ผักหวานป่าบ้านหมอ ชุมชนคนรักหวาน

ออกอากาศ 1 พ.ย. 69

ผักหวานป่าเป็นพืชที่คนไทยรู้จักดีจากรสหวานกรอบ แต่หลายคนอาจไม่เคยเห็นต้นจริง ๆ ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี มีชุมชนที่ปลูกผักหวานป่ากันเกือบทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ครัวเรือนที่ปลูกไม่กี่ไร่ไปจนถึงสวน 20 กว่าไร่ บทความนี้รวบรวมทุกขั้นตอนที่เกษตรกรในชุมชนเล่าไว้ ตั้งแต่การปลูก การตัดแต่ง การเก็บยอด ไปจนถึงการแปรรูปและการรวมกลุ่มกันทำงาน

ทำไมบ้านหมอจึงเป็นแหล่งปลูกผักหวานป่า

ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าที่นี่เป็นแหล่งพันธุ์ผักหวานป่ามาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า มีแทบทุกบ้าน อย่างน้อยก็ปลูกตามริมรั้วไว้กินในครัวเรือน ผักหวานจึงเป็นผักพื้นถิ่นของที่นี่ และชาวบ้านบอกว่าดินของหมู่บ้านปลูกได้ดีมาก ใครพูดถึงผักหวานป่าก็ต้องนึกถึงบ้านหมอ

ขนาดพื้นที่ปลูกของแต่ละบ้านต่างกัน บางบ้านปลูก 2 ไร่ บางบ้าน 5-6 ไร่ และบางบ้านปลูกถึง 25 ไร่

พี่เจี๊ยบ เล่าว่าพ่อแม่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพด มันแกว และถั่วลิสง ที่บ้านมีต้นผักหวานอยู่แล้ว จึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่ปลูก เขาทำมาประมาณ 30-40 ปี

ลักษณะและสายพันธุ์ของผักหวานป่า

ผักหวานป่าเป็นพืชยืนต้น อายุยืนมาก บางต้นมีอายุถึงร้อยปี ขนาดต้นใหญ่มาก

ผักหวานป่ามี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์ยอดเหลืองกับพันธุ์ยอดเขียว พันธุ์ยอดเหลืองมียอดยาวสวย มักเห็นขายในตลาด ส่วนพันธุ์ยอดเขียวยอดจะสั้นกว่าและไม่ค่อยนิยมปลูก

ผักหวานป่ายังมีผลด้วย ผลอ่อนที่เพิ่งออกใหม่กินได้ นำไปแกงได้ ส่วนผลแก่ไม่กินแล้ว

สรรพคุณและเมนูอร่อยจากผักหวานป่า

ในอดีตมีการนำรากผักหวานป่าไปต้มเป็นยาแก้ไข้ ส่วนใบมีวิตามินและคลอโรฟิลล์เหมือนผักสีเขียวทั่วไป

ยอดผักหวานป่ากินสดได้ กรอบ มัน และหวานออกที่ปลายลิ้น เมนูที่ทำได้หลากหลายมีดังนี้

  • แกงเลียง
  • ใส่ไข่ทอด
  • แกงผักหวาน
  • ลวกจิ้มน้ำพริก
  • ยำผักหวานกรอบ

วิธีปลูกผักหวานป่า ดิน น้ำ และไม้พี่เลี้ยง

ดินและน้ำที่เหมาะสม

ผักหวานป่าชอบดินดำร่วน ดินเหนียวก็พอปลูกได้แต่ไม่งามเท่า ชอบน้ำแต่ไม่ชอบน้ำมาก ถ้าน้ำท่วมจะตาย ส่วนสภาพอากาศไม่เป็นปัญหา ทั้งร้อนและหนาวอยู่ได้หมด

ไม้พี่เลี้ยง ร่มเงาที่ผักหวานป่าขาดไม่ได้

ผักหวานป่าต้องอาศัยร่มเงาจากไม้พี่เลี้ยง ซึ่งเกษตรกรที่นี่เลือกมะขามเทศ เพราะมีอายุยืนกว่าไม้อื่น รากลอยอยู่แค่หน้าดินจึงไม่แย่งอาหารจากผักหวาน และยังทำให้ดินร่วนซุย ส่วนไม้บางชนิดอย่างไม้สักไม่เหมาะ เพราะจะแย่งน้ำเลี้ยงผักหวานจนไม่ค่อยโต

ระยะปลูกที่เหมาะสม

ระยะห่างระหว่างต้นคือ 1×1 เมตร ไปจนถึง 1.20 เมตร เกษตรกรบอกว่าผ่านการทดลองมาแล้วว่าเหมาะกับการเติบโต ถ้าปลูกถี่เกินไปจะได้ยอดน้อย

ขั้นตอนลงปลูกต้นกล้า

  1. ขุดหลุม
  2. บีบถุงต้นกล้าให้แน่น แล้วนำออกจากถุง
  3. ใส่ต้นลงหลุม กลบดิน
  4. ราดน้ำให้เต็มหลุม เพื่อให้รากจับดิน
  5. ใช้เข่งครอบรอบต้น เพื่อกันแดดและไม่ให้เหี่ยวตาย เปรียบเหมือนไม้พี่เลี้ยงชั่วคราว ซึ่งคุมได้นานเป็นปีจนกว่าร่มไม้จะโต

การดูแลผักหวานป่า ตัดแต่งกิ่ง ทำสาวใหม่ และใส่ปุ๋ย

ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้แตกยอดตลอดปี

การเก็บยอดผักหวานป่าทำโดยตัดกิ่งลง กิ่งที่ตัดแล้วจะแตกยอดใหม่ได้เรื่อย ๆ ยิ่งตัดยิ่งแตก เกษตรกรแนะนำให้ตัดเหนือใบขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้ใบทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเสริมอาหาร หลังตัดประมาณสองสัปดาห์จะแตกยอด ถ้าเป็นหน้าฝนจะแตกช้ากว่า

เมื่อต้นโตขึ้น ให้ตัดลงมาให้เตี้ยระดับหน้าอก เพื่อให้เก็บผลผลิตได้ง่าย

ในหน้าฝนยอดผักหวานป่าจะไม่ค่อยสวย บางส่วนหงิก ช่วงนี้เกษตรกรบางรายปล่อยให้ต้นพัก โดยแค่ตัดหญ้าเล็กน้อย แต่บางรายตัดแต่งต่อเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่อง

ทำสาวใหม่ ให้ต้นเป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน

ผักหวานป่าที่ปลูกมาหลายปีจะตัดแต่งกิ่งเพื่อ "ทำสาวใหม่" ให้เป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน ได้ยอดอ้วนอวบสวย ทำประมาณทุก 5-6 ปี หลังตัดราวเดือนครึ่งถึง 2 เดือนจะเริ่มสวยงาม และอีก 4-5 เดือนจะเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะรากหล่อเลี้ยงต้นอยู่แล้ว

ฤดูกาลเก็บยอดและผลผลิตของผักหวานป่า

ผักหวานป่าแตกยอดดีที่สุดในหน้าแล้งช่วงปลายปีถึงต้นปี หลังรดน้ำจะแตกยอดมาก เกษตรกรเก็บกันตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม และช่วงที่ออกเยอะที่สุดคือมีนาคมถึงเมษายน ส่วนหน้าฝนยอดจะไม่ค่อยพุ่ง เพราะผักหวานไม่ชอบน้ำฝน

ต้นที่ปลูกจากกล้าจะเก็บยอดขายได้เมื่ออายุประมาณสามปี เมื่อเก็บยอด ให้เก็บยาวประมาณยี่สิบห้าเซนติเมตรหรือราวสองคืบ ไม่เกินนี้ เพราะถ้ายาวกว่านี้แม่ค้าจะต้องใส่ภาชนะอัดกัน ยอดจะช้ำและเน่าเสียหาย ผักหวานที่เก็บได้จะมัดเป็นกำ กำละประมาณหนึ่งขีด จากนั้นแช่น้ำ รอแม่ค้ามารับไปขาย

ผลผลิตเฉลี่ยประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อต้นต่อสัปดาห์ ราคาขึ้นลงตามช่วง ปลายปียอดออกน้อยราคาสูง อาจขึ้นไปถึงกิโลกรัมละเป็นร้อย ส่วนช่วงที่ยอดออกมากราคาก็ลดลง

รายได้เสริมช่วงหน้าฝน ขายผล กิ่งตอน และต้นกล้าผักหวานป่า

ช่วงหน้าฝนที่ผักหวานป่าพักต้น เกษตรกรไม่ได้ขาดรายได้ เพราะยังมีสินค้าอื่นให้ขาย ได้แก่ ผลผักหวานป่าสุก ซึ่งขายให้คนซื้อไปเพาะเมล็ด และกิ่งตอน

ขยายพันธุ์ด้วยกิ่งตอน

  1. เลือกต้นที่รากสวย แล้วตัดกิ่งตอน
  2. ริดใบและผลออกเพื่อลดการคายน้ำ
  3. ใส่ปุ๋ยมะพร้าวเพื่อบำรุงรากให้สมบูรณ์
  4. ประมาณ 2 สัปดาห์รากจะออกมา แข็งแรง ใหญ่ และอวบ
  5. แกะถุงออก แล้วปลูกใส่กระถางหรือเข่ง กลบดินดำร่วนผสมมะพร้าว

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดยุ่งยากกว่า ต้องรอให้ผลสุกเป็นสีเหลือง จากนั้นนำมาย่ำหรือขยี้ให้เปลือกหลุด ล้างและขัดด้วยทรายจนเหลือเมล็ดสีขาว ผึ่งในร่ม แล้วฝังทรายเพื่อเพาะเป็นต้นกล้า ต้นกล้าผักหวานป่าที่สวนขายราคาถุงละ 50 บาท

ผักหวานป่าแปรรูป ใบรองกลายเป็นขนมและรายได้เพิ่ม

ใบรองคือใบที่เริ่มแก่เล็กน้อยจนขายเป็นผักสดไม่ได้ แต่เกษตรกรนำมาแปรรูปได้หลายอย่าง

  • ปั้นขลิบผักหวานป่า
  • ทองม้วนผักหวานป่า
  • ขนมปังหน้าพริกเผาหมูหยองผักหวานป่า ซึ่งเป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง

พี่หวานใจ เจ้าของสูตร เล่าว่าแรงบันดาลใจมาจากครอบครัว ลูกชอบกินขนมกรอบแต่ไม่กินผัก จึงลองนำใบผักหวานมาแปรรูป ครอบครัวกินแล้วอร่อย จึงลองนำไปขายในตลาด

วิธีทำไส้ของทั้งปั้นขลิบและขนมปังคือ เจียวหอมแดงซอยกับน้ำมัน ใส่ผักหวานป่าผัดจนหอม ตามด้วยพริกเผา และปิดท้ายด้วยหมูหยอง ส่วนแป้งปั้นขลิบใช้แป้งสาลีนวดกับน้ำมันพืชและน้ำสะอาดจนเข้ากัน ถ้าทำขนมปัง ให้ทาไส้บนขนมปัง โรยผักหวานป่า แล้วอบประมาณสิบนาที

เกษตรกรเห็นว่าการแปรรูปช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ไม่ต้องรอพึ่งราคาผลผลิตที่บางช่วงดี บางช่วงตก

ชุมชนผักหวานป่าบ้านหมอ รวมกลุ่มเพื่อโตไปด้วยกัน

ชุมชนนี้ทำงานเป็นกลุ่ม โดยทำ 2 อย่างหลักคือทำขนมและส่งผักหวานป่า สมาชิกบอกว่าการรวมกลุ่มมีข้อดีหลายด้าน

  • แบ่งปันความรู้เรื่องการเกษตร เช่น ปัญหาหนอนหรือด้วงกัดกิน
  • ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน
  • ช่วยให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น
  • ปลูก ขาย และทำขนมร่วมกัน ดีกว่าทำคนเดียว

เกษตรกรที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่อยากรวยคนเดียว เพราะต้องแบ่งปันกัน บ้านนี้มี บ้านโน้นก็ต้องมีด้วย ทุกคนมองอาชีพเกษตรกรว่ามั่นคง ภูมิใจ และไม่เหนื่อย เพราะเป็นอาชีพอิสระ

สรุป: ผักหวานป่าคือพืชท้องถิ่นที่สร้างรายได้ได้ทั้งปี

ผักหวานป่าที่บ้านหมอเป็นตัวอย่างของพืชพื้นถิ่นที่ชุมชนต่อยอดจนสร้างรายได้ได้ตลอดปี ตั้งแต่การปลูกร่วมกับมะขามเทศ การตัดแต่งเพื่อให้แตกยอด การขายกิ่งพันธุ์และต้นกล้าในหน้าฝน ไปจนถึงการแปรรูปใบรองเป็นขนม ทั้งหมดนี้มีการแบ่งปันความรู้ในกลุ่มชาวบ้านเป็นฐาน ซึ่งทำให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกัน

ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ผักหวานป่าบ้านหมอ ชุมชนคนรักหวาน

ผักหวานป่าเป็นพืชที่คนไทยรู้จักดีจากรสหวานกรอบ แต่หลายคนอาจไม่เคยเห็นต้นจริง ๆ ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี มีชุมชนที่ปลูกผักหวานป่ากันเกือบทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ครัวเรือนที่ปลูกไม่กี่ไร่ไปจนถึงสวน 20 กว่าไร่ บทความนี้รวบรวมทุกขั้นตอนที่เกษตรกรในชุมชนเล่าไว้ ตั้งแต่การปลูก การตัดแต่ง การเก็บยอด ไปจนถึงการแปรรูปและการรวมกลุ่มกันทำงาน

ทำไมบ้านหมอจึงเป็นแหล่งปลูกผักหวานป่า

ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าที่นี่เป็นแหล่งพันธุ์ผักหวานป่ามาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า มีแทบทุกบ้าน อย่างน้อยก็ปลูกตามริมรั้วไว้กินในครัวเรือน ผักหวานจึงเป็นผักพื้นถิ่นของที่นี่ และชาวบ้านบอกว่าดินของหมู่บ้านปลูกได้ดีมาก ใครพูดถึงผักหวานป่าก็ต้องนึกถึงบ้านหมอ

ขนาดพื้นที่ปลูกของแต่ละบ้านต่างกัน บางบ้านปลูก 2 ไร่ บางบ้าน 5-6 ไร่ และบางบ้านปลูกถึง 25 ไร่

พี่เจี๊ยบ เล่าว่าพ่อแม่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพด มันแกว และถั่วลิสง ที่บ้านมีต้นผักหวานอยู่แล้ว จึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่ปลูก เขาทำมาประมาณ 30-40 ปี

ลักษณะและสายพันธุ์ของผักหวานป่า

ผักหวานป่าเป็นพืชยืนต้น อายุยืนมาก บางต้นมีอายุถึงร้อยปี ขนาดต้นใหญ่มาก

ผักหวานป่ามี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์ยอดเหลืองกับพันธุ์ยอดเขียว พันธุ์ยอดเหลืองมียอดยาวสวย มักเห็นขายในตลาด ส่วนพันธุ์ยอดเขียวยอดจะสั้นกว่าและไม่ค่อยนิยมปลูก

ผักหวานป่ายังมีผลด้วย ผลอ่อนที่เพิ่งออกใหม่กินได้ นำไปแกงได้ ส่วนผลแก่ไม่กินแล้ว

สรรพคุณและเมนูอร่อยจากผักหวานป่า

ในอดีตมีการนำรากผักหวานป่าไปต้มเป็นยาแก้ไข้ ส่วนใบมีวิตามินและคลอโรฟิลล์เหมือนผักสีเขียวทั่วไป

ยอดผักหวานป่ากินสดได้ กรอบ มัน และหวานออกที่ปลายลิ้น เมนูที่ทำได้หลากหลายมีดังนี้

  • แกงเลียง
  • ใส่ไข่ทอด
  • แกงผักหวาน
  • ลวกจิ้มน้ำพริก
  • ยำผักหวานกรอบ

วิธีปลูกผักหวานป่า ดิน น้ำ และไม้พี่เลี้ยง

ดินและน้ำที่เหมาะสม

ผักหวานป่าชอบดินดำร่วน ดินเหนียวก็พอปลูกได้แต่ไม่งามเท่า ชอบน้ำแต่ไม่ชอบน้ำมาก ถ้าน้ำท่วมจะตาย ส่วนสภาพอากาศไม่เป็นปัญหา ทั้งร้อนและหนาวอยู่ได้หมด

ไม้พี่เลี้ยง ร่มเงาที่ผักหวานป่าขาดไม่ได้

ผักหวานป่าต้องอาศัยร่มเงาจากไม้พี่เลี้ยง ซึ่งเกษตรกรที่นี่เลือกมะขามเทศ เพราะมีอายุยืนกว่าไม้อื่น รากลอยอยู่แค่หน้าดินจึงไม่แย่งอาหารจากผักหวาน และยังทำให้ดินร่วนซุย ส่วนไม้บางชนิดอย่างไม้สักไม่เหมาะ เพราะจะแย่งน้ำเลี้ยงผักหวานจนไม่ค่อยโต

ระยะปลูกที่เหมาะสม

ระยะห่างระหว่างต้นคือ 1×1 เมตร ไปจนถึง 1.20 เมตร เกษตรกรบอกว่าผ่านการทดลองมาแล้วว่าเหมาะกับการเติบโต ถ้าปลูกถี่เกินไปจะได้ยอดน้อย

ขั้นตอนลงปลูกต้นกล้า

  1. ขุดหลุม
  2. บีบถุงต้นกล้าให้แน่น แล้วนำออกจากถุง
  3. ใส่ต้นลงหลุม กลบดิน
  4. ราดน้ำให้เต็มหลุม เพื่อให้รากจับดิน
  5. ใช้เข่งครอบรอบต้น เพื่อกันแดดและไม่ให้เหี่ยวตาย เปรียบเหมือนไม้พี่เลี้ยงชั่วคราว ซึ่งคุมได้นานเป็นปีจนกว่าร่มไม้จะโต

การดูแลผักหวานป่า ตัดแต่งกิ่ง ทำสาวใหม่ และใส่ปุ๋ย

ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้แตกยอดตลอดปี

การเก็บยอดผักหวานป่าทำโดยตัดกิ่งลง กิ่งที่ตัดแล้วจะแตกยอดใหม่ได้เรื่อย ๆ ยิ่งตัดยิ่งแตก เกษตรกรแนะนำให้ตัดเหนือใบขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้ใบทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเสริมอาหาร หลังตัดประมาณสองสัปดาห์จะแตกยอด ถ้าเป็นหน้าฝนจะแตกช้ากว่า

เมื่อต้นโตขึ้น ให้ตัดลงมาให้เตี้ยระดับหน้าอก เพื่อให้เก็บผลผลิตได้ง่าย

ในหน้าฝนยอดผักหวานป่าจะไม่ค่อยสวย บางส่วนหงิก ช่วงนี้เกษตรกรบางรายปล่อยให้ต้นพัก โดยแค่ตัดหญ้าเล็กน้อย แต่บางรายตัดแต่งต่อเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่อง

ทำสาวใหม่ ให้ต้นเป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน

ผักหวานป่าที่ปลูกมาหลายปีจะตัดแต่งกิ่งเพื่อ "ทำสาวใหม่" ให้เป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน ได้ยอดอ้วนอวบสวย ทำประมาณทุก 5-6 ปี หลังตัดราวเดือนครึ่งถึง 2 เดือนจะเริ่มสวยงาม และอีก 4-5 เดือนจะเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะรากหล่อเลี้ยงต้นอยู่แล้ว

ฤดูกาลเก็บยอดและผลผลิตของผักหวานป่า

ผักหวานป่าแตกยอดดีที่สุดในหน้าแล้งช่วงปลายปีถึงต้นปี หลังรดน้ำจะแตกยอดมาก เกษตรกรเก็บกันตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม และช่วงที่ออกเยอะที่สุดคือมีนาคมถึงเมษายน ส่วนหน้าฝนยอดจะไม่ค่อยพุ่ง เพราะผักหวานไม่ชอบน้ำฝน

ต้นที่ปลูกจากกล้าจะเก็บยอดขายได้เมื่ออายุประมาณสามปี เมื่อเก็บยอด ให้เก็บยาวประมาณยี่สิบห้าเซนติเมตรหรือราวสองคืบ ไม่เกินนี้ เพราะถ้ายาวกว่านี้แม่ค้าจะต้องใส่ภาชนะอัดกัน ยอดจะช้ำและเน่าเสียหาย ผักหวานที่เก็บได้จะมัดเป็นกำ กำละประมาณหนึ่งขีด จากนั้นแช่น้ำ รอแม่ค้ามารับไปขาย

ผลผลิตเฉลี่ยประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อต้นต่อสัปดาห์ ราคาขึ้นลงตามช่วง ปลายปียอดออกน้อยราคาสูง อาจขึ้นไปถึงกิโลกรัมละเป็นร้อย ส่วนช่วงที่ยอดออกมากราคาก็ลดลง

รายได้เสริมช่วงหน้าฝน ขายผล กิ่งตอน และต้นกล้าผักหวานป่า

ช่วงหน้าฝนที่ผักหวานป่าพักต้น เกษตรกรไม่ได้ขาดรายได้ เพราะยังมีสินค้าอื่นให้ขาย ได้แก่ ผลผักหวานป่าสุก ซึ่งขายให้คนซื้อไปเพาะเมล็ด และกิ่งตอน

ขยายพันธุ์ด้วยกิ่งตอน

  1. เลือกต้นที่รากสวย แล้วตัดกิ่งตอน
  2. ริดใบและผลออกเพื่อลดการคายน้ำ
  3. ใส่ปุ๋ยมะพร้าวเพื่อบำรุงรากให้สมบูรณ์
  4. ประมาณ 2 สัปดาห์รากจะออกมา แข็งแรง ใหญ่ และอวบ
  5. แกะถุงออก แล้วปลูกใส่กระถางหรือเข่ง กลบดินดำร่วนผสมมะพร้าว

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดยุ่งยากกว่า ต้องรอให้ผลสุกเป็นสีเหลือง จากนั้นนำมาย่ำหรือขยี้ให้เปลือกหลุด ล้างและขัดด้วยทรายจนเหลือเมล็ดสีขาว ผึ่งในร่ม แล้วฝังทรายเพื่อเพาะเป็นต้นกล้า ต้นกล้าผักหวานป่าที่สวนขายราคาถุงละ 50 บาท

ผักหวานป่าแปรรูป ใบรองกลายเป็นขนมและรายได้เพิ่ม

ใบรองคือใบที่เริ่มแก่เล็กน้อยจนขายเป็นผักสดไม่ได้ แต่เกษตรกรนำมาแปรรูปได้หลายอย่าง

  • ปั้นขลิบผักหวานป่า
  • ทองม้วนผักหวานป่า
  • ขนมปังหน้าพริกเผาหมูหยองผักหวานป่า ซึ่งเป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง

พี่หวานใจ เจ้าของสูตร เล่าว่าแรงบันดาลใจมาจากครอบครัว ลูกชอบกินขนมกรอบแต่ไม่กินผัก จึงลองนำใบผักหวานมาแปรรูป ครอบครัวกินแล้วอร่อย จึงลองนำไปขายในตลาด

วิธีทำไส้ของทั้งปั้นขลิบและขนมปังคือ เจียวหอมแดงซอยกับน้ำมัน ใส่ผักหวานป่าผัดจนหอม ตามด้วยพริกเผา และปิดท้ายด้วยหมูหยอง ส่วนแป้งปั้นขลิบใช้แป้งสาลีนวดกับน้ำมันพืชและน้ำสะอาดจนเข้ากัน ถ้าทำขนมปัง ให้ทาไส้บนขนมปัง โรยผักหวานป่า แล้วอบประมาณสิบนาที

เกษตรกรเห็นว่าการแปรรูปช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ไม่ต้องรอพึ่งราคาผลผลิตที่บางช่วงดี บางช่วงตก

ชุมชนผักหวานป่าบ้านหมอ รวมกลุ่มเพื่อโตไปด้วยกัน

ชุมชนนี้ทำงานเป็นกลุ่ม โดยทำ 2 อย่างหลักคือทำขนมและส่งผักหวานป่า สมาชิกบอกว่าการรวมกลุ่มมีข้อดีหลายด้าน

  • แบ่งปันความรู้เรื่องการเกษตร เช่น ปัญหาหนอนหรือด้วงกัดกิน
  • ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน
  • ช่วยให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น
  • ปลูก ขาย และทำขนมร่วมกัน ดีกว่าทำคนเดียว

เกษตรกรที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่อยากรวยคนเดียว เพราะต้องแบ่งปันกัน บ้านนี้มี บ้านโน้นก็ต้องมีด้วย ทุกคนมองอาชีพเกษตรกรว่ามั่นคง ภูมิใจ และไม่เหนื่อย เพราะเป็นอาชีพอิสระ

สรุป: ผักหวานป่าคือพืชท้องถิ่นที่สร้างรายได้ได้ทั้งปี

ผักหวานป่าที่บ้านหมอเป็นตัวอย่างของพืชพื้นถิ่นที่ชุมชนต่อยอดจนสร้างรายได้ได้ตลอดปี ตั้งแต่การปลูกร่วมกับมะขามเทศ การตัดแต่งเพื่อให้แตกยอด การขายกิ่งพันธุ์และต้นกล้าในหน้าฝน ไปจนถึงการแปรรูปใบรองเป็นขนม ทั้งหมดนี้มีการแบ่งปันความรู้ในกลุ่มชาวบ้านเป็นฐาน ซึ่งทำให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกัน

ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย