ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
TH-AI Passport ใบเซอร์ AI 5 ล้านใบ...อาจไร้ความหมาย ถ้าวัดผลไม่ได้จริง ?
AI

TH-AI Passport ใบเซอร์ AI 5 ล้านใบ...อาจไร้ความหมาย ถ้าวัดผลไม่ได้จริง ?

Thai PBS Sci & Tech02 ก.ย. 697 นาที1 ชั่วโมงที่แล้ว

โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี ที่มีคอร์สเสริมทักษะด้าน AI พร้อมแจกใบเซอร์เมื่อเรียนจบ หากต้องประเมินความสำเร็จของโครงการพัฒนาทักษะระดับประเทศ ควรวัดผลตรงไหน ?

ขนาดตัวอักษร

รายการ "ตอบโจทย์" ซึ่งดำเนินรายการโดย "กรุณา บัวคำศรี" ได้เชิญ "ดร.ปริญญา หอมเอนก" ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มาพูดคุยเกี่ยวกับโครงการพัฒนาทักษะ AI ระดับประเทศ "TH-AI Passport" ของกระทรวงดีอี เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 ในบางช่วงบางตอนของรายการ ได้พูดถึง "การวัดผล" ความสำเร็จของโครงการดังกล่าว ที่ในโลกของการบริหารนโยบายดิจิทัล มักวัดความสำเร็จเพียงแค่ Reach หรือการเข้าถึง จนมองข้ามความจริงที่ว่า การเรียนรู้ AI ไม่ใช่เรื่องของปริมาณ แต่คือการนำไปใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง

ปริญญา หอมเอนก มองการที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายแจกสิทธิ์เรียน AI ให้คนถึง 5 ล้านคน อาจไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากคนส่วนใหญ่แค่ กดเรียนผ่าน ๆ หรือแอบค้นคำตอบจากอีกเครื่องหนึ่งเพื่อแค่เอาใบประกาศ

ชมคลิปรายการตอบโจทย์

แนวคิดการวัดผลความสำเร็จ TH-AI Passport

• Registered จำนวนผู้ลงทะเบียนและได้รับสิทธิ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการวัดผลความสำเร็จของโครงการ ซึ่งมักเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ตามเป้าหมายของนโยบาย เช่น การตั้งเป้าแจกสิทธิ์เรียน AI ให้คน 5 ล้านคน

• Activated ผู้ใช้งานครั้งแรก ยอดผู้ได้รับสิทธิ์ TH-AI Passport ที่เข้ามากดเปิดใช้งานบัญชีจริงเพื่อเริ่มเรียน ซึ่งตัวเลขจะลดลงจากยอดลงทะเบียนอย่างมาก โดยในระดับ 5 ล้านสิทธิ์อาจมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 3.5 ล้านคน หรือในกรณี 1 ล้านคนอาจมีเพียง 1 แสนคนเท่านั้น

• Monthly Active ผู้ใช้งานต่อเนื่องรายเดือน กลุ่มผู้ใช้งาน TH-AI Passport ที่ยังคงใช้งานในระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เข้ามาลองเล่นชั่วคราวแล้วเลิกไป ซึ่งตัวเลขจะลดลงไปอีก โดยอาจเหลือ 2 ล้านคนจากยอด 5 ล้าน หรือเหลือ 50,000 คน จากยอด 1 ล้าน

• Complete Skill ผู้ใช้งานที่สามารถเรียนจนจบครบทุกคอร์สตามที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ ซึ่งในสัดส่วนจริงอาจเหลือผู้เรียนที่จบราว 1.5 ล้านคน หรือ 40,000 คน

• Verify Skill การทดสอบความรู้ด้วยชิ้นงานจริง ขั้นตอนนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะผู้เรียนออนไลน์ส่วนใหญ่อาจไม่ได้ทักษะจริงจากการเรียนเพียงเพื่อเอาใบประกาศ เนื่องจากมีช่องโหว่ที่ผู้เรียนสามารถนำคำตอบข้อสอบไปค้นหาจากอีกเครื่องมือหนึ่งได้ง่าย ๆ

ดังนั้น มาตรฐานการวัดผลในขั้นนี้จึงต้องเปลี่ยนเป็นการมอบหมายภารกิจ และให้ผู้ใช้งานสร้างผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมาจริง เพื่อพิสูจน์ฝีมือ ส่งผลให้ผู้ที่ผ่านขั้นนี้อาจเหลือเพียง 20,000 คน จากเป้าหมายแรกเริ่ม 1 ล้านคน

• Apply at Work การนำไปใช้ในการทำงานจริง ยอดผู้เรียนที่นำทักษะและการทำชิ้นงานที่ผ่านการ Verify นั้น ออกไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงนอกระบบการเรียนรู้ ซึ่งตามกรวยกรองจะเหลืออยู่ประมาณ 10,000 คน

• Time Saved การประหยัดเวลาทำงาน การประเมินผลลัพธ์ด้วยตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่ชัดเจน เช่น จากเดิมที่เคยทำงานชิ้นนั้นใช้เวลา 3 วัน สามารถใช้ AI ช่วยลดลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมงได้จริงหรือไม่ มาตรวัดนี้ต้องถูกตั้งค่าอย่างเป็นระบบตามกรณีตัวอย่างของกลุ่มอาชีพ ไม่ปล่อยให้วัดผลแบบสะเปะสะปะ

• Economic & Life Impact รายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายสูงสุดของการวัดผลความสำเร็จในทักษะการใช้ AI ซึ่งจะวัดจากความสำเร็จที่แท้จริงว่าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ เช่น เงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก 30,000 บาท เป็น 35,000 บาท หรือการทำงานที่เร็วขึ้นช่วยให้มีเวลาเหลือที่จะกลับไปอยู่กับครอบครัวได้มากขึ้น

แนะ 3 ข้อสำคัญ วัดผลลัพธ์ได้จริง

ดร.ปริญญา หอมเอนก เสนอแนวทางการปฏิบัตินอกเหนือจากระบบออนไลน์ เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการ TH-AI Passport วัดผลได้จริง

1. การเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เนื่องจากการลงทะเบียนตั้งแต่ต้น เหมือนเป็นการหว่านแหพัฒนาคนวงกว้างแบ เปลี่ยนมาเจาะกลุ่มเป้าหมายใน 5 อาชีพหลัก และเฝ้าติดตามผลอย่างใกล้ชิด จะช่วยประหยัดแรงแต่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากกว่า

2. การสร้างศูนย์เรียนรู้ การปล่อยให้เรียนออนไลน์อย่างเดียวมักวัดผลได้ยาก นโยบายควรปรับปรุงพื้นที่ที่ไม่มีคนใช้งานของรัฐ เช่น ห้องสมุดประชาชน หรือหน่วยงานส่วนท้องถิ่น มาทำเป็นพื้นที่พบปะเรียนรู้ที่มีโค้ชหรือพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ

3. การปั้นแชมเปียนประจำหมู่บ้าน คัดเลือกคนในชุมชนเพียงหมู่บ้านละ 5-10 คนมาสอนและผลักดันจนทำได้จริง เพื่อให้พวกเขากลายเป็นบุคคลต้นแบบในการส่งต่อแรงบันดาลใจและเป็นตัวอย่างความสำเร็จเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์ต่อยอด

ปริญญา ย้ำว่า มาตรวัดความสำเร็จของการพัฒนาทักษะด้าน AI ไม่ใช่จำนวนคนลงทะเบียนเรียนหรือยอดใบเซอร์ออนไลน์ แต่คือจำนวนคนที่ใช้แล้วมีชีวิตดีขึ้นจริง ซึ่งมองว่า แม้จำนวนคนเริ่มต้นจะสูงถึง 1 ล้านคน แต่หากกระบวนการคัดกรองนี้สามารถผลักดันให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตและเพิ่มรายได้จริง 50,000 คน ก็นับว่าประสบความสำเร็จและคุ้มค่าแล้ว

กลัวคนไทย ยอมจ่าย AI ฝรั่ง ? ความกลัวที่ผิดจุด

ดร.ปริญญา กล่าวถึงยอดผู้ลงทะเบียนมีจำนวนน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสข่าวด้านลบ และความหวาดระแวง โดยพบว่าประชาชนหลายคนปฏิเสธการสแกนใบหน้า ThaiD เพราะกลัวรัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลมีข้อมูลของประชาชนทุกคนอยู่แล้ว

ความจริงที่ผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจคือ การใช้งานระบบของรัฐเป็นการ "ผูกบัญชีเข้ากับตัวตนจริง" เพื่อยืนยันสิทธิ์ในฐานะพลเมืองเท่านั้น จุดที่น่ากังวลจริง ๆ ไม่ใช่ระบบฐานข้อมูลของรัฐบาล แต่คือสิ่งที่ผู้ใช้งาน “พิมพ์” ข้อมูลลงไปในแพลตฟอร์มอื่นต่างหาก หากกลัวรัฐบาลเข้าถึงชื่อที่อยู่ แต่กลับส่งเลขบัญชีหรือความลับบริษัทให้ AI ต่างชาติ ไม่ว่าจะร่างแผนธุรกิจ หรือเขียนโครงการ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกคัดลอกและนำไปใช้พัฒนาความฉลาดของโมเดล หรือแม้กระทั่งถูกนำไปขายต่อในอนาคต ความเก่งกาจของ AI ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ใช้ทั่วโลกส่งข้อมูลดิบไปให้ดูดฟรี ๆ แม้จะเสียเงินค่าสมาชิกรายเดือน

"AI ต่างชาติที่จ่ายเงิน subscribe เขาเพิ่มความฉลาดจากข้อมูลที่คุณประเคนให้ คุณจะสแกน ThaiD หรือไม่ รัฐเขาก็มีข้อมูลคุณอยู่แล้ว การสแกนคือการผูกตัวคุณเข้ากับ Account สิ่งที่ควรทำคือลงทะเบียนให้เรียบร้อย แต่สิ่งที่ต้องระวังจริง ๆ คือเวลาคุณพิมพ์อะไรลงไปต่างหาก

ผู้ใช้หลายคนยอมจ่ายเงินประมาณ 600 บาทต่อเดือน เพื่อเข้าถึง AI ระดับ Frontier Models โดยหวังว่าค่าบริการนั้นจะแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัว แต่นี่คือความเข้าใจผิด เพราะในโลกของ AI สายพันธุ์ต่างชาติ เขาเอาคุณทุกเม็ด" ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ย้ำ

ดร.ปริญญา หอมเอนก

ทริคใช้ AI ทำงาน แบบข้อมูลไม่รั่ว!

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังแนะนำวิธีการใช้งาน AI แบบข้อมูลไม่รั่ว ดังนี้

• ปกปิดสถานะทางสังคม ไม่จำเป็นต้องบอก AI ว่าคุณมีปริญญากี่ใบ หรือมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน การระบุรายละเอียดภูมิหลังที่มากเกินไปช่วยให้ AI สร้างโปรไฟล์ผู้ใช้ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเป็นส่วนตัว

• ใช้ชื่อสมมติที่หลากหลาย แทนที่จะใช้ชื่อจริง ให้ใช้ชื่อ บริษัท A , บริษัท X หรือชื่อบุคคลสมมติอย่าง คุณเจมส์, คุณจอห์น หรือแม้แต่ชื่อไทย ๆ อย่าง ป้าติ๋ม, นายดำ, นายแดง

• เซนเซอร์ตัวเลข เลขบัตรประชาชน เลขบัญชี หรือยอดงบประมาณที่แท้จริง ให้แทนที่ด้วย XXXX หรือข้อมูลจำลองเสมอ

• ตัดข้อมูลระบุตัวตนองค์กร ชื่อพนักงาน รายชื่อผู้บริหาร หรือสถานที่ตั้งที่เฉพาะเจาะจง ควรถูกลบออกทั้งหมด

ดร.ปริญญา กล่าวว่า AI เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง X และ Y ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า X คือใคร ตราบใดที่โครงสร้างตรรกะยังอยู่ ผลลัพธ์ที่ได้จะยังคงทรงพลังเหมือนเดิม

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

Review : "TH-AI Passport" AI เพื่อคนไทย ใช้งานฟรี ปังหรือพัง ?

 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

มนุษย์ไม่เคยหยุดวิวัฒนาการ เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้เข้ากับโลกอยู่ตลอดเวลาวิทยาศาสตร์

มนุษย์ไม่เคยหยุดวิวัฒนาการ เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้เข้ากับโลกอยู่ตลอดเวลา

อย่างที่เราทราบกันดีว่ากระบวนการวิวัฒนาการเป็นหนึ่งในกลไกทางชีววิทยาที่สิ่งมีชีวิตใช้เพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมบนโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

02 ก.ย. 69|4 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
Data Center ผุดกลางเมือง จากพระราม 9 ถึงรามคำแหง 28 กับช่องโหว่กฎหมาย ใครกำกับดูแล ?เทคโนโลยี

Data Center ผุดกลางเมือง จากพระราม 9 ถึงรามคำแหง 28 กับช่องโหว่กฎหมาย ใครกำกับดูแล ?

ชวนอ่านปรากฏการณ์ Data Center ศูนย์ข้อมูลใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุง ท่ามกลางการตั้งคำถามของสังคม เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและช่องโหว่กฎหมาย

01 ก.ย. 69|23 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
หุ่นยนต์จิ๋วพลังแสง! รูปทรงหยดน้ำ กระโดดสูง 80 เท่า ต่อยอดสำรวจพื้นที่เข้าถึงยากเทคโนโลยี

หุ่นยนต์จิ๋วพลังแสง! รูปทรงหยดน้ำ กระโดดสูง 80 เท่า ต่อยอดสำรวจพื้นที่เข้าถึงยาก

นักวิจัยพัฒนา "หุ่นยนต์นิ่มทรงหยดน้ำ" ขับเคลื่อนด้วยแสงอินฟราเรด กระโดดต่อเนื่องได้สูงกว่าขนาดตัวถึง 80 เท่า โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกซับซ้อน หวังต่อยอดสำรวจพื้นภัยพิบัติและเข้าถึงยาก

01 ก.ย. 69|23 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →