ผักหวานป่าเป็นพืชที่คนไทยรู้จักดีจากรสหวานกรอบ แต่หลายคนอาจไม่เคยเห็นต้นจริง ๆ ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี มีชุมชนที่ปลูกผักหวานป่ากันเกือบทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ครัวเรือนที่ปลูกไม่กี่ไร่ไปจนถึงสวน 20 กว่าไร่ บทความนี้รวบรวมทุกขั้นตอนที่เกษตรกรในชุมชนเล่าไว้ ตั้งแต่การปลูก การตัดแต่ง การเก็บยอด ไปจนถึงการแปรรูปและการรวมกลุ่มกันทำงาน
ทำไมบ้านหมอจึงเป็นแหล่งปลูกผักหวานป่า
ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าที่นี่เป็นแหล่งพันธุ์ผักหวานป่ามาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า มีแทบทุกบ้าน อย่างน้อยก็ปลูกตามริมรั้วไว้กินในครัวเรือน ผักหวานจึงเป็นผักพื้นถิ่นของที่นี่ และชาวบ้านบอกว่าดินของหมู่บ้านปลูกได้ดีมาก ใครพูดถึงผักหวานป่าก็ต้องนึกถึงบ้านหมอ
ขนาดพื้นที่ปลูกของแต่ละบ้านต่างกัน บางบ้านปลูก 2 ไร่ บางบ้าน 5-6 ไร่ และบางบ้านปลูกถึง 25 ไร่
พี่เจี๊ยบ เล่าว่าพ่อแม่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพด มันแกว และถั่วลิสง ที่บ้านมีต้นผักหวานอยู่แล้ว จึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่ปลูก เขาทำมาประมาณ 30-40 ปี
ลักษณะและสายพันธุ์ของผักหวานป่า
ผักหวานป่าเป็นพืชยืนต้น อายุยืนมาก บางต้นมีอายุถึงร้อยปี ขนาดต้นใหญ่มาก
ผักหวานป่ามี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์ยอดเหลืองกับพันธุ์ยอดเขียว พันธุ์ยอดเหลืองมียอดยาวสวย มักเห็นขายในตลาด ส่วนพันธุ์ยอดเขียวยอดจะสั้นกว่าและไม่ค่อยนิยมปลูก
ผักหวานป่ายังมีผลด้วย ผลอ่อนที่เพิ่งออกใหม่กินได้ นำไปแกงได้ ส่วนผลแก่ไม่กินแล้ว
สรรพคุณและเมนูอร่อยจากผักหวานป่า
ในอดีตมีการนำรากผักหวานป่าไปต้มเป็นยาแก้ไข้ ส่วนใบมีวิตามินและคลอโรฟิลล์เหมือนผักสีเขียวทั่วไป
ยอดผักหวานป่ากินสดได้ กรอบ มัน และหวานออกที่ปลายลิ้น เมนูที่ทำได้หลากหลายมีดังนี้
- แกงเลียง
- ใส่ไข่ทอด
- แกงผักหวาน
- ลวกจิ้มน้ำพริก
- ยำผักหวานกรอบ
วิธีปลูกผักหวานป่า ดิน น้ำ และไม้พี่เลี้ยง
ดินและน้ำที่เหมาะสม
ผักหวานป่าชอบดินดำร่วน ดินเหนียวก็พอปลูกได้แต่ไม่งามเท่า ชอบน้ำแต่ไม่ชอบน้ำมาก ถ้าน้ำท่วมจะตาย ส่วนสภาพอากาศไม่เป็นปัญหา ทั้งร้อนและหนาวอยู่ได้หมด
ไม้พี่เลี้ยง ร่มเงาที่ผักหวานป่าขาดไม่ได้
ผักหวานป่าต้องอาศัยร่มเงาจากไม้พี่เลี้ยง ซึ่งเกษตรกรที่นี่เลือกมะขามเทศ เพราะมีอายุยืนกว่าไม้อื่น รากลอยอยู่แค่หน้าดินจึงไม่แย่งอาหารจากผักหวาน และยังทำให้ดินร่วนซุย ส่วนไม้บางชนิดอย่างไม้สักไม่เหมาะ เพราะจะแย่งน้ำเลี้ยงผักหวานจนไม่ค่อยโต
ระยะปลูกที่เหมาะสม
ระยะห่างระหว่างต้นคือ 1×1 เมตร ไปจนถึง 1.20 เมตร เกษตรกรบอกว่าผ่านการทดลองมาแล้วว่าเหมาะกับการเติบโต ถ้าปลูกถี่เกินไปจะได้ยอดน้อย
ขั้นตอนลงปลูกต้นกล้า
- ขุดหลุม
- บีบถุงต้นกล้าให้แน่น แล้วนำออกจากถุง
- ใส่ต้นลงหลุม กลบดิน
- ราดน้ำให้เต็มหลุม เพื่อให้รากจับดิน
- ใช้เข่งครอบรอบต้น เพื่อกันแดดและไม่ให้เหี่ยวตาย เปรียบเหมือนไม้พี่เลี้ยงชั่วคราว ซึ่งคุมได้นานเป็นปีจนกว่าร่มไม้จะโต
การดูแลผักหวานป่า ตัดแต่งกิ่ง ทำสาวใหม่ และใส่ปุ๋ย
ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้แตกยอดตลอดปี
การเก็บยอดผักหวานป่าทำโดยตัดกิ่งลง กิ่งที่ตัดแล้วจะแตกยอดใหม่ได้เรื่อย ๆ ยิ่งตัดยิ่งแตก เกษตรกรแนะนำให้ตัดเหนือใบขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้ใบทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเสริมอาหาร หลังตัดประมาณสองสัปดาห์จะแตกยอด ถ้าเป็นหน้าฝนจะแตกช้ากว่า
เมื่อต้นโตขึ้น ให้ตัดลงมาให้เตี้ยระดับหน้าอก เพื่อให้เก็บผลผลิตได้ง่าย
ในหน้าฝนยอดผักหวานป่าจะไม่ค่อยสวย บางส่วนหงิก ช่วงนี้เกษตรกรบางรายปล่อยให้ต้นพัก โดยแค่ตัดหญ้าเล็กน้อย แต่บางรายตัดแต่งต่อเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่อง
ทำสาวใหม่ ให้ต้นเป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน
ผักหวานป่าที่ปลูกมาหลายปีจะตัดแต่งกิ่งเพื่อ "ทำสาวใหม่" ให้เป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน ได้ยอดอ้วนอวบสวย ทำประมาณทุก 5-6 ปี หลังตัดราวเดือนครึ่งถึง 2 เดือนจะเริ่มสวยงาม และอีก 4-5 เดือนจะเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะรากหล่อเลี้ยงต้นอยู่แล้ว
ฤดูกาลเก็บยอดและผลผลิตของผักหวานป่า
ผักหวานป่าแตกยอดดีที่สุดในหน้าแล้งช่วงปลายปีถึงต้นปี หลังรดน้ำจะแตกยอดมาก เกษตรกรเก็บกันตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม และช่วงที่ออกเยอะที่สุดคือมีนาคมถึงเมษายน ส่วนหน้าฝนยอดจะไม่ค่อยพุ่ง เพราะผักหวานไม่ชอบน้ำฝน
ต้นที่ปลูกจากกล้าจะเก็บยอดขายได้เมื่ออายุประมาณสามปี เมื่อเก็บยอด ให้เก็บยาวประมาณยี่สิบห้าเซนติเมตรหรือราวสองคืบ ไม่เกินนี้ เพราะถ้ายาวกว่านี้แม่ค้าจะต้องใส่ภาชนะอัดกัน ยอดจะช้ำและเน่าเสียหาย ผักหวานที่เก็บได้จะมัดเป็นกำ กำละประมาณหนึ่งขีด จากนั้นแช่น้ำ รอแม่ค้ามารับไปขาย
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อต้นต่อสัปดาห์ ราคาขึ้นลงตามช่วง ปลายปียอดออกน้อยราคาสูง อาจขึ้นไปถึงกิโลกรัมละเป็นร้อย ส่วนช่วงที่ยอดออกมากราคาก็ลดลง
รายได้เสริมช่วงหน้าฝน ขายผล กิ่งตอน และต้นกล้าผักหวานป่า
ช่วงหน้าฝนที่ผักหวานป่าพักต้น เกษตรกรไม่ได้ขาดรายได้ เพราะยังมีสินค้าอื่นให้ขาย ได้แก่ ผลผักหวานป่าสุก ซึ่งขายให้คนซื้อไปเพาะเมล็ด และกิ่งตอน
ขยายพันธุ์ด้วยกิ่งตอน
- เลือกต้นที่รากสวย แล้วตัดกิ่งตอน
- ริดใบและผลออกเพื่อลดการคายน้ำ
- ใส่ปุ๋ยมะพร้าวเพื่อบำรุงรากให้สมบูรณ์
- ประมาณ 2 สัปดาห์รากจะออกมา แข็งแรง ใหญ่ และอวบ
- แกะถุงออก แล้วปลูกใส่กระถางหรือเข่ง กลบดินดำร่วนผสมมะพร้าว
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
การเพาะเมล็ดยุ่งยากกว่า ต้องรอให้ผลสุกเป็นสีเหลือง จากนั้นนำมาย่ำหรือขยี้ให้เปลือกหลุด ล้างและขัดด้วยทรายจนเหลือเมล็ดสีขาว ผึ่งในร่ม แล้วฝังทรายเพื่อเพาะเป็นต้นกล้า ต้นกล้าผักหวานป่าที่สวนขายราคาถุงละ 50 บาท
ผักหวานป่าแปรรูป ใบรองกลายเป็นขนมและรายได้เพิ่ม
ใบรองคือใบที่เริ่มแก่เล็กน้อยจนขายเป็นผักสดไม่ได้ แต่เกษตรกรนำมาแปรรูปได้หลายอย่าง
- ปั้นขลิบผักหวานป่า
- ทองม้วนผักหวานป่า
- ขนมปังหน้าพริกเผาหมูหยองผักหวานป่า ซึ่งเป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง
พี่หวานใจ เจ้าของสูตร เล่าว่าแรงบันดาลใจมาจากครอบครัว ลูกชอบกินขนมกรอบแต่ไม่กินผัก จึงลองนำใบผักหวานมาแปรรูป ครอบครัวกินแล้วอร่อย จึงลองนำไปขายในตลาด
วิธีทำไส้ของทั้งปั้นขลิบและขนมปังคือ เจียวหอมแดงซอยกับน้ำมัน ใส่ผักหวานป่าผัดจนหอม ตามด้วยพริกเผา และปิดท้ายด้วยหมูหยอง ส่วนแป้งปั้นขลิบใช้แป้งสาลีนวดกับน้ำมันพืชและน้ำสะอาดจนเข้ากัน ถ้าทำขนมปัง ให้ทาไส้บนขนมปัง โรยผักหวานป่า แล้วอบประมาณสิบนาที
เกษตรกรเห็นว่าการแปรรูปช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ไม่ต้องรอพึ่งราคาผลผลิตที่บางช่วงดี บางช่วงตก
ชุมชนผักหวานป่าบ้านหมอ รวมกลุ่มเพื่อโตไปด้วยกัน
ชุมชนนี้ทำงานเป็นกลุ่ม โดยทำ 2 อย่างหลักคือทำขนมและส่งผักหวานป่า สมาชิกบอกว่าการรวมกลุ่มมีข้อดีหลายด้าน
- แบ่งปันความรู้เรื่องการเกษตร เช่น ปัญหาหนอนหรือด้วงกัดกิน
- ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน
- ช่วยให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น
- ปลูก ขาย และทำขนมร่วมกัน ดีกว่าทำคนเดียว
เกษตรกรที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่อยากรวยคนเดียว เพราะต้องแบ่งปันกัน บ้านนี้มี บ้านโน้นก็ต้องมีด้วย ทุกคนมองอาชีพเกษตรกรว่ามั่นคง ภูมิใจ และไม่เหนื่อย เพราะเป็นอาชีพอิสระ
สรุป: ผักหวานป่าคือพืชท้องถิ่นที่สร้างรายได้ได้ทั้งปี
ผักหวานป่าที่บ้านหมอเป็นตัวอย่างของพืชพื้นถิ่นที่ชุมชนต่อยอดจนสร้างรายได้ได้ตลอดปี ตั้งแต่การปลูกร่วมกับมะขามเทศ การตัดแต่งเพื่อให้แตกยอด การขายกิ่งพันธุ์และต้นกล้าในหน้าฝน ไปจนถึงการแปรรูปใบรองเป็นขนม ทั้งหมดนี้มีการแบ่งปันความรู้ในกลุ่มชาวบ้านเป็นฐาน ซึ่งทำให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกัน
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ผักหวานป่าเป็นพืชที่คนไทยรู้จักดีจากรสหวานกรอบ แต่หลายคนอาจไม่เคยเห็นต้นจริง ๆ ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี มีชุมชนที่ปลูกผักหวานป่ากันเกือบทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ครัวเรือนที่ปลูกไม่กี่ไร่ไปจนถึงสวน 20 กว่าไร่ บทความนี้รวบรวมทุกขั้นตอนที่เกษตรกรในชุมชนเล่าไว้ ตั้งแต่การปลูก การตัดแต่ง การเก็บยอด ไปจนถึงการแปรรูปและการรวมกลุ่มกันทำงาน
ทำไมบ้านหมอจึงเป็นแหล่งปลูกผักหวานป่า
ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าที่นี่เป็นแหล่งพันธุ์ผักหวานป่ามาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า มีแทบทุกบ้าน อย่างน้อยก็ปลูกตามริมรั้วไว้กินในครัวเรือน ผักหวานจึงเป็นผักพื้นถิ่นของที่นี่ และชาวบ้านบอกว่าดินของหมู่บ้านปลูกได้ดีมาก ใครพูดถึงผักหวานป่าก็ต้องนึกถึงบ้านหมอ
ขนาดพื้นที่ปลูกของแต่ละบ้านต่างกัน บางบ้านปลูก 2 ไร่ บางบ้าน 5-6 ไร่ และบางบ้านปลูกถึง 25 ไร่
พี่เจี๊ยบ เล่าว่าพ่อแม่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพด มันแกว และถั่วลิสง ที่บ้านมีต้นผักหวานอยู่แล้ว จึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่ปลูก เขาทำมาประมาณ 30-40 ปี
ลักษณะและสายพันธุ์ของผักหวานป่า
ผักหวานป่าเป็นพืชยืนต้น อายุยืนมาก บางต้นมีอายุถึงร้อยปี ขนาดต้นใหญ่มาก
ผักหวานป่ามี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์ยอดเหลืองกับพันธุ์ยอดเขียว พันธุ์ยอดเหลืองมียอดยาวสวย มักเห็นขายในตลาด ส่วนพันธุ์ยอดเขียวยอดจะสั้นกว่าและไม่ค่อยนิยมปลูก
ผักหวานป่ายังมีผลด้วย ผลอ่อนที่เพิ่งออกใหม่กินได้ นำไปแกงได้ ส่วนผลแก่ไม่กินแล้ว
สรรพคุณและเมนูอร่อยจากผักหวานป่า
ในอดีตมีการนำรากผักหวานป่าไปต้มเป็นยาแก้ไข้ ส่วนใบมีวิตามินและคลอโรฟิลล์เหมือนผักสีเขียวทั่วไป
ยอดผักหวานป่ากินสดได้ กรอบ มัน และหวานออกที่ปลายลิ้น เมนูที่ทำได้หลากหลายมีดังนี้
- แกงเลียง
- ใส่ไข่ทอด
- แกงผักหวาน
- ลวกจิ้มน้ำพริก
- ยำผักหวานกรอบ
วิธีปลูกผักหวานป่า ดิน น้ำ และไม้พี่เลี้ยง
ดินและน้ำที่เหมาะสม
ผักหวานป่าชอบดินดำร่วน ดินเหนียวก็พอปลูกได้แต่ไม่งามเท่า ชอบน้ำแต่ไม่ชอบน้ำมาก ถ้าน้ำท่วมจะตาย ส่วนสภาพอากาศไม่เป็นปัญหา ทั้งร้อนและหนาวอยู่ได้หมด
ไม้พี่เลี้ยง ร่มเงาที่ผักหวานป่าขาดไม่ได้
ผักหวานป่าต้องอาศัยร่มเงาจากไม้พี่เลี้ยง ซึ่งเกษตรกรที่นี่เลือกมะขามเทศ เพราะมีอายุยืนกว่าไม้อื่น รากลอยอยู่แค่หน้าดินจึงไม่แย่งอาหารจากผักหวาน และยังทำให้ดินร่วนซุย ส่วนไม้บางชนิดอย่างไม้สักไม่เหมาะ เพราะจะแย่งน้ำเลี้ยงผักหวานจนไม่ค่อยโต
ระยะปลูกที่เหมาะสม
ระยะห่างระหว่างต้นคือ 1×1 เมตร ไปจนถึง 1.20 เมตร เกษตรกรบอกว่าผ่านการทดลองมาแล้วว่าเหมาะกับการเติบโต ถ้าปลูกถี่เกินไปจะได้ยอดน้อย
ขั้นตอนลงปลูกต้นกล้า
- ขุดหลุม
- บีบถุงต้นกล้าให้แน่น แล้วนำออกจากถุง
- ใส่ต้นลงหลุม กลบดิน
- ราดน้ำให้เต็มหลุม เพื่อให้รากจับดิน
- ใช้เข่งครอบรอบต้น เพื่อกันแดดและไม่ให้เหี่ยวตาย เปรียบเหมือนไม้พี่เลี้ยงชั่วคราว ซึ่งคุมได้นานเป็นปีจนกว่าร่มไม้จะโต
การดูแลผักหวานป่า ตัดแต่งกิ่ง ทำสาวใหม่ และใส่ปุ๋ย
ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้แตกยอดตลอดปี
การเก็บยอดผักหวานป่าทำโดยตัดกิ่งลง กิ่งที่ตัดแล้วจะแตกยอดใหม่ได้เรื่อย ๆ ยิ่งตัดยิ่งแตก เกษตรกรแนะนำให้ตัดเหนือใบขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้ใบทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเสริมอาหาร หลังตัดประมาณสองสัปดาห์จะแตกยอด ถ้าเป็นหน้าฝนจะแตกช้ากว่า
เมื่อต้นโตขึ้น ให้ตัดลงมาให้เตี้ยระดับหน้าอก เพื่อให้เก็บผลผลิตได้ง่าย
ในหน้าฝนยอดผักหวานป่าจะไม่ค่อยสวย บางส่วนหงิก ช่วงนี้เกษตรกรบางรายปล่อยให้ต้นพัก โดยแค่ตัดหญ้าเล็กน้อย แต่บางรายตัดแต่งต่อเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่อง
ทำสาวใหม่ ให้ต้นเป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน
ผักหวานป่าที่ปลูกมาหลายปีจะตัดแต่งกิ่งเพื่อ "ทำสาวใหม่" ให้เป็นพุ่มเหมือนต้นอ่อน ได้ยอดอ้วนอวบสวย ทำประมาณทุก 5-6 ปี หลังตัดราวเดือนครึ่งถึง 2 เดือนจะเริ่มสวยงาม และอีก 4-5 เดือนจะเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะรากหล่อเลี้ยงต้นอยู่แล้ว
ฤดูกาลเก็บยอดและผลผลิตของผักหวานป่า
ผักหวานป่าแตกยอดดีที่สุดในหน้าแล้งช่วงปลายปีถึงต้นปี หลังรดน้ำจะแตกยอดมาก เกษตรกรเก็บกันตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม และช่วงที่ออกเยอะที่สุดคือมีนาคมถึงเมษายน ส่วนหน้าฝนยอดจะไม่ค่อยพุ่ง เพราะผักหวานไม่ชอบน้ำฝน
ต้นที่ปลูกจากกล้าจะเก็บยอดขายได้เมื่ออายุประมาณสามปี เมื่อเก็บยอด ให้เก็บยาวประมาณยี่สิบห้าเซนติเมตรหรือราวสองคืบ ไม่เกินนี้ เพราะถ้ายาวกว่านี้แม่ค้าจะต้องใส่ภาชนะอัดกัน ยอดจะช้ำและเน่าเสียหาย ผักหวานที่เก็บได้จะมัดเป็นกำ กำละประมาณหนึ่งขีด จากนั้นแช่น้ำ รอแม่ค้ามารับไปขาย
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อต้นต่อสัปดาห์ ราคาขึ้นลงตามช่วง ปลายปียอดออกน้อยราคาสูง อาจขึ้นไปถึงกิโลกรัมละเป็นร้อย ส่วนช่วงที่ยอดออกมากราคาก็ลดลง
รายได้เสริมช่วงหน้าฝน ขายผล กิ่งตอน และต้นกล้าผักหวานป่า
ช่วงหน้าฝนที่ผักหวานป่าพักต้น เกษตรกรไม่ได้ขาดรายได้ เพราะยังมีสินค้าอื่นให้ขาย ได้แก่ ผลผักหวานป่าสุก ซึ่งขายให้คนซื้อไปเพาะเมล็ด และกิ่งตอน
ขยายพันธุ์ด้วยกิ่งตอน
- เลือกต้นที่รากสวย แล้วตัดกิ่งตอน
- ริดใบและผลออกเพื่อลดการคายน้ำ
- ใส่ปุ๋ยมะพร้าวเพื่อบำรุงรากให้สมบูรณ์
- ประมาณ 2 สัปดาห์รากจะออกมา แข็งแรง ใหญ่ และอวบ
- แกะถุงออก แล้วปลูกใส่กระถางหรือเข่ง กลบดินดำร่วนผสมมะพร้าว
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
การเพาะเมล็ดยุ่งยากกว่า ต้องรอให้ผลสุกเป็นสีเหลือง จากนั้นนำมาย่ำหรือขยี้ให้เปลือกหลุด ล้างและขัดด้วยทรายจนเหลือเมล็ดสีขาว ผึ่งในร่ม แล้วฝังทรายเพื่อเพาะเป็นต้นกล้า ต้นกล้าผักหวานป่าที่สวนขายราคาถุงละ 50 บาท
ผักหวานป่าแปรรูป ใบรองกลายเป็นขนมและรายได้เพิ่ม
ใบรองคือใบที่เริ่มแก่เล็กน้อยจนขายเป็นผักสดไม่ได้ แต่เกษตรกรนำมาแปรรูปได้หลายอย่าง
- ปั้นขลิบผักหวานป่า
- ทองม้วนผักหวานป่า
- ขนมปังหน้าพริกเผาหมูหยองผักหวานป่า ซึ่งเป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง
พี่หวานใจ เจ้าของสูตร เล่าว่าแรงบันดาลใจมาจากครอบครัว ลูกชอบกินขนมกรอบแต่ไม่กินผัก จึงลองนำใบผักหวานมาแปรรูป ครอบครัวกินแล้วอร่อย จึงลองนำไปขายในตลาด
วิธีทำไส้ของทั้งปั้นขลิบและขนมปังคือ เจียวหอมแดงซอยกับน้ำมัน ใส่ผักหวานป่าผัดจนหอม ตามด้วยพริกเผา และปิดท้ายด้วยหมูหยอง ส่วนแป้งปั้นขลิบใช้แป้งสาลีนวดกับน้ำมันพืชและน้ำสะอาดจนเข้ากัน ถ้าทำขนมปัง ให้ทาไส้บนขนมปัง โรยผักหวานป่า แล้วอบประมาณสิบนาที
เกษตรกรเห็นว่าการแปรรูปช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ไม่ต้องรอพึ่งราคาผลผลิตที่บางช่วงดี บางช่วงตก
ชุมชนผักหวานป่าบ้านหมอ รวมกลุ่มเพื่อโตไปด้วยกัน
ชุมชนนี้ทำงานเป็นกลุ่ม โดยทำ 2 อย่างหลักคือทำขนมและส่งผักหวานป่า สมาชิกบอกว่าการรวมกลุ่มมีข้อดีหลายด้าน
- แบ่งปันความรู้เรื่องการเกษตร เช่น ปัญหาหนอนหรือด้วงกัดกิน
- ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน
- ช่วยให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น
- ปลูก ขาย และทำขนมร่วมกัน ดีกว่าทำคนเดียว
เกษตรกรที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่อยากรวยคนเดียว เพราะต้องแบ่งปันกัน บ้านนี้มี บ้านโน้นก็ต้องมีด้วย ทุกคนมองอาชีพเกษตรกรว่ามั่นคง ภูมิใจ และไม่เหนื่อย เพราะเป็นอาชีพอิสระ
สรุป: ผักหวานป่าคือพืชท้องถิ่นที่สร้างรายได้ได้ทั้งปี
ผักหวานป่าที่บ้านหมอเป็นตัวอย่างของพืชพื้นถิ่นที่ชุมชนต่อยอดจนสร้างรายได้ได้ตลอดปี ตั้งแต่การปลูกร่วมกับมะขามเทศ การตัดแต่งเพื่อให้แตกยอด การขายกิ่งพันธุ์และต้นกล้าในหน้าฝน ไปจนถึงการแปรรูปใบรองเป็นขนม ทั้งหมดนี้มีการแบ่งปันความรู้ในกลุ่มชาวบ้านเป็นฐาน ซึ่งทำให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกัน
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส



























































