นายกฯ เรียก สมช. - เอกชน กางแผนรับมือสถานการณ์โลก
นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมด่วนฝ่ายความมั่นคงและภาคเศรษฐกิจ เพื่อวางแนวทางรับมือผลกระทบจาก "สงครามในตะวันออกกลาง" ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการดูแลความปลอดภัยคนไทยกว่า 70,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมแผนรองรับวิกฤต "ราคาพลังงาน" ที่อาจพุ่งสูงขึ้น พร้อมยืนหยัดจุดยืนความเป็นกลางและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง
เปิดแผนอพยพแรงงานไทย 70,000 ชีวิต กองทัพอากาศสแตนด์บาย C-130
จากการประเมินเบื้องต้น พบว่ามีคนไทยและแรงงานไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้รับผลกระทบกว่า 70,000 คน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ที่มีคนไทยอาศัยอยู่เกือบ 8,000 คน ซึ่งรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการดูแลขั้นสูงสุด
- ศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง: สถานเอกอัครราชทูตไทยเปิดสายด่วนคอยประสานงานและให้คำแนะนำตลอดเวลา
- เตรียมพร้อมอากาศยาน: นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบิน C-130 รวมถึงพิจารณาเครื่องบินเหมาลำเพื่ออพยพคนไทยกลับประเทศทันทีหากสถานการณ์บานปลาย
- พื้นที่ปลอดภัย: มุ่งเน้นการเคลื่อนย้ายคนไทยออกจากจุดสู้รบไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดเป็นลำดับแรก
"รัฐบาลมีความเป็นห่วงสถานการณ์ แต่มีจุดยืนความเป็นกลาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญในการเจรจาทางการทูต และขอย้ำว่าเรามีมาตรการดูแลคนไทยอยู่แล้ว"
รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ! สั่งคลังเตรียมมาตรการตรึงราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเตรียมแผนรับมือทุกรูปแบบ
- ผลกระทบด้านพลังงาน: คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตจะปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องมีมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค
- การค้าและการส่งออก: เตรียมหารือร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ภาคเอกชน และหอการค้า เพื่อประเมินทิศทางการส่งออกและนำเข้า
- มาตรการตรึงราคา: รัฐบาลเตรียมออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อค่าครองชีพของประชาชน
"ไทยต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน และต้นทุนพลังงาน เราต้องหาวิธีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด"
ประชุม สมช. นัดสำคัญ: ดึงเอกชนร่วมประเมินสถานการณ์พรุ่งนี้ (2 มี.ค. 69) 10.00 น.
ในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค. 69) เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วยภาคธนาคารและตัวแทนเอกชน เพื่อประเมินทิศทางสถานการณ์สู้รบอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดนเป็นสำคัญ




























































