ทำไม ? หลายชาติ เตือนพลเมือง "ตุนเสบียง" รับมือเหตุฉุกเฉิน
ชวนเจาะลึกเบื้องหลังการออกคำเตือนให้ประชาชนสำรองเสบียงเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินของหลายประเทศทั่วโลก พร้อมวิเคราะห์เป้าหมายของการประกาศเตรียมความพร้อมดังกล่าว รวมถึงมุมมองว่าประเทศไทยควรถอดบทเรียนเพื่อนำมาปรับใช้อย่างไร
ร่วมวิเคราะห์กับ พงศธัช สุขพงษ์ บรรณาธิการข่าว Thai PBS World
- ที่มาของการประกาศให้ประชาชนตุนเสบียง 72 ชั่วโมงในต่างประเทศ
กระแสข่าวหลายประเทศแนะให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง (3 วัน) ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียว แต่เป็นการทยอยประกาศตามแผนยุทธศาสตร์ความพร้อมรับมือภาวะวิกฤต โดยกลุ่มประเทศยุโรปเริ่มตั้งแต่ปีก่อนหน้าจากความเสี่ยงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภัยคุกคามจากโดรน และสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจกระทบโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนอังกฤษเปิดตัวโครงการสร้างการตระหนักรู้ต่อภัยสภาพอากาศสุดขั้ว ขณะที่ญี่ปุ่นเน้นรับมือภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยกรอบเวลา 72 ชั่วโมง มีไว้เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ช่วงแรกระหว่างรอการช่วยเหลือจากรัฐ
- มุมมองต่อประเทศไทยและการสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience)
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลมองว่าไทยมีความมั่นคงทางอาหารสูง มีผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งอาหารเข้าถึงได้ง่าย จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกถึงขั้นกักตุนเสบียง อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามโดยตรง แต่บทเรียนสำคัญที่คนไทยควรตระหนัก คือ การสร้างความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือ (Resilience) ต่อความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งภัยพิบัติสภาพอากาศแปรปรวน และผลกระทบลูกโซ่จากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการใช้ชีวิต
- จุดเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกและการจับตาตะวันออกกลาง
สถานการณ์ขัดแย้งระดับโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและการเดินเรือพาณิชย์โดยตรง ทั้งความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงการจับตาความเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้งของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของอิสราเอล ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจทางทหารระลอกใหม่ ทำให้สถานการณ์ยังเปราะบางและยากที่จะยุติได้อย่างยั่งยืน ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและมีสติเพื่อเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ

























































