

แต่คำถามก็คือ เราจะทำยังไงให้เข้าไปถึงตรงนั้น หรือสามารถเฝ้าระวังพฤติกรรมของเด็กให้ได้เสียก่อน เพราะระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของบ้านเรา ยังไม่ได้เป็นแบบ single gateway เหมือนในประเทศจีน ที่สามารถควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้น นี่คือโจทย์ที่หน่วยงานความมั่นคงของประเทศ ต้องมีวิธีการในการตรวจเช็ก

อ.กฤษณพงค์ เสริมต่ออีกว่า โลกทุกวันนี้ก้าวหน้าไปไกล โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาใช้ในหลากหลายมิติ เรื่องการก่อเหตุรุนแรงในเด็ก ก็สามารถนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเฝ้าระวังได้เช่นเดียวกัน

“ปัจจุบันมีการนำ AI เข้ามาช่วยงานพอสมควร เช่น ดูแนวโน้มพฤติกรรมของเด็ก พอเข้าห้องเรียนปุ๊บ ระบบจะสแกนใบหน้าทันที ถ้าเด็กมาแล้วออกก่อนเวลา คุณครูต้องรู้แล้วว่าเด็กออกก่อนเวลา เพราะระบบจะแจ้งเตือน หรือถ้าปิดประตูโรงเรียน แล้วเด็กปีนรั้วออกไป จะมีระบบแจ้งเตือนทันที สามารถดูความถี่การหนีเรียนได้ด้วย สมมติเด็กคนนี้เรียนอยู่ ม.1 เริ่มมีการหนีเรียน พอขึ้น ม.2 ม.3 พฤติกรรมหนีเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้น ฐานข้อมูลเหล่านี้ สามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่า เด็กมีพฤติกรรมแนวโน้มเป็นยังไง”

“จากข้อมูลทางวิชาการ เรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่แก้ไข เด็กจะมีพฤติกรรมการทำผิดที่ถี่ขึ้น และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ส่วนวิธีการแก้ไข ต้องแก้ด้วยการฟื้นฟูพฤติกรรม ทำให้พฤติกรรมกลับอยู่ในบรรทัดฐานของสังคม ตลอดจนสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับเด็กเสียใหม่”

School Shooting ล้อมรั้วความรุนแรงด้วยความเข้าใจ 

ไม่มีมนุษย์คนใด เกิดมาเพื่อกระทำความผิด ดังนั้น ความรักและการเอาใจใส่ จะเป็นเกราะป้องกันความรุนแรง และลดทอนปัญหาที่เกิดขึ้นได้

“เวลาที่มีการทำผิด เรามักจะมองที่การลงโทษเป็นหลัก หมายความว่า ถ้าเกิดโทษยิ่งหนัก คนก็จะเกรงกลัว ไม่กล้ากระทำความผิดอีก แต่ในมุมของนักอาชญาวิทยา มองว่าไม่ใช่ ยกกรณีคดีฆ่าคนตาย โทษสูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำหน่ายยาเสพติด โทษสูงสุด คือประหารชีวิต แต่ทำไมเมืองไทยยังมีการฆ่ากัน แล้วฆ่ากันง่าย ๆ ด้วย หรือทำไมสถิติการจับกุมการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด ถึงยังสูงขึ้น แสดงว่าโทษอย่างเดียว คนไม่เกรงกลัว”

“เลยต้องย้อนกลับมาถามว่า แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุให้คนกระทำความผิด จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือ ครอบครัว ไม่มีเด็กคนไหนพกมีด พกปืนมาเกิด แต่การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว รวมทั้งการขัดเกลาทางสังคม เหล่านี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่า เด็กจะเติบโตมาเป็นอย่างไร ดังนั้น สถาบันครอบครัวมีความสำคัญที่สุดต่อพฤติกรรมของคน ต่อมาคือ สถาบันการศึกษา และชุมชน ที่จะหล่อหลอมให้คน ๆ หนึ่ง เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร”

อ.กฤษณพงค์ ทิ้งท้ายว่า ปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สำคัญกว่าปัญหา คือการเรียนรู้ และการหาทางแก้ เพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไป

การเรียนรู้จากปัญหาเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องรู้ว่าปัญหานั้นคืออะไร และต้องมองปัญหาให้ออก จากนั้นจึงเป็นการเรียนรู้ คิด ทบทวน และหาทางแก้ในที่สุด

ความปลอดภัย ถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ๆ ของการทำให้สังคมมีคุณภาพ ดังนั้น การใส่ใจดูแลด้านความปลอดภัยในชีวิต และการลดความสูญเสีย จึงถือเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม  

 


ภาพถ่ายบุคคลโดย : สุภณัฐ รัตนธนาประสาน 

ขอบคุณสถานที่ : โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูลอ.กฤษณพงค์School Shootingกราดยิงปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน
สันทัด โพธิสา

ผู้เขียน: สันทัด โพธิสา

เจ้าหน้าที่เนื้อหาออนไลน์อาวุโส Thai PBS สนใจความเคลื่อนไหวของสังคม ผู้คน และเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และรวมถึงเป็นสมาชิกทาสแมวมายาวนาน

บทความ NOW แนะนำ