วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2026 คณะนักวิจัยนานาชาติร่วมกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ริเวอร์ไซด์ (University of California-Riverside) ตีพิมพ์รายงานในวารสาร Nature การค้นพบใหม่ พัฒนาการสู่การเป็นนางพญาผึ้ง มิได้อาศัยเพียงนมผึ้งนางพญา (royal jelly) ดังที่เข้าใจกัน แต่ยังอาศัยส่วนเป็นที่อยู่พิเศษของรังผึ้ง เป็นเสมือนกับ “ราชวัง” สำหรับนางพญาผึ้ง แตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ ทั้งหมดของรังผึ้ง ถูกสร้างและ “ดูแล” โดยกลุ่มผึ้งงานพิเศษไม่รู้จักกันมาก่อน
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ ขอนำท่านผู้อ่านไปดูผลงานการวิจัยใหม่ เกี่ยวกับแมลงที่จริงๆ แล้ว อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์หรือมนุษย์รู้จักอย่างดีที่สุด เป็นเวลายาวนานตั้งแต่มนุษย์ยุคแรกๆ ของโลก คือ ผึ้ง ไปดูสิ่งที่คณะวิจัยได้ค้นพบ ไปดูว่าการค้นพบของคณะวิจัยมีความหมายอย่างไร ต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับแมลงและสัตว์อื่นๆ และบางเรื่องราวที่น่าสนใจน่าทึ่งของผึ้งกับมนุษย์
ผึ้งกับมนุษย์
หลักฐานซากฟอสซิลเก่าแก่ที่สุดของผึ้งมีอายุย้อนหลังไปถึงประมาณ 100 ล้านปีก่อน แต่ตามแบบจำลองวิวัฒนาการของผึ้งจากแมลง ดังเช่น “ต่อ” (wasp) คาดว่าผึ้งชั่วรุ่นแรกๆ กำเนิดเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 125 ล้านปีก่อน
สำหรับมนุษย์ บรรพบุรุษมนุษย์โบราณรุ่นแรกๆ มีกำเนิดเพียงเมื่อประมาณ 10 ล้านปีมานี้เอง
ยิ่งความเป็นมนุษย์ยุคใหม่ โฮโมเซเปียนส์ ก็เพิ่งเกิดขึ้นมา เมื่อประมาณสามแสนปีมานี้เอง
ดังนั้น มนุษย์จึงเห็น...รู้จัก...ผึ้ง ตั้งแต่เมื่อมนุษย์คนแรกๆ ของโลก ได้กำเนิดขึ้นมา
ยิ่งมาถึงยุคใหม่ มนุษย์ก็นับว่า รู้จัก...ใกล้ชิด...ชอบ...และกลัว...ผึ้ง เพราะ
*มนุษย์เลี้ยงผึ้ง หารังผึ้งในป่า กินรังผึ้ง แล้วก็ที่ต้องการมากที่สุด คือ น้ำผึ้ง
*นักวิทยาศาสตร์ก็เจาะศึกษาผึ้ง ในด้านต่างๆ อย่างมากมาย
แต่...ผึ้งก็ยังดูจะมี “ความลับ” ที่น่าทึ่ง น่ามหัศจรรย์ ที่รอ...ท้าทาย...นักวิทยาศาสตร์อยู่อีกมาก
จากการที่มนุษย์ได้รู้จัก...สัมผัส...กับผึ้งในหลายรูปแบบ จึงมิใช่เรื่องแปลก แต่ก็น่าทึ่ง ที่ในอารยธรรมมีรากเหง้ายาวนาน จะมีเรื่องราว...เรื่องเล่า...และเทพปกรณัมเกี่ยวกับผึ้ง ดังเช่นเรื่อง “พระแม่ภรามรี” ในเทพปกรณัมฮินดู และนิทานอีสปเรื่อง “เทพซูสกับนางพญาผึ้ง”
มนุษย์เลี้ยงผึ้ง หารังผึ้งในป่า กินรังผึ้ง แล้วก็ที่ต้องการมากที่สุด คือ น้ำผึ้ง
พระแม่ภรามรีปราบอรุณาสูร
อย่างย่อๆ ในพระคัมภีร์ “เทวีภาควตปุราณะ” อสูรอรุณาสูร บำเพ็ญตบะบูชาพระพรหมเป็นเวลายาวนาน เพื่อขอพรจากพระพรหม และพระพรหมก็ให้พรตามที่อรุณาสูรขอ
พรที่อรุณาสูรขอ คือ ไม่ให้ตายด้วยอาวุธชนิดใดๆ (ไม่ว่าจะเป็นอาวุธวิเศษของเทวดาองค์ใด) ไม่ให้ตายด้วยสัตว์ 2 เท้า หรือ 4 เท้าใดๆ
เมื่อได้พรจากพระพรหมแล้ว อรุณาสูรก็ฮึกเหิม สร้างความเดือดร้อนแก่สวรรค์ โดยไม่มีเทวดาองค์ใดจะปราบได้
บรรดาเทวดาจึงไปอ้อนวอนต่อพระแม่ปาราวตีหรือองค์พระแม่อุมา มเหสีของพระศิวะ ให้ไปปราบอรุณาสูร
พระแม่ปาราวตีจึงอวตารเป็น พระแม่ภรามรี ไปปราบอรุณาสูร ทรงเรียกกองทัพผึ้งจำนวนนับล้านตัว ไปโจมตีอรุณาสูร จนกระทั่งฆ่าอรุณาสูรได้ เนื่องจากผึ้งมี 6 ขา มิใช่เป็นสัตว์ 2 หรือ 4 ขา ที่ฆ่าอรุณาสูรไม่ได้
พระนามของพระแม่ภรามรี ได้รับการบูชาเป็นพระมารดาแห่งผึ้ง
พระแม่ภรามรีปราบอรุณาสูร Photo : AI-generated Gemini (11 ส.ค. 2026)
นิทานอีสป “เทพซูสกับนางพญาผึ้ง”
อีสปเป็นใคร ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ที่แน่ชัด รู้จักกันดีทั่วโลก คือ นิทานอีสปจำนวนกว่า 700 เรื่อง
เท่าที่ทราบกัน อีสปเป็นนักเล่านิทานชาวกรีก มีชีวิตอยู่ประมาณ 620-564 ปีก่อน ค.ศ. เป็นชายร่างอัปลักษณ์ เคยเป็นทาสมาก่อน แต่ด้วยความเป็นคนมีความรู้ความคิดอ่าน จึงได้รับความเป็นไท และกลายเป็นผู้ถวายคำปรึกษาแก่กษัตริย์และผู้ครองนครรัฐหลายแห่ง
นิทานอีสป เป็นนิทานสั้นๆ เกี่ยวกับสัตว์ พืช และรวมถึงสิ่งไม่มีชีวิต ดังเช่น ก้อนหิน ที่พูดได้ ความเด่นของนิทานอีสป คือ ทุกเรื่อง มิใช่เป็นเพียงนิทานสนุกสนานเท่านั้น แต่ทุกเรื่องล้วนมีคติสอนใจ ที่หลายเรื่อง ก็จดจำและ “สอนใจ” ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย และอย่างแน่นอน ผู้เขียนเองด้วยถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างเช่น
*เรื่องเต่ากับกระต่าย คติสอนใจ คือ ผลความเพียร (ของเต่า) และผลของความประมาท (คือ กระต่าย)
*เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ คติสอนใจคือ คนที่โกหกบ่อยๆ เมื่อพูดเรื่องจริง ก็ไม่มีใครเชื่อ
นิทานอีสปสำหรับเรื่องเกี่ยวกับผึ้ง ที่ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านอย่างย่อๆ คือ เรื่องของเทพซูสกับนางพญาผึ้ง
นางพญาผึ้งตัวหนึ่ง บินขึ้นไปถึงเขาโอลิมปัส นำน้ำผึ้งดีที่สุดถวายแก่เทพซูส (Zeus)
เทพซูสทรงโปรดน้ำผึ้งมาก จึงถามนางพญาผึ้งว่า อยากได้อะไรเป็นพรจากซูส
นางพญาผึ้งจึงขอพรว่า ขอให้เทพซูสประทานอาวุธวิเศษให้กับตน ที่สามารถจะ “ฆ่า” ผู้บุกรุกมาขโมยรังผึ้งได้
เทพซูสก็ทรงชะงัก เพราะความร้ายแรงของพรที่นางพญาผึ้งขอ แต่เมื่อเทพแห่งเทพตรัสแล้ว คืนคำไม่ได้ เทพซูสจึงประทานพรตามที่ขอ คือ “เหล็กใน” แก่นางพญาผึ้ง มีฤทธิ์ร้ายแรง ต่อยผู้บุกรุกถึงตายได้
แต่เทพซูสก็ทรงเตือนว่า เนื่องจากสิ่งที่นางพญาผึ้งขอ มีฤทธิ์ร้ายแรงมาก จึงต้องใช้อย่างจำเป็นที่สุด และเมื่อใช้อาวุธที่ทรงประทานให้ คือ เหล็กใน ตัวนางพญาผึ้งก็จะ “ตาย” ไปด้วย
คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องเทพซูสกับนางพญาผึ้ง คือ การขอพรหรืออะไรก็ตาม ถ้าเป็นพรซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อคนอื่น ก็จะเกิดภัยกับผู้ขอพรด้วย
สำหรับนิทานอีสปเรื่องนี้ แสดงว่า มนุษย์ก็สังเกตเห็นแต่โบราณนานมาว่า ผึ้งมีเหล็กในเป็นอาวุธป้องกันตนเองและรังผึ้ง ซึ่งร้ายแรงทำให้ผู้บุกรุกถึงตายได้ แต่เมื่อผึ้งต่อยใครหรืออะไรไปแล้ว เหล็กในก็จะฉีกขาดออกจากตัวผึ้ง และผึ้งก็จะตายไปด้วย
สำหรับความรู้เกี่ยวกับผึ้งในปัจจุบัน คือ ผึ้งนางพญาและผึ้งงานที่ล้วนเป็นตัวเมีย มีเหล็กใน ส่วนผึ้งตัวผู้ ไม่มีเหล็กใน จึงช่วยป้องกันศัตรูผู้บุกรุก เช่น คนและสัตว์ไม่ได้
หน้าที่ตั้งแต่เกิดของผึ้งตัวผู้ ดูจะมีอย่างเดียว คือ เกิด โต ผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญาในอากาศ แล้วก็ตาย เพราะในการผสมพันธุ์ อวัยวะเพศของผึ้งตัวผู้จะฉีกขาด...
ยกเว้นจะมีข้อมูลความรู้ใหม่ ว่า ผึ้งตัวผู้ก็มีหน้าที่สำคัญอย่างอื่นด้วย
นิทานอีสปผึ้งกับเทวดา Photo : AI-generated Gemini (11 ส.ค. 2026)
โจทย์และคณะวิจัย
โจทย์ตรงๆ ของการวิจัย คือ วิถีสู่การเป็นนางพญาผึ้งของผึ้งน้ำผึ้ง (honey bee) เป็นไปตามความเข้าใจที่ยึดถือกันมา คือ เป็นเพราะด้วยนมผึ้งพิเศษ ที่เรียกกันเป็นนมผึ้งนางพญา (royal jelly) เท่านั้น ใช่หรือไม่ ?
คณะวิจัยนานาชาติผู้ร่วมทำงานวิจัยนี้ มีจุดร่วมตรงกัน คือ การได้ร่วมทำงานหรือศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผึ้ง ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “Center for Integrative Bee Research” หรือ “CIBER” (ซีไอบีอีอาร์ : ศูนย์การวิจัยร่วมเกี่ยวกับผึ้ง) ซึ่งมีศาสตราจารย์ โบริส แบร์ (Boris Baer) เป็นผู้อำนวยการ
ศาสตราจารย์ โบริส แบร์ เป็นนักกีฏวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องผึ้งสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
ผลการวิจัยที่เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้ จึงเป็นหนึ่งในผลงานการวิจัยล่าสุด จากศูนย์ซีไอบีอีอาร์ ซึ่งมี ยู ฟาง (Yu Fang) จากประเทศจีนและยาห์ยา อัล นากการ์ (Yahya Al Naggar) จากประเทศอียิปต์ ร่วมกันเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยระบุชื่อผู้ร่วมการวิจัย (ในรายงานลงตีพิมพ์) ทั้งหมด 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีน แล้วก็มีจากประเทศเยอรมนีและนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเอง รวมทั้งศาสตราจารย์ โบริส แบร์ ซึ่งก็เป็นผู้ให้คำอธิบายหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิจัยเป็นหลัก
ศาสตราจารย์ โบริส แบร์ เอง เป็นคนสวิส
งานวิจัยคุณสมบัติที่แตกต่างกันของขี้ผึ้งจากรังผึ้งราชินีและรังผึ้งงาน
วิธีวิจัยและผลการวิจัย
ผึ้งทั่วโลกมีอยู่ทั้งหมดกว่า 20,000 สายพันธุ์หรือสปีชีส์ การวิจัยนี้ศึกษาเฉพาะผึ้งน้ำผึ้ง (honey bee) ซึ่งมีอยู่เพียงประมาณ 10 สายพันธุ์ แต่เป็นสายพันธุ์ที่มีบทบาทมากเป็นพิเศษ ในการทำให้เกิดการแพร่กระจายของพืชที่เป็นแหล่งอาหารใหญ่ของโลก สำหรับทั้งมนุษย์และสัตว์ นอกเหนือไปจากน้ำผึ้งเอง ที่หอมหวานและอุดมด้วยสารคุณค่าทางอาหาร
ตัวอย่างผึ้งน้ำผึ้งที่คณะวิจัยศึกษา เป็นผึ้งน้ำผึ้งยุโรปและเอเชีย
สำหรับวิธีการวิจัย เป้าหมายคือ ศึกษาวิถีสู่การเป็นนางพญาผึ้งว่า นอกเหนือไปจากนมผึ้งนางพญาแล้ว มีปัจจัยอย่างอื่นอีกหรือไม่ ทั้งในเรื่องอาหาร สภาพแวดล้อม...
ซึ่งผลสรุปเป็นเบื้องต้นจากการวิจัย พบว่า “มี !” และ “มาก !” เสียด้วย
เพื่อบรรลุเป้าหมายของการวิจัย คณะวิจัยใช้หลายวิธีการ หลายศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันของสัตว์สังคม และเทคโนโลยี ในการติดตามปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับนางพญาผึ้ง ทั้งตัวนางพญาผึ้ง สภาพแวดล้อมรอบตัวนางพญาผึ้ง และลักษณะการทำงานของผึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผึ้งที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับนางพญาผึ้ง จนกระทั่งได้ผลสรุปออกมาเป็นรายงานลงตีพิมพ์ชื่อ :
“Queen cell architecture shapes honey bee queen development” “โครงสร้างเชิงสถาปัตยกรรมเซลล์ที่อยู่นางพญาผึ้งของผึ้งน้ำผึ้ง เป็นปัจจัยกำหนดพัฒนาการของนางพญาผึ้ง” (อ่านงานวิจัยคลิก)
ผลการวิจัยที่น่าสนใจและสำคัญ มีอะไรบ้าง ?
การติดตามพฤติกรรมการสร้างรังของนางพญาผึ้ง
“นมผึ้งนางพญา” กับ “โครงสร้างวังนางพญา”
ตามความรู้ความเข้าใจก่อนผลการวิจัยใหม่นี้ ความเป็นนางพญาผึ้ง ขึ้นอยู่กับ “นมผึ้งนางพญา” เท่านั้น เป็นสำคัญ
โดยทั่วไป นางพญาผึ้งกับผึ้งงานทั่วไป ก็เกิดจากตัวอ่อนแบบเดียวกัน แต่มีตัวอ่อนเพียงตัวเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อให้เป็นนางพญาผึ้งในอนาคต โดยตัวอ่อนผึ้งนี้ จะถูกนำไปอยู่ในส่วนของรังผึ้งพิเศษ มักจะอยู่บริเวณใจกลางรังผึ้ง เพื่อให้นางพญาผึ้งออกจากที่อยู่พิเศษไปวางไข่จำนวนมากถึงวันละกว่า 1,000 ฟอง
แล้วตัวอ่อนพิเศษนี้ ก็จะได้รับนมผึ้งนางพญาทุกวัน ตลอดชีวิต เติบโตเร็ว และมีอายุยืนยาวกว่าผึ้งงานอื่นๆ ทั้งหมด
แต่จากผลการศึกษาวิจัยใหม่ พบว่า นอกเหนือไปจากนมผึ้งนางพญาแล้ว ส่วนเป็นที่อยู่พิเศษของนางพญาผึ้ง มีบทบาทความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียง “ที่อยู่” ของนางพญาผึ้ง
ผลสรุปนี้ มาจากการทดลองเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของตัวอ่อนผึ้งนางพญา ที่อยู่ในเซลล์ที่อยู่พิเศษ กับที่อยู่ในรังผึ้งส่วนอื่นๆ
โดยในการทดลอง คณะวิจัยนำตัวอ่อนที่จะได้เติบโตเป็นนางพญาผึ้ง ไปอยู่ในเซลล์ที่อยู่อื่น มิใช่ที่เซลล์นางพญาผึ้ง แล้วให้ตัวอ่อนทดลอง ได้รับนมผึ้งนางพญา
ปรากฏผลว่า ตัวอ่อนที่ได้รับนมผึ้งนางพญาแต่อาศัยอยู่ในส่วนอื่นของรังผึ้ง ที่มิใช่เซลล์เฉพาะสำหรับนางพญาผึ้ง เติบโตช้า และอายุสั้น ใกล้เคียงกับผึ้งงานอื่นๆ และในที่สุดก็จะไม่ได้เป็นผึ้งนางพญา
จากการเจาะศึกษาเซลล์ที่อยู่เฉพาะของนางพญาผึ้ง พบว่า เซลล์ที่อยู่พิเศษนี้ นอกเหนือไปจากรูปทรงที่มีลักษณะคล้ายถั่วลิสง คือ คอดตรงกลาง โป่งพองที่ปลายสองข้าง แทนที่จะมีลักษณะเป็นรูปทรงหกเหลี่ยมดังเซลล์อื่นๆ ของรังผึ้งแล้ว ยังแตกต่างจากเซลล์อื่นๆ ของรังผึ้ง ในส่วนขององค์ประกอบและการดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย ที่ทำให้เซลล์พิเศษนี้ มีทั้งความสะดวกสบาย อาหารมีคุณค่าสูง และความอบอุ่นเป็นพิเศษ
ศาสตราจารย์ โบริส แบร์ กล่าวว่า เซลล์พิเศษซึ่งคณะวิจัยเรียกเป็น “royal crib” (“อุ่นนางพญา”) เปรียบได้เสมือนกับ “Buckingham Place” หรือ “พระราชวังบักกิงแฮม” ของอังกฤษ ที่มีความงดงาม อุดมสมบูรณ์ ความอบอุ่นสบาย สำหรับนางพญาผึ้ง
ราชินีฟักไข่โดยมีองครักษ์ล้อมรอบ Credit ยู ฟาง นักวิจัยจีน
กลุ่มผึ้งผู้สร้างและดูแลรักษา “วังนางพญาผึ้ง”
ผลการวิจัยที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษด้วยคือ การค้นพบกลุ่มผึ้งงานใหม่ ที่ไม่ทราบกันมาก่อน เรียกเป็น “queen cell builder” หรือ “ผู้สร้างวังนางพญา”
ผึ้งกลุ่มพิเศษนี้ เป็นกลุ่มผึ้งงาน อายุค่อนข้างน้อย มีหน้าที่พิเศษ...และสำคัญอย่างที่สุด...คือ การสร้างเซลล์ที่อยู่ของนางพญาผึ้ง และรับผิดชอบดูแลรักษา ให้เป็นเสมือนกับ “พระราชวังบักกิงแฮม” ที่งดงาม อุดมด้วยอาหารมีคุณค่า มีความอบอุ่นอย่างพอเหมาะสำหรับนางพญาผึ้ง
ศาสตราจารย์ โบริส แบร์ กล่าวถึง ความน่าทึ่งน่ามหัศจรรย์ ในการค้นพบบทบาทและหน้าที่ ของกลุ่มผึ้งผู้สร้างวังนางพญาผึ้งว่า :
เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นเสมือนกับพระราชวังบักกิงแฮม แสดงถึงพัฒนาการในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มแบบของสัตว์สังคม ที่แบ่งบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ เป็นผลงานที่น่าทึ่ง แสดงถึงระดับความก้าวหน้าของผึ้งในฐานะเป็นสัตว์สังคม
จากการใช้อุปกรณ์เครื่องมือและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในการศึกษาและติดตามการทำงานของกลุ่มผึ้งผู้สร้างพระราชวังนางพญาผึ้ง พบว่า ความอบอุ่นของวังนางพญาผึ้ง ได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ ด้วยการทำงานและตัวของผึ้งผู้สร้างวังนางพญาเอง คือ ทำตัวให้อบอุ่น ด้วยการทำงาน แล้วความอบอุ่นรวมจากฝูงผึ้งพิเศษนี้ ก็ทำให้วังนางพญาผึ้งอบอุ่นอยู่เสมอได้
สำหรับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่มีคุณค่าสำหรับผึ้งนางพญา คณะวิจัยได้ทดลอง โดยการโปรยผงแกรไฟต์ (คาร์บอนสีดำของไส้ดินสอดำ) ในส่วนต่างๆ ของรังผึ้ง พบต่อมาว่า ภายในวังนางพญาผึ้ง ปรากฏมีส่วนเป็นสีดำของแกรไฟต์เกิดขึ้น แสดงว่า ผึ้งผู้สร้างวังนางพญา ก็ไปสำรวจและนำสิ่งเป็นอาหารชั้นดี จากส่วนต่างๆ ของรังผึ้ง นำมาอยู่ในวังนางพญาผึ้ง
วังของนางพญาผึ้งพร้อมองครักษ์ Credit ยู ฟาง นักวิจัยจีน
ก้าวต่อไปจากผลการวิจัย
ผลการวิจัยวันนี้ แสดงว่า แม้แต่กับผึ้งน้ำผึ้ง ที่มนุษย์คิดว่า รู้จักมานานและอย่างดีแล้ว จริงๆ ก็ยังมีสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนอยู่มาก จึงนับเป็นเรื่องน่าคิดน่าสนใจว่า แล้วผึ้งสายพันธุ์อื่นๆ ล่ะ ? ก็น่าจะมี “ความลับ” ที่มนุษย์ยังไม่ทราบอีกมาก ซึ่งอาจจะนำทางสู่ “สิ่งใหม่ๆ” หรือ “ความคิดใหม่ๆ” ที่ดีสำหรับมนุษย์และธรรมชาติ...
หรือถ้าเป็น “ความลับ” ที่อันตราย ที่คาดไม่ถึง ก็จะเป็นประโยชน์เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ หรือการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ของมนุษย์กับธรรมชาติ
สำหรับ ศาสตราจารย์ โบริส แบร์ มีความคิดเห็นรวบยอดจากผลการวิจัย ชี้ให้เห็นถึงความน่าทึ่งน่ามหัศจรรย์ของวิวัฒนาการ นำมาสู่การอยู่ร่วมกันเป็นสัตว์สังคมของผึ้งน้ำผึ้ง ที่มีระบบระเบียบความรับผิดชอบที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คงไม่จำกัดอยู่เฉพาะกับผึ้งน้ำผึ้งเท่านั้น
Credit ยู ฟาง นักวิจัยจีน
ผึ้งต่อยเจ็บปวดแค่ไหน ?
ในระหว่างที่กำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับผึ้ง ที่ผู้เขียนเลือกมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านวันนี้ ผู้เขียนก็นึกไปถึงประสบการณ์ที่ยังฝังอยู่ในความทรงจำเกี่ยวกับผึ้ง ตั้งแต่เมื่อเป็นวัยรุ่นที่จังหวัดนครราชสีมา แล้วออกไปช่วยพี่ชายขายน้ำแข็งไส ปลาหมึกย่างและอื่นๆ ตามงานวัดนอกเมืองนครราชสีมา ที่บ่อยหน่อยและมีความทรงจำค่อนข้างมาก คือ ที่วัดพนมวัน ซึ่งมีปราสาทหิน พนมวัน
งานวัดยุคสมัยนั้น ครึกครื้นสนุกสนานมาก มีรำวง ลิเก ลำตัด ภาพยนตร์กลางแปลง ต่อยมวยและอื่นๆ
ผู้เขียนจำได้ดีว่า สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยในการขายน้ำแข็งไส ราดน้ำแดงหรือน้ำหวาน คือ ผึ้งที่มาจับขวดน้ำหวานและโหลใส่น้ำหวาน ซึ่งผู้เขียนก็กลัวจะโดนผึ้งต่อย แต่พี่ชายก็บอกว่า ผึ้งมันไม่ต่อยหรอก ถ้าเราไม่ทำให้มันตกใจ
ผู้เขียนโชคดีที่ไม่เคยโดนผึ้งต่อยในงานวัด แต่ก็จำได้ว่า เห็นเด็กร้องไห้เสียงดังจ้าเพราะถูกผึ้งต่อย แสดงว่า ต้องเจ็บปวดอย่างมากทีเดียว
ท่านผู้อ่านล่ะครับ มีประสบการณ์อะไรเกี่ยวกับผึ้งที่ฝังใจหรือประทับใจบ้างครับ ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









