สัตว์ป่าในกรง vs สัตว์ป่าในป่า: ตัวเลขที่น่าตกใจ
ประเทศไทยมีเสือโคร่งในป่าธรรมชาติเพียง ประมาณ 170 - 200 ตัว แต่กลับพบว่าสือในกรงเลี้ยงสูงถึง เกือบ 2,000 ตัว ตัวเลขที่ห่างกันถึง 10 เท่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า การเพาะพันธุ์เสือในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อการอนุรักษ์ แต่เป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยเสือที่อยู่ในกรงเหล่านี้ เกิดในกรง เติบโตในกรง และตายในกรง ไม่มีโอกาสกลับสู่ธรรมชาติ สัญชาตญาณการล่าและการเอาตัวรอดหายไปแล้ว เพราะคุ้นชินกับการรับอาหารจากมนุษย์ การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติจึงแทบเป็นไปไม่ได้
สัตว์ป่าคุ้มครองกับช่องโหว่กฎหมายที่ยังปิดไม่สนิท
ตามอนุสัญญา CITES (ไซเตส) เสือโคร่งถูกจัดอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 หมายความว่าห้ามซื้อขายเชิงพาณิชย์โดยเด็ดขาด นำเข้าได้ยกเว้นเพื่อการวิจัยหรือแลกเปลี่ยนระหว่างสวนสัตว์เท่านั้น
ตามอนุสัญญา CITES และกฏหมายไทย การครอบครองเสือโคร่ง ต้องระบุอัตลักษณ์อย่างเข้มงวด แต่กลไกในการตรวจสอบกลับเป็นดาบ 2 คม แต่ในอดีต กฎหมายไทยอ้างอิงตาม ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์ ทำให้สัตว์ลูกผสมอย่าง ไลเกอร์ (สิงโตผู้ + เสือโคร่งเมีย) และ ไทกอน (เสือโคร่งผู้ + สิงโตเมีย) ไม่อยู่ในบัญชีคุ้มครอง กลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการบางรายใช้หลีกเลี่ยงกฎหมาย
ปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ออกกฎกระทรวงเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่นี้แล้ว โดยให้ไลเกอร์และไทกอนต้องแจ้งครอบครองเช่นเดียวกับสัตว์ป่าควบคุมชนิดอื่น
สัตว์ป่ากับวิทยาศาสตร์: DNA คือกุญแจสำคัญ
ปัจจุบันไทยมีฐานข้อมูล DNA เสือในกรงเลี้ยงกว่า 2,000 ตัว และร่วมมือกับ 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว และมาเลเซีย ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลพันธุกรรมร่วมกัน ซึ่งการตรวจ DNA ทำให้สามารถพิสูจน์ได้ว่า เสือที่จับได้มาจากกรงเลี้ยงถูกกฎหมายหรือไม่ มีพ่อแม่อยู่ในฐานข้อมูลหรือเปล่า หรือถูกลักลอบข้ามแดนมาจากประเทศไหน เปรียบเหมือน บัตรประชาชนของสัตว์ป่า เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบขบวนการสวมสิทธิ์
สัตว์ป่าผิดกฎหมาย: ไทยคือทางผ่านสำคัญ
ข้อมูลจากด่านตรวจสัตว์ป่าระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 - 2568 มีคดีลักลอบค้าสัตว์ป่ามากกว่า 80 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 40-50 ล้านบาท Exotic Pet เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่ลักลอบซื้อขายกัน
สาเหตุที่ไทยเป็นทางผ่านการลักลอบค้าสัตว์ป่า เพราะสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางเที่ยวบินของโลก การลักลอบจึงมักมาในรูปแบบการขนส่งซ้อนมากับเที่ยวบินต่อ
สัตว์ป่าของกลาง: ภาระที่รัฐต้องแบกรับ
ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 ประทับช้าง จ.ราชบุรี อีกปลายทางของสัตว์ที่ถูกยึดจากคดีลักลอบ โดยรับสัตว์ของกลางเฉลี่ยสัปดาห์ละ 50 - 60 ตัว หรือปีละกว่า 2,000 - 3,000 ตัว
ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เฉลี่ย เดือนละ 200,000 บาท และสัตว์ต่างถิ่นที่ถูกยึดมาส่วนใหญ่ ไม่สามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ เพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหายไปแล้ว รัฐจึงต้องแบกภาระเลี้ยงดูไปตลอดชีวิตของสัตว์เหล่านั้น
ติดตามเรื่องเสือที่เกี่ยวข้อง
- "เสือโคร่ง" ในป่าไทย เพิ่มขึ้นเป็น 179-223 ตัว
- เปิดเส้นทาง "ค้า" เสือโคร่งข้ามชาติ
- The EXIT : ลอบเพาะพันธุ์เสือโคร่ง ค้าสัตว์ป่าไม่สิ้นสุด
คุณสามารถติดตามชมรายการ Big Story เรื่องใหญ่ Thai PBS ทุกวันจันทร์ เวลา 21.30 - 22.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือดูย้อนหลัง ได้ที่ www.thaipbs.or.th/BigStoryThaiPBS
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
สัตว์ป่าในกรง vs สัตว์ป่าในป่า: ตัวเลขที่น่าตกใจ
ประเทศไทยมีเสือโคร่งในป่าธรรมชาติเพียง ประมาณ 170 - 200 ตัว แต่กลับพบว่าสือในกรงเลี้ยงสูงถึง เกือบ 2,000 ตัว ตัวเลขที่ห่างกันถึง 10 เท่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า การเพาะพันธุ์เสือในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อการอนุรักษ์ แต่เป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยเสือที่อยู่ในกรงเหล่านี้ เกิดในกรง เติบโตในกรง และตายในกรง ไม่มีโอกาสกลับสู่ธรรมชาติ สัญชาตญาณการล่าและการเอาตัวรอดหายไปแล้ว เพราะคุ้นชินกับการรับอาหารจากมนุษย์ การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติจึงแทบเป็นไปไม่ได้
สัตว์ป่าคุ้มครองกับช่องโหว่กฎหมายที่ยังปิดไม่สนิท
ตามอนุสัญญา CITES (ไซเตส) เสือโคร่งถูกจัดอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 หมายความว่าห้ามซื้อขายเชิงพาณิชย์โดยเด็ดขาด นำเข้าได้ยกเว้นเพื่อการวิจัยหรือแลกเปลี่ยนระหว่างสวนสัตว์เท่านั้น
ตามอนุสัญญา CITES และกฏหมายไทย การครอบครองเสือโคร่ง ต้องระบุอัตลักษณ์อย่างเข้มงวด แต่กลไกในการตรวจสอบกลับเป็นดาบ 2 คม แต่ในอดีต กฎหมายไทยอ้างอิงตาม ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์ ทำให้สัตว์ลูกผสมอย่าง ไลเกอร์ (สิงโตผู้ + เสือโคร่งเมีย) และ ไทกอน (เสือโคร่งผู้ + สิงโตเมีย) ไม่อยู่ในบัญชีคุ้มครอง กลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการบางรายใช้หลีกเลี่ยงกฎหมาย
ปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ออกกฎกระทรวงเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่นี้แล้ว โดยให้ไลเกอร์และไทกอนต้องแจ้งครอบครองเช่นเดียวกับสัตว์ป่าควบคุมชนิดอื่น
สัตว์ป่ากับวิทยาศาสตร์: DNA คือกุญแจสำคัญ
ปัจจุบันไทยมีฐานข้อมูล DNA เสือในกรงเลี้ยงกว่า 2,000 ตัว และร่วมมือกับ 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว และมาเลเซีย ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลพันธุกรรมร่วมกัน ซึ่งการตรวจ DNA ทำให้สามารถพิสูจน์ได้ว่า เสือที่จับได้มาจากกรงเลี้ยงถูกกฎหมายหรือไม่ มีพ่อแม่อยู่ในฐานข้อมูลหรือเปล่า หรือถูกลักลอบข้ามแดนมาจากประเทศไหน เปรียบเหมือน บัตรประชาชนของสัตว์ป่า เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบขบวนการสวมสิทธิ์
สัตว์ป่าผิดกฎหมาย: ไทยคือทางผ่านสำคัญ
ข้อมูลจากด่านตรวจสัตว์ป่าระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 - 2568 มีคดีลักลอบค้าสัตว์ป่ามากกว่า 80 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 40-50 ล้านบาท Exotic Pet เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่ลักลอบซื้อขายกัน
สาเหตุที่ไทยเป็นทางผ่านการลักลอบค้าสัตว์ป่า เพราะสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางเที่ยวบินของโลก การลักลอบจึงมักมาในรูปแบบการขนส่งซ้อนมากับเที่ยวบินต่อ
สัตว์ป่าของกลาง: ภาระที่รัฐต้องแบกรับ
ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 ประทับช้าง จ.ราชบุรี อีกปลายทางของสัตว์ที่ถูกยึดจากคดีลักลอบ โดยรับสัตว์ของกลางเฉลี่ยสัปดาห์ละ 50 - 60 ตัว หรือปีละกว่า 2,000 - 3,000 ตัว
ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เฉลี่ย เดือนละ 200,000 บาท และสัตว์ต่างถิ่นที่ถูกยึดมาส่วนใหญ่ ไม่สามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ เพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหายไปแล้ว รัฐจึงต้องแบกภาระเลี้ยงดูไปตลอดชีวิตของสัตว์เหล่านั้น
ติดตามเรื่องเสือที่เกี่ยวข้อง
- "เสือโคร่ง" ในป่าไทย เพิ่มขึ้นเป็น 179-223 ตัว
- เปิดเส้นทาง "ค้า" เสือโคร่งข้ามชาติ
- The EXIT : ลอบเพาะพันธุ์เสือโคร่ง ค้าสัตว์ป่าไม่สิ้นสุด
คุณสามารถติดตามชมรายการ Big Story เรื่องใหญ่ Thai PBS ทุกวันจันทร์ เวลา 21.30 - 22.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือดูย้อนหลัง ได้ที่ www.thaipbs.or.th/BigStoryThaiPBS
แท็กที่เกี่ยวข้อง:




























































