วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2026 คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเล็มและนักวิจัยนานาชาติ ร่วมกันตีพิมพ์รายงานในวารสาร PLOS One ผลการค้นพบใหม่ ในถ้ำวันเดอร์เวิร์ค (Wonderwerk Cave) แอฟริกาใต้ เป็นการค้นพบใหม่ล่าสุด การรู้จักใช้ไฟของมนุษย์โบราณย้อนหลังไปไกล 1.79 ล้านปี เก่าแก่กว่าการค้นพบก่อนล่าสุดนี้เกือบ 2 เท่า
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้จะนำท่านผู้อ่านไปดูผลงานการค้นพบล่าสุดเกี่ยวกับการใช้ไฟของมนุษย์โบราณเป็นครั้งแรก ไปดูว่า คณะนักวิจัยใช้หลักการอะไร ? อาศัยวิธีการใหม่อะไร ? จึงได้พบหลักฐานการรู้จักใช้ไฟของมนุษย์ก่อนที่เคยพบมาก่อนเกือบล้านปี และบางเรื่องราวชวนคิดชวนพิศวงของ “ไฟกับมนุษย์”
ไฟกับมนุษย์
มนุษย์เห็นไฟ...รู้จักไฟ...ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของมนุษยชาติ ก่อนมนุษย์ยุคใหม่โฮโมเซเปียนส์จะปรากฏตัวขึ้นบนโลก นับเป็นเกือบสิบล้านปี
แต่ไฟที่มนุษย์รู้จักตั้งแต่ระยะแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นบทบาทของไฟในด้านการทำลาย เช่น ไฟป่า หรือไฟจากภูเขาไฟระเบิด
ทว่า มนุษย์ก็ได้เห็นไฟในบทบาทที่ดีเช่นกัน คือ แสงสว่างจากไฟป่าในเวลาค่ำคืน แถมด้วยเนื้อสัตว์ที่ถูกไฟป่าคลอก ที่มีกลิ่นหอมและรสชาติของเนื้อย่าง รวมถึงหัวเผือกหัวมันที่ถูกไฟเผา
มนุษย์จึงทั้งกลัวและอยากได้ไฟ...
และดังนั้น เมื่อมนุษย์สร้าง “เทพเจ้า” ขึ้นมา ในทุกอารยธรรม จึงมี “เทพแห่งไฟ” กำเนิดขึ้นมาด้วย ดังเช่น
*เทพอัคคี ของอินเดีย (ฮินดู)
*เทพรา (Ra) ของอียิปต์
*เทพจู้หรง ของจีน
*เทพวัลแคน (Vulcan) ของโรมัน
*เทพฮีฟีสตัส (Hephaestus) ของกรีก
แล้วก็มี เทพโพรมีเทียส (Prometheus) ของกรีก ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวกับไฟ “โด่งดัง” ที่สุด ในบรรดาเทพเกี่ยวกับไฟของอารยธรรมต่างๆ แต่ก็ “ไม่ชัดเจน” ในบางเรื่องเกี่ยวกับไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคำถาม “เทพองค์ใด (ของเทพปกรณัมกรีก) เป็นผู้ให้กำเนิด “ไฟ” ขึ้นมา"
ตามเทพปรณัมกรีก ฮีฟีสตัส ได้ชื่อเป็นเทพช่างตีเหล็ก งานโลหะ ช่างฝีมือและการประดิษฐ์ เป็นผู้สร้างอาวุธสำหรับทวยเทพ ดังเช่น สายฟ้าของ ซูส โดยในส่วนเกี่ยวกับไฟ ก็มักจะถูกเอ่ยเรียกเป็นเทพแห่งไฟ ผู้ให้กำเนิดไฟ (เพื่อใช้สำหรับงานการหลอมโลหะ)
ฐานะเป็นผู้ให้กำเนิดไฟของ ฮีฟีสตัส สอดรับกับเทพปกรณัมของโรมัน เพราะระบุชัดเจนว่า เทพวัลแคน ซึ่งเป็นเทพผู้ให้กำเนิดไฟของโรมัน มีอีกชื่อหนึ่งเป็นภาษากรีก คือ ฮีฟีสตัส
แล้วโพรมีเทียสล่ะ ?
โพรมีเทียสก็ได้ชื่อเป็นเทพแห่งไฟด้วยเช่นเดียวกับฮีฟีสตัส และมีบางเทพปกรณัมกล่าวว่า โพรมีเทียสเป็นผู้ให้กำเนิดไฟ
แต่บทบาทเกี่ยวกับไฟของโพรมีเทียสชัดเจนที่สุด และไม่มีการโต้แย้งกัน คือ เป็นเทพผู้ขโมยไฟจากเขาโอลิมปัสไปให้มนุษย์ ผู้ตกอยู่ในโลกแห่งความมืดและความหวาดกลัวมาก่อน
แล้วทำไม โพรมีเทียส จึงขโมยไฟไปให้มนุษย์ ?
คำตอบคือ ก็เพราะโพรมีเทียสเป็นเทพผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากโคลนและดินเหนียว
โพรมีเทียสจึงเป็น เทพบิดาแห่งมนุษย์และก็จึงคอยช่วยเหลือมนุษย์
เทพซูส โกรธมากที่โพรมีเทียสขโมยไฟจากเขาโอลิมปัสไปให้มนุษย์ เพราะไฟให้ความสว่างและอื่นๆ แก่มนุษย์ ทำให้มนุษย์ “เกรงกลัว” เทพเจ้าน้อยลง ซูสจึงลงโทษโพรมีเทียส จับไปล่ามโซ่ที่เทือกเขาคอเคซัส (Caucasus mountains) แล้วให้ต้องทนทุกข์ทรมานจาการถูกนกอินทรียักษ์ จิกกินตับที่งอกใหม่ทุกวัน จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจาก เฮอร์คิวลีส ฆ่านกอินทรี และปลดปล่อยโพรมีเทียสให้เป็นอิสระ
จากการที่โพรมีเทียส ขโมยไฟจากเขาโอลิมปัสไปให้มนุษย์ ทำให้โพรมีเทียสได้ชื่อเป็นผู้นำวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่มาให้มนุษย์ และถึงปัจจุบัน โพรมีเทียสจึงนับเป็นเทพผู้ถูกกล่าวถึงมากที่สุดองค์หนึ่งนอกเหนือไปจากซูส , อะพอลโล , อะโฟรไดต์ (วีนัส) , โพไซดอน ...
และได้ชื่อเป็นเทพผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่มนุษย์ในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งของโลกตะวันตก
ในปัจจุบัน จึงมีดวงจันทร์ของดาวเสาร์ ชื่อ โพรมีเทียส (ค้นพบโดยยานวอยเอจเจอร์1 ของนาซาเมื่อปี ค.ศ. 1986) นาซาจึงมีโครงการโพรมีเทียส (Prometheus Project) เพื่อพัฒนาระบบขับเคลื่อนยานอวกาศด้วยพลังนิวเคลียร์ บนโลกก็มี ถ้ำโพรมีเทียสที่เทือกเขาคอเคซัส ประเทศจอร์เจีย...
รวมไปถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์หลายเรื่อง ที่ “ประเด็นหลัก” เกี่ยวข้องกับโพรมีเทียส หรือ “บางสิ่งบางอย่าง” ที่พยายาม “สื่อสาร” หรือ “ส่งข่าวสาร” กับมนุษย์ เช่น “Prometheus” (ค.ศ. 2012) รวมถึง “2001 : A Space Odysey” (ค.ศ. 1968) ที่ “แท่งวัตถุดำ” บนดวงจันทร์ เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ตัวแทนของเทพคล้ายโพรมีเทียส ส่งข่าวสารถึงมนุษย์
ในแง่ของวิทยาศาสตร์จริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นกับวิทยาศาสตร์โบราณ ในยุคสมัยของนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ดังเช่น อริสโตเติล ไฟก็เป็นหนึ่งในสี่ของ “ธาตุ” ที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของจักรวาล คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ...
จนกระทั่งมาถึงวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ในปัจจุบัน ดิน น้ำ ลม และไฟ ก็มิใช่ธาตุองค์ประกอบพื้นฐานของสรรพสิ่งในปัจจุบันอีกต่อไป โดยไฟก็เป็นผลจากกระบวนการเผาไหม้ทางเคมี โดยมีองค์ประกอบพื้นฐานคือ (1) เชื้อเพลิง (2) ออกซิเจน และ (3) ความร้อน...
ยกเว้นไฟนิวเคลียร์ ที่เกิดจากกระบวนการทางนิวเคลียร์แบบพิชชัน (ระเบิดอะตอม) และแบบฟิวชัน (ระเบิดไฮโดรเจนและดวงอาทิตย์)
ถึงปัจจุบัน สำหรับคำถามเกี่ยวกับไฟว่า ไฟชนิดใด มี “พลัง” หรือ “อำนาจทำลาย” สูงสุด ?
คำตอบ คือ ไฟนิวเคลียร์
แล้วต่อไปอีก จะมีไฟที่ร้อนแรงกว่าไฟนิวเคลียร์ได้อีก ?
ผู้เขียนนึกถึง “ไฟควาร์ก” จากการแยกอนุภาคดังเช่น โปรตอนและนิวตรอน ซึ่งล้วนประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานยิ่งกว่าโปรตอนและนิวตรอนอีก คือ ควาร์ก (quark)
แต่ก็หวังว่า มนุษย์จะหยุดแค่ “ไฟนิวเคลียร์” ซึ่งก็ “อันตรายต่อมนุษยชาติ” อย่างที่สุดแล้ว
ไฟป่าเกาหลีใต้ Cr.ANTHONY WALLACE / AFP
โจทย์การวิจัย
โดยภาพรวม โจทย์การวิจัยที่เป็นโฟกัสเรื่องวันนี้ เป็นเรื่องของการวิจัยศึกษาความเกี่ยวพันของมนุษย์กับไฟ ซึ่งในภาพใหญ่ มี 2 ประเด็นที่ได้รับความสนใจมาก คือ
หนึ่ง : การรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรก
สอง : การรู้จักวิธี “ก่อ” หรือ “ทำ” ให้เกิดไฟ
ผลการวิจัยโดยทั่วไปถึงปัจจุบัน สรุปได้ว่า มีความคืบหน้าเป็นลำดับ สำหรับทั้ง 2 ประเด็น โดยผลสรุปรวม คือ มนุษย์รู้จักใช้ไฟเป็นเวลายาวนาน ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักวิธีก่อหรือทำให้เกิดไฟขึ้นมา
แต่ผลสรุปยัง “ไม่นิ่ง” นั่นคือ กล่าวได้เพียงว่า มีข้อมูลหลักฐานถึงล่าสุด ว่า มนุษย์รู้จักใช้ไฟเมื่อไร และรู้จักก่อหรือทำให้เกิดไฟเมื่อไร
สำหรับเรื่องที่เป็นโฟกัสของเราวันนี้ เป็นความก้าวหน้าล่าสุดเรื่องการรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรกของมนุษย์
มนุษย์กับการรู้จักใช้ไฟ : ก่อนการวิจัยใหม่
ก่อนการวิจัยล่าสุด ผลการวิจัยหาหลักฐานและมิติเวลาการรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรกของมนุษย์ คือ รายงานเมื่อปี ค.ศ. 2012 ในวารสาร PNAS โดยคณะวิจัยซึ่งส่วนหนึ่งก็ร่วมอยู่ในทีมนักวิจัยที่รายงานผลการศึกษาวิจัยล่าสุดนี้ด้วย และแหล่งสถานที่การค้นพบหลักฐานการรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรกของมนุษย์ ก็เป็นสถานที่เดียวกัน คือ ในถ้ำวันเดอร์เวิร์ค
ถ้ำวันเดอร์เวิร์ค เป็นถ้ำใหญ่และลึก 140 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาคูรูมัน (Kuraman) ในทะเลทราย คาลาฮารี (Kalahari) ปัจจุบัน เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญของโลกอยู่ในบัญชีที่ถูก “จับตา” เพื่อการพิจารณาประกาศเป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage) โดยยูเนสโก
จากหลักฐานฟอสซิลกระดูกของสัตว์นักล่าเช่นนกฮูกและสัตว์อื่นๆ ภายในถ้ำ และวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคสมัยนั้น จึงเป็นที่มาของสรุปผลการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 2012 ว่า มนุษย์รู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรก (ตามหลักฐานถึงล่าสุดเวลานั้น) เมื่อประมาณ 1 ล้านปีก่อน
ถ้ำ Wonderwerk Cave
ผลการวิจัยใหม่
ผลการวิจัยใหม่ เป็นของคณะนักวิจัยนำโดย ดร.ลิโอรา โคลสกา ฮอร์วิตซ์ (Liora Kolska Horwitz) มหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล และเป็นผู้อำนวยการร่วม (co-director) โครงการวันเดอร์เวิร์ค (Wonderwork Project) กับศาสตราจารย์ ไมเคิล ชาซาน (Michael Chazan) แห่งมหาวิทยาลัยโทรอนโท ประเทศแคนาดา และคณะนักวิจัยนานาชาติจาก สเปน , อาร์เจนตินา , สหรัฐอเมริกา , แอฟริกาใต้ และโปรตุเกส
ตัวอย่างหลักฐานสำคัญ คือ ฟอสซิลชินกระดูกเล็กๆ ของนกฮูกจำนวนหลายร้อยชิ้น ที่ตำแหน่งจากประมาณ 30 เมตรเข้าไปในถ้ำ
คณะนักวิจัยเน้นความสำคัญของการใช้ตัวอย่างฟอสซิลกระดูกนกฮูกพบอยู่ไกลจากปากถ้ำประมาณ 30 เมตรเข้าไป เพื่อความมั่นใจว่า ไฟที่เผากระดูกนกฮูกนั้น มิใช่ไฟเกิดขึ้นเองในธรรมชาติ (ในถ้ำ) แต่เป็นไฟที่มนุษย์โบราณนำเข้ามาจากนอกถ้ำ
ความเด่นความสำคัญของผลการวิจัยใหม่ คือ คณะวิจัยได้พัฒนาเทคนิคเป็นเครื่องมือการตรวจสอบว่า ฟอสซิลกระดูกนกฮูกที่ศึกษา เป็นฟอสซิลของกระดูกที่ “ถูกเผา” (ไหม้) มาแล้ว หรือไม่ ?
เท็คนิกหรือเครื่องมือทำงานโดยใช้สมบัติเกี่ยวกับการเรืองแสงของวัตถุดังเช่น ฟอสซิลกระดูกนกฮูก ซึ่งเมื่อถูกฉายด้วยรังสีแสงบางความยาวคลื่น ถ้าเป็นกระดูที่ไม่ผ่านการถูกเผามาก่อน ก็จะไม่เรืองแสง
โดยอาศัยเทคนิคใหม่ คณะวิจัยจึงได้ผลสรุปออกมา เป็นรายงานการวิจัยลงตีพิมพ์ ชื่อ “New evidence for Early Pleistocene use of fire at Wonderwerk Cave (South Africa) ” (“หลักฐานใหม่การใช้ไฟต้นยุคไพลสโตซีนทีถ้ำวันเดอร์เวิร์ค (แอฟริกาใต้)”)
ยุคไพลโตซีน เป็นยุคช่วงเวลาทางธรณีวิทยาตั้งแต่ประมาณ 2.58 ล้านปีก่อน ถึงประมาณ 11,700 ปีก่อน ทับซ้อนกับยุคหินทางโบราณคดีระหว่าง 2.5 ล้านปี ถึงประมาณ 5,000 ปีก่อน
สรุปผลการวิจัยใหม่ คือ มนุษย์ได้เริ่มรู้จักการใช้ไฟตั้งแต่ระหว่าง 1.07 ถึง 1.79 ล้านปีก่อน เก่าแก่กว่าผลก่อนล่าสุดนี้ (ปี ค.ศ. 2012) เกือบสองเท่า
มนุษย์โฮโมอิเร็กตัสกับการใช้เชื้อเพลิง
ผลการวิจัยใหม่ชี้ว่า มนุษย์โบราณรู้จักการใช้ “มูลสัตว์” เป็นเชื้อเพลิงด้วย !
ในบรรดาหลักฐานที่พบในถ้ำวันเดอร์เวิร์ค คณะวิจัยพบว่า มีฟอสซิลของสิ่งที่เป็นมูลสัตว์ คือ ของนกฮูกและของสัตว์อื่นๆ สรุปได้ว่า มนุษย์ในยุคสมัยนั้น รู้จักการใช้มูลสัตว์เป็นเชื้อเพลิงด้วย แบบเดียวกับที่มนุษย์ยุคปัจจุบัน ในบางพื้นที่ของโลก ที่ยังใช้มูลสัตว์ (วัว, ควาย) เป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งในประเทศไทยของเราเมื่อสมัยเก่าก่อนด้วย
แสดงว่า มนุษย์ในยุคสมัยเมื่อเกือบสองล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคสมัยของมนุษย์โบราณโฮโมอิเร็กตัส (Homo erectus) มิใช่เพียงแค่รู้จักนำไฟป่า เข้าไปใช้ในถ้ำเท่านั้น ยังรู้จักวิธีการรักษาไฟ ให้ติดลุกไหม้อยู่ได้นาน นั่นคือ รู้จักวิธีใช้วัสดุธรรมชาติ (หญ้าแห้ง , ใบไม้ , กิ่งไม้แห้ง) รวมทั้งมูลสัตว์ เป็นเชื้อเพลิงด้วย…
ครั้งแรกมนุษย์รู้การใช้ไฟ : โจทย์ที่ยังไม่ตาย
โจทย์หลักของการวิจัยที่เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้ คือ มนุษย์รู้จักใช้ไฟครั้งแรกเมื่อไร ?
ผลการวิจัยล่าสุด คือ 1.79 ล้านปี หรือเกือบสองล้านปีก่อน
อย่างแน่นอน นี่มิใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถาม มนุษย์รู้จักใช้ไฟครั้งแรกเมื่อไร ?
คณะนักวิจัยทั่วโลก รวมทั้งคณะเจ้าของผลงานการวิจัยตามรายงานเรื่องของเราวันนี้ ก็จึงกำลังเดินหน้าทำงานต่อกันอยู่
ตามรายงานล่าสุด คณะวิจัยเจ้าของผลงานล่าสุด กล่าวว่า เทคนิคใหม่ที่คณะได้พัฒนาขึ้นมา น่าจะช่วยให้งานการค้นหาหลักฐานการรู้จักใช้ไฟครั้งแรก ที่เก่าแก่กว่ารายงานล่าสุด ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น...
เพราะเครื่องวิเคราะห์ศึกษาการเรืองแสงที่คณะได้พัฒนาขึ้นมา เป็นเครื่องมือขนาดไม่ใหญ่ (ขนาดพกพา คือ portable ได้) และที่สำคัญ เช่น เครื่องมือแบบ non-invasive คือ ไม่ทำลายตัวอย่าง และสามารถใช้ตรวจสอบตัวอย่างขนาดเล็กเป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
คณะวิจัยเจ้าของผลงานล่าสุด จึงหวัง...และเชื่อ...ว่า จะมีการค้นพบหลักฐานใหม่การรู้จักใช้ไฟครั้งแรกของมนุษย์ เก่าแก่กว่าที่ได้ค้นพบกันแล้วถึงล่าสุด ในอีกไม่ช้านานนัก
แล้วความรู้เกี่ยวกับการรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรกของมนุษย์ มีความสำคัญแค่ไหน ?
สำหรับวงการวิทยาศาสตร์ รวมทั้งผู้เขียนด้วย เชื่อว่า สำคัญมาก เพราะการรู้จักใช้ไฟ และนำไฟที่เกิดจากธรรมชาติ ไปใช้ประโยชน์ได้ ก็แสดงถึงระดับความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์โบราณด้วย
บางที หลักฐานเกี่ยวกับการรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรก อาจบอก “เรา” ว่า มนุษย์โบราณฉลาดกว่าที่ “เรา” คิด !
ไฟชีวิต : ที่สุดแห่งไฟ !
ตั้งแต่เมื่อมนุษย์รู้จักการใช้ไฟ ไฟก็กลายเป็นสิ่งหนึ่ง ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องหา...ต้องสร้าง...หรือทำให้เกิดขึ้นมา !
จริง ๆ แล้ว ยังมีไฟอีกชนิดหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่กับตัวตั้งแต่เกิด โดยไม่ต้องสร้างขึ้นมา และสำหรับผู้เขียน มองว่า เป็นไฟที่ “ทรงพลังที่สุด” ในจักรวาล คือ “ไฟชีวิต”
เช่นเดียวกับไฟโดยทั่วไป ที่ถูกใช้งานได้ทั้งในด้านสร้างสรรค์ และทำลาย ไฟชีวิต ก็มีศักยภาพทั้งในด้านดีงามและชั่วร้าย
ความสำเร็จ ความงดงาม ความเลวร้าย ความน่าสะพรึงกลัว ล้วนได้เกิดขึ้นจากความคิดและฝีมือมนุษย์
สำหรับผู้เขียน จึงมองว่า เป็นเรื่อง “จำเป็นและสำคัญอย่างที่สุด” ที่ “เรา” ต้องช่วยกันรักษา “ไฟชีวิต” ของมนุษย์ทุกคน “มิให้ดับ” และ “มิให้ถูกใช้ในการทำลาย” เพื่อ “วันพรุ่งนี้” ของมนุษยชาติ !
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไร ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech










